วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

เอ็กซ์ทีพญาไททำเลใจกลางเมือง ไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียมจากแสนสิริ ใกล้ BTS พญาไท เริ่มต้น 4.99 ล้าน



สัมผัสถึงความสงบ ท่ามกลางความเร่งรีบของเมืองหลวง

กลางเมืองที่เต็มไปด้วยสีสันเเละเรื่องตื่นตาตื่นใจ จะดีแค่ไหนถ้ายังมีมุมส่วนตัว​ในแบบคุณ XT PHAYATHAI ตอบโจทย์ที่คุณกำลังตามหา ​กับการเป็นคอนโดมิเนียมเพื่อคนรักสีสันของเมืองที่ยังคงมองหาการมีพื้นที่ส่วนตัว​สบายๆ เป็นของตัวเอง เข้าใจทุกมิติของคนรุ่นใหม่ที่ฝักใฝ่ความกระฉับกระเฉง​ และคล่องตัวของการใช้ชีวิตในทุกๆ ด้านระหว่างวันและกลับสู่โลกส่วนตัวแสนสบาย​ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางความสีสันอันหลากหลายของชีวิตเมือง






@siampongs

#เอ็กซ์ที #พญาไท ทำเลใจกลางเมือง ไลฟ์สไตล์ #คอนโดมิเนียม จาก #แสนสิริ ใกล้ BTS พญาไท เริ่มต้น 4.99 ล้าน

♬ เสียงต้นฉบับ - สยามพงษ์ช้อป

รายละเอียด คลิก https://siri.ly/v3IeD25

#คอนโดมิเนียม #เอ็กซ์ที #พญาไท #ราชเทวี #MadeForLife #MadeForEveryday

วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

กมธ.สร้างสันติภาพชายแดนใต้จัดเสวนาที่ "สันติศึกษา มจร"



เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๗ พระปราโมทย์ วาทโกวิโท, ดร. ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา ระดับปริญญาโท บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวต้อนรับคณะกรรมาธิการ และเข้าร่วมสัมมนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างความเข้าใจกับแนวทางการสร้างสันติภาพในพื้นที่ และรับฟังความคิดเห็นสภาพปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภายใต้ ตลอดถึงการปัญหาและอุปสรรคในการสร้างสันติภาพ 

โดยได้รับนิมนต์จากนายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ โดยภาคเช้ามีผู้แทนจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยกล่าวต้อนรับ กล่าวเปิดและบรรยายถึงบทบาทของกรรมาธิการโดย แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างสันติภาพจังหวัดชายแดนใต้ โดยมีท่านนัจมุดดีน อูมา รองอนุกรรมาธิการ ฯ ปฏิบัติหน้าที่แทนประธาน สะท้อนว่า การสร้างการมีส่วนร่วมโดยจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๗ จัด ณ มจร วังน้อย เพื่อเสนอความคิดเห็น ปัญหาเกิดมาแล้วครบ ๔๐ กว่าปี ส่งผลกระทบต่อมิติต่างๆ เราจะช่วยกันเสนอแนวทางอย่างไร  โดยความคาดหวังสูงสุดด้วยการออกกฎหมายว่าด้วยการสร้างสันติภาพ  โดยมี อาจารย์ ผศ. ดร. ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรสันติศึกษา มจร เป็นผู้ดำเนินรายการ 

ศาสตราจารย์ ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  สะท้อนประเด็นถึงความเป็นมาของความขัดแย้งในชายแดนภาคใต้ สะท้อนว่า ห้วงเวลาในประวัติศาสตร์ ๑๒๐ ปี ที่สยามมีการปฏิรูปประเทศซึ่งสอดรับกับประเทศตะวันตกที่ล่าอาณานิคม จึงมีการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่มีการใช้กำลังในรูปแบบต่างๆ ทำให้สยามมีการปฏิรูปประเทศ  จะเห็นการปฏิรูปของญี่ปุ่นแตกต่างจากไทย โดยไทยเปลี่ยนเฉพาะส่วนกลางแต่ส่วนห่างไกลไม่มีการเปลี่ยนแปลง ต่างจากญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนแปลงทั้งประเทศ  

โดยภูมิศาสตร์ของปัตตานีมีความสะดวกติดต่อกับมาเลเชีย มีวัฒนธรรมของอิสลามมีความเป็นเอกลักษณ์ จึงมีการรักวิถีความเป็นอิสลาม ประวัติศาสตร์เป็นข้อเท็จจริงไม่ใช่ความจริง  ความต้องการของสยามสร้างอุดมการณ์ชาติคือ ความเป็นไทย ใส่ความสมัยใหม่เป็นรูปแบบสถาบันสมัยใหม่  เช่น ระบบราชการ ระบบการศึกษา ระบบกระทรวง ทำให้อยู่ในกรอบเพราะมีนโยบายการรวบดินแดน การรวมคนเชื้อชาติต่างๆ  ห้วงเวลาที่สองนำไปสู่คำว่า ร้าว แตก แยก นำไปสู่ความไม่สงบ ขาดความไว้วางใจกัน จึงมีการเจรจาระหว่างผู้แทนรัฐบาลกับกลุ่มผู้นำมุสลิมตามคำร้องขอ ๗ ประการ  นำไปสู่การใช้กองทัพเกี่ยวข้องกับความมั่นคง 

ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง อาจารย์ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งทำวิจัยพหุวัฒนธรรม สะท้อนว่า รัฐชาติกับผู้คนหลากหลายทางวัฒนธรรม พยายามเปลี่ยนผู้คนให้เหมือนกันเพื่อการปกครองที่ง่ายขึ้น รัชกาลที่ ๖ ให้นโยบายว่าต้องไม่เบียดเบียน กดขี่บีบคั้นประชาชน พอโลกสมัยใหม่เข้ามาจึงมีการเปลี่ยนแปลง เกี่ยวกับการศึกษาภาคบังคับ เช่น ภาษาไทย จึงมีการกีดกั้นจากวัฒนธรรมดั่งเดิมทำให้รู้สึกตัวตนเสียไป ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมศาสนา ซึ่งปัจจัยความรุนแรง เช่น วัฒนธรรม  รัฐชาติพยายามจัดการความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีการนำพหุวัฒนธรรมมาใช้เคารพความหลากหลายแตกต่าง โดยเคารพวัฒนธรรม  การยอมรับรับรองผู้ด้อยกว่า  ยอมรับทั้งระดับภายในและยอมรับระดับภายนอก ในยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี มีการส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรมในพื้นที่ให้เข้มแข็งจนเป็นพลัง จึงสะท้อนถึงพหุวัฒนธรรมเป็นการทำลายอัตลักษณ์ ซึ่งพหุวัฒนธรรมความจริงสามารถสะท้อนอัตลักษณ์ได้ สูงสุดคือสามารถอยู่ร่วมกันท่ามกลางความขัดแย้ง  "เราคิดถึงความมั่นคงของรัฐ แต่ไม่ได้คิดถึงความมั่นคงของความเป็นมนุษย์" 

รองศาสตราจารย์มารค ตามไท สะท้อนประเด็นถึงการพูดคุยกระบวนการสร้างสันติภาพในชายแดนใต้ สะท้อนว่า สภาพปัญหาในชายแดนใต้มีความหลากหลายมิติ มีสถานการณ์เกิดขึ้น มีสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ เช่น สถานการณ์ในตากใบมีการเยียวยาแต่ไม่สามารถบอกเหตุผลได้เพราะอะไร อย่างไร รัฐใช้งบประมาณในการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้บประมาณ ๕.๔ แสนล้านบาท (๕๓๘,๕๑๔) งบส่วนนี้ถ้านำไปพัฒนาประเทศจะเกิดความเจริญในมิติต่างๆ กระบวนการพูดคุยสันติภาพล่าสุด มีการยุติใช้ความรุนแรง แสวงหาทางออกร่วมกัน  โดยกระบวนการสันติภาพการเปลี่ยนจากใช้อำนาจแข็งมาที่อำนาจแห่งความนุ่มนวล 

เราเจอความขัดแย้งแต่ทำไมถึงแก้ไม่ได้เพราะหาสาเหตุไม่พบ สาเหตุหนึ่งคือ ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์  ซึ่งทุกคนมีเหมือนกันคือ สมอง : Amygdala  มนุษย์สร้างความกลัว อะไรที่เป็นภัยจะมีวิธีการป้องกันตนเอง แท้จริงเป็นความขัดแย้งระหว่างมนุษย์ด้วยกัน พยายามจัดการด้วยสติแต่จะทำอย่างไรให้เกิดรูปธรรม  มองคุณค่าศักดิ์สิทธิ์ มองว่าเหตุที่เราไม่สามารถแก้ไขได้เพราะหาสาเหตุที่แท้จริงไม่พบ ซึ่งความเป็นมนุษย์ยังมีอยู่แต่การแบ่งรัฐต่างๆ อาจจะไม่เกิดขึ้น    

อุปสรรคในกระบวนการสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนใต้ ประกอบด้วย ๑) วิธีที่รัฐมองความขัดแย้งมองความมั่นคง  ๒)มีชุดคุณค่าศักดิ์สิทธิ์ที่ต่างกัน ประชาชนต้องการเอกราช หรือการปกครองตนเอง ชอบธรรมกับความรุนแรง  ไม่ชัดว่าคู่เจรจามีเป้าหมายสันติภาพ ซึ่งเข้าใจมิติของสันติภาพไม่ตรงกัน เป้าหมายต่างกัน ซึ่งในภาคบ่ายมีการแบ่งกลุ่มสัมมนาเข้าร่วมกลุ่มย่อย ประกอบด้วย ๑)อัตลักษณ์วัฒนธรรม ๒)ความยุติธรรม ๓)เศรษฐกิจและการพัฒนา ๔)การศึกษา ๕)รูปแบบการปกครอง เพื่อสะท้อนร่วมกัน ทำไมต้องพูดคุยเพราะเป็นคนไทย ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก มีเงื่อนไขระดับบุคคลโครงสร้างวัฒนธรรม จึงมีการสร้างกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้ โดยสอดรับกับการเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๑๓” จัดโดยสถาบันพระปกเกล้า เรียนรู้ในประเด็นสำคัญหัวข้อ “การสร้างกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้” อภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดย นายดนัย มู่สา ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ พลเอก วัลลภ รักเสนาะ หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้  มีประเด็นสำคัญว่า นายดนัย มู่สา ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สะท้อนว่า ซึ่งปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความซับซ้อน จึงต้องใช้องค์ความรู้ทางวิชาการที่เป็นข้อมูลที่เป็นความจริง โดยหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขมีความหลากหลายอาชีพ จึงจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกันในมิติหงการสร้างกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงต้องสันติเสวนาร่วมกัน ประกอบด้วย 

๑)เกิดอะไรขึ้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถามว่าเราฟังจากกลุ่มใด เช่น ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาคมข่าวกรอง ภาคประชาชน เอกชน  เช่น ความไม่เป็นธรรม กระบวนการแบ่งแยกดินแดน  ความเป็นอัตลักษณ์ เป็นความจริงของแต่ละฝ่ายมีความไม่ตรงกัน จึงต้องมีวิธีการวิเคราะห์ ซึ่งลักษณะพื้นที่ประกอบด้วย "ศาสนา ชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์" เป็นลักษณะของพื้นที่  อะไรนำไปสู่ความรุนแรงในพื้นที่เพราะมี ๓ เงื่อนไข ประกอบด้วย  มีเงื่อนไขระดับบุคคล เงื่อนไขระดับโครงสร้าง  และเงื่อนไขระดับวัฒนธรรม  ถือว่าเป็น Deadly  Conflict Intractable Conflict  และ นำไปสู่ Permacrisis  

๒)ทางเลือกในการแก้ไขปัญหาอดีตปัจจุบัน ในปี ๒๕๔๐ นำสันติวิธีเข้าใช้กระบวนการในการแก้ปัญหา ในปี ๒๕๖๐ เน้นสันติวิธี  การพูดคุยเพื่อสันติสุข ในปี ๒๕๖๒ ใช้คำว่า พหุวัฒนธรรม สร้างการมีส่วนร่วมในกระบวนการร่วมสร้างสันติสุข ในปี๒๕๖๕ เน้นสันติสุข ความปลอดภัย สังคมพหุวัฒนธรรม และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การจัดการความขัดแย้งตามแนวทางสันติวิธี การบริหารจัดการบนพื้นฐานคความหลากหลายทางวัฒนธรรม    

๓) เส้นทางการสร้างกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้  จะต้องสร้างความไว้วางใจ จึงมีการพูดคุยสันติสุขหรือสันติสนทนา ระหว่างผู้มีความขัดแย้ง โดยมีลำดับการพูดคุยตั้งนายกทักษิณ  นายกสุรยุทธ์  นายกอภิสิทธิ์ นายกยิ่งลักษณ์  นายกประยุทธ์ โดยมุ่ง "พูดคุยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สร้างการมีส่วนร่วม ลดการใช้ความรุนแรง สร้างความไว้วางใจ ใช้กระบวนการสันติวิธี มองถึงความเป็นพหุสังคม" ซึ่งสันติวิธีใช้เวลานานแต่มีความยั่งยืน  ซึ่งในปัจจุบันนำนโยบายการบริหารและพัฒนา จชต. มาใช้ โดยมีวิสัยทัศน์ว่า สังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความปลอดภัยปราศจากเงื่อนไขความรุนแรง ทุกคนได้รับการปกป้อง เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม และมีส่วนร่วมในกระบวนการเสริมสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืน ทิศทางในการพูดคุยมีการคุยกันอย่างต่อเนื่อง โดยสังคมมีความคาดหวังสูง  การสร้างการมีส่วนร่วม มีกลุ่มเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ความรุนแรงในพื้นที่  พูดคุยกับทุกกลุ่มอย่างรอบด้านทุกชาติพันธุ์ ทุกศาสนา รวมถึงเอกภาพอย่างต่อเนื่องถือว่าเป็นความท้าทาย


วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

รองโฆษกรัฐ เตือน "โน้ต อุดม" ไม่เข้าใจคำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" อย่าเอาคำว่า "พอเพียง" มาหากิน



"คารม"  เตือน "โน้ต อุดม แต้พานิช" เป็นบุคคลสาธารณะ ต้องระวังการแสดงความคิดเห็น ถ้าตัวเอง “ไม่เข้าใจคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง อย่าเอาคำว่า พอเพียง มาหากิน”

เมื่อวันที่ 7  พฤษภาคม 2567   นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าผมพึ่งกลับจากร้อยเอ็ด  เพราะลงพื้นที่ ติดตามนายกฯ ในฐานะรองโฆษกรัฐบาล  ผมเป็นคนอีสาน  เป็นคนชนบท  ได้เห็นว่าสังคมชนบทนั้น  แม้เขาไม่ร่ำรวยมาก  ถ้าเขาไม่มีหนี้มากเกินกำลัง   มีที่ทำกิน   มีน้ำเพื่อทำเกษตร   มีความอบอุ่นในครอบครัว  อยู่ในสังคมเอื้ออาทรช่วยเหลือ  และดูแลกัน  แค่นี้สังคมไทยก็อยู่ได้แล้ว  นี้คือความพอเพียง ที่แท้จริง

ส่วนตัว  ผมไม่เคยฟังการพูด ของนายอุดม  แต้พานิช  เพราะคิดว่า  ไม่ได้เป็นประโยชน์กับชีวิตผมเลย   จริง  ๆ  ผมเคารพในความเป็นนักพูดทั้งหลาย   และเคารพอาชีพตลก  ที่สร้างสรรค์  ซึ่งมีอยู่หลายคน และเราก็ควรเคารพอาชีพทุกอาชีพที่ทำมาหากินสุจริต   แต่ความหมายที่เขาพูดกัน ว่า “ ตลกหากิน ก็พึ่งรู้  คือแบบที่นายอุดมฯ ทำนี้เอง  แถมไม่รู้กาละเทศะ    หลงตัวเอง   ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อคนอื่น  แถมอาจสร้างความแยกในสังคมได้   นายอุดมไม่รู้ว่าการอาศัยอยู่ในแผ่นดินนี้  ถึงได้มีที่พูด    จริง  ๆ  แผ่นดินก็มีบุญคุณต่อท่านอยู่นะ  และที่สำคัญคุณจะทำมาหากินอะไร  ก็ทำไป   แต่อยู่เฉยๆ  มายกตน ฃ่มท่าน   ไม่น่าจะมีประโยชน์อะไร        ทั้งที่ตัวเองไม่เข้าใจแก่นแท้อะไร  ในเรื่องความพอเพียง   หรือความพอดี   ซึ่งหมายถึงคนมีเยอะก็แบ่งปัน    ประกอบอาชีพไม่เบียดเบียนคนอื่น  ซึ่งเป็นหลักศาสนาด้วยซ้ำไป         

ที่โลกของเรามีปัญหาอยู่ทุกวันนี้  เพราะสังคมขาดความพอเพียง ขาดความพอดี  ไม่แบ่งปัน  และเห็นแก่ตัว  โลภโมโทสัน  ทั้งนั้น หากนายอุดม  แต้พานิช  เข้าใจคำว่า   “ความพอเพียงจริง   จะรู้ว่า ความพอเพียงนั้น ไม่ใช่เรื่องสอนคนให้เกียจคร้าน  แต่สอนให้คนแบ่งปัน    คนที่รวยก็ควรแบ่งปันให้คนจน  รู้จักพอดี     พอควร    นายอุดม   ฯ  อย่าเอาไม่รู้หรือความโง่   มาทำให้คนอื่นโง่ตามไปด้วย   ถ้าคุณอุดมฯ รวยจากการพูด  ก็ไม่มีใครอิจฉา   แต่ถ้าเอาเอาความรวยของคุณ  มาช่วยคนจนบ้าง  ผมจะชื่นชม  ”  นายคารม


วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

"สมศักดิ์" เปิด "กุฏิชีวาภิบาลจังหวัดสุโขทัย" ช่วยดูแลพระสงฆ์อาพาธระยะท้าย เล็งขยายให้ครอบคลุม 12 เขตสุขภาพ



"สมศักดิ์" ปิ๊งไอเดีย จับมือ "ปลัด สธ."  ออกกฎหมายให้ อสม. หวังมีค่าตอบแทน-มีความยั่งยืน หลังที่ผ่านมา ไม่มีกฎหมายเฉพาะ ต้องใช้มติ ครม.อนุมัติค่าตอบแทนให้ เตรียมยกระดับ อสม. พร้อมเปิด "กุฏิชีวาภิบาลจังหวัดสุโขทัย" ช่วยดูแลพระสงฆ์อาพาธระยะท้าย เล็งขยายให้ครอบคลุม 12 เขตสุขภาพ

วันที่ 6 พฤษภาคม 2567 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีเปิด”กุฏิชีวาภิบาลจังหวัดสุโขทัย” โดยมี พระเทพวชิรเวที เจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พรรณสิริ กุลนาถศิริ สส.สุโขทัย นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สส.สุโขทัย พรรคเพื่อไทย พญ.ธัญญารักษ์ สิทธิวงศ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข อสม. และประชาชนกว่า 500 คน เข้าร่วม ที่วัดราษฎร์ศรัทธาราม ตำบลทับผึ้ง อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย 

โดยนายสมศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้ตนรู้สึกดีใจที่ได้เจอพี่น้อง อสม. โดยตนมีความภาคภูมิใจ ที่ได้อยู่กับกลุ่มคนที่ต้องดูแลพี่น้องประชาชนให้มีอายุยืนยาว ซึ่งตนทราบว่า อสม.ทุกคนเหนื่อยในการดูแลผู้คน เพราะต้องการให้ทุกคนหลุดพ้นจากความเจ็บป่วย ดังนั้น ตนจึงมีข่าวดี สำหรับ อสม.ทุกคน โดยตนได้หารือเบื้องต้นกับปลัดกระทรวงสาธารณสุขว่า จะช่วยออกกฎหมาย เป็น พ.ร.บ.สำหรับ อสม. เพื่อให้ อสม. มีค่าตอบแทน และมีความยั่งยืน โดยไม่ต้องกังวลว่า ในอนาคตจะได้เดือนละ 2,000 บาทหรือไม่ เพราะถ้าไม่มีกฎหมาย ก็ต้องใช้มติคณะรัฐมนตรีในการอนุมัติ ซึ่งถ้าไม่ให้ อสม.ก็จะไม่ได้ แต่ถ้าเป็นกฎหมายแล้ว ก็จะเกิดความยั่งยืน ดังนั้น ตนจะช่วยผลักดันให้ อสม.เกิดความยั่งยืนต่อไป

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการกุฏิชีวาภิบาล ของกระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือพระสงฆ์อาพาธ เพราะจากข้อมูลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปี 2564 มีพระสงฆ์ สามเณร จำนวน 241,368 รูป ซึ่งพระสงฆ์ในจำนวนนี้ มากกว่า 50% เป็นผู้สูงอายุ และมีพระอาพาธระยะสุดท้าย ถึงจำนวน 9,655 รูป โดยที่ผ่านมา พระอาพาธติดเตียง หรือ พระอาพาธระยะท้าย มีความประสงค์จะกลับวัด แต่สถานที่รองรับพระอาพาธมีน้อยมาก ซึ่งวัดก็ยังขาดบุคลากรผู้ดูแลประจำวัด รวมถึงญาติที่รับไปดูแลที่บ้าน ส่วนใหญ่ก็มักต้องลาสิกขา

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมการแพทย์ จึงดำเนินโครงการกุฏิชีวาภิบาล ตั้งแต่ปี 2567 ด้วยงบประมาณ 4.3 ล้านบาท เพื่อเป็นสถานที่ดูแลพระอาพาธระยะท้าย ซึ่งเริ่มต้นโครงการ มีการจัดตั้งกุฏิชีวาภิบาลต้นแบบแล้ว จำนวน 5 แห่ง คือ 1.วัดทับคล้อ จ.พิจิตร เขตสุขภาพที่ 3 , 2.วัดหนองกะพ้อ จ.สระแก้ว เขตสุขภาพที่ 6 , 3.วัดท่าประชุม จ.ขอนแก่น เขตสุขภาพที่ 7 , 4.วัดบุญนารอบ จ.นครศรีธรรมราช เขตสุขภาพที่ 11 และ 5.วัดห้วยยอด จ.ตรัง เขตสุขภาพที่ 12 โดยโครงการมีเป้าหมาย จัดตั้งกุฏิชีวาภิบาล ให้ครอบคลุมทั้ง 12 เขตสุขภาพ ซึ่งโครงการนี้ จะมีการพัฒนาศักยภาพพระคิลานุปัฏฐาก หรือ พระดูแลปฐมพยาบาลเบื้องต้น ในการช่วยดูแลพระอาพาธ โดยขณะนี้ มีพระคิลานุปัฏฐาก ที่ผ่านมาอบรมแล้ว คือ หลักสูตรพระบริบาลภิกษุไข้ ระยะเวลา 35 ชั่วโมง จำนวน 10,13 รูป หลักสูตรกรมอนามัย ระยะเวลา 70 ชั่วโมง จำนวน 13,414 รูป และหลักสูตรการดูแลพระอาพาธระยะท้าย กรมการแพทย์ ระยะเวลา 140 ชั่วโมงจำนวน 363 รูป

“ส่วนที่จังหวัดสุโขทัย มีการเปิดกุฏิชีวาภิบาล ครบทั้ง 9 อำเภอ 11 แห่ง รวม 17 เตียงแล้ว และล่าสุดวันนี้ มีการจัดตั้งกุฏิชีวาภิบาล อีก 1 แห่ง คือ ที่วัดราษฎร์ศรัทธาราม ต.ทับผึ้ง อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย จำนวน 4 เตียง ทำให้ปัจจุบัน จังหวัดสุโขทัย มีกุฏิชีวาภิบาล จำนวน 12 แห่ง ครอบคลุมทั้ง 9 อำเภอ มี 21 เตียง ซึ่งถือว่า เพียงพอ เพราะขณะนี้ มีพระสงฆ์อาพาธ เพียงจำนวน 2 เตียง และมีการอบรมพระคิลานุปัฏฐาก ในจังหวัดสุโขทัย แล้ว 278 รูป นอกจากนี้ ทางสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย ยังไม่นิ่งนอนใจ ได้มีการตรวจสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ แล้วจำนวน 1,802 รูป พบว่า เป็นกลุ่มปกติ 1,290 รูป กลุ่มป่วย 512 รูป และอาพาธติดเตียง 11 รูป จึงถือได้ว่า โครงการนี้ มีประโยชน์เป็นอย่างมาก ที่จะช่วยรองรับดูแลพระสงฆ์ที่อาพาธติดเตียง หรือ พระอาพาธระยะท้าย เพื่อให้มีคนดูแล โดยไม่ต้องถูกทอดทิ้ง” รมว.สาธารณสุข กล่าว


 


พ่อเมืองขอนแก่นสั่งตรวจสอบ หลังประชาชนร้องเรียนกลิ่นกัญชาสร้างความเดือดร้อนรำคาญจากโรงเรือน



พ่อเมืองขอนแก่นสั่งนายอำเภอหนองนาคำตรวจสอบ หลังประชาชนร้องเรียนกลิ่นกัญชาสร้างความเดือดร้อนรำคาญจากโรงเรือน พบยังไม่ได้ขออนุญาตจำหน่ายตามกฎหมาย สั่งอายัดกัญชาทั้งหมดกว่า 1,400 ต้น และดำเนินโดยเด็ดขาด พร้อมเดินหน้าจัดระเบียบสังคม เพื่อความเรียบร้อยและความสงบสุขของสังคม

วันที่ 6  พฤษภาคม 2567   นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า จังหวัดขอนแก่นได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่าได้รับความเดือดร้อนรำคาญ จากกลิ่นกัญชาที่โชยมาจากโรงเรือนแห่งหนึ่งในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลกุดธาตุ อำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น ตนจึงได้สั่งการให้ นายไพศาล วงษ์ซีวะสกุล นายอำเภอหนองนาคำ นำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง สมาชิก อส. กองร้อย อส. อ.หนองนาคำ ที่ 24 พร้อมด้วย สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น ป้องกันจังหวัดขอนแก่น, สาธารณสุขอำเภอหนองนาคำ,  เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองนาคำ และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงเรือนดังกล่าว

นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จากการเข้าตรวจสอบพบว่าเป็นโรงเรือน มีการปลูกกัญชาจริง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองสามารถจับกุมผู้ต้องหา 1 ราย ชื่อ นายวิน พร้อมอายัดโรงเรือนที่มีของกลางต้นกัญชาให้ช่อดอก ซึ่งภายในมีการปลูกกัญชาและกำลังให้ช่อดอก รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,409 ต้น และวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเก็บเกี่ยว จึงได้อายัดของกลางและสั่งมิให้เคลื่อนย้ายต้นกัญชาที่มีช่อดอกทั้งหมดจนกว่าคดีจะสิ้นสุด โดยให้ผู้ประกอบการดูแลอย่าให้เกิดความเสียหาย 

"การปฏิบัติการในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองได้มีการบูรณาการหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ นำกำลังร่วมกันปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด จัดระเบียบสังคมและปราบปรามผู้มีอิทธิพล ตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำมาซึ่งความสงบเรียบร้อยของสังคม โดยในคดีนี้ตนได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคงดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหา "มีกัญชา (สมุนไพรควบคุม)ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 46 และมีอัตราโทษตามมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 จำคุกไม่เกิน 1ปี ปรับไม่เกิน 2หมื่น หรือทั้งจำทั้งปรับ" ก่อนนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.หนองนาคำ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป" นายไกรสรฯ กล่าว

นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัด กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดขอนแก่น มุ่งมั่นในการกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายทุกรูปแบบที่ก่อให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมือง โดยขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ทั้งฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน และร่วมเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสรรค์ให้บ้านเมืองของเรามีแต่สิ่งที่ดี ด้วยการช่วยกันระแวดระวังบ้านเมืองของเรา ช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ หากพบเห็นเบาะแสการกระทำผิดทุกรูปแบบ สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่นายอำเภอ ปลัดอำเภอ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ สายด่วน 1567 ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้แจ้งเบาะแสจะถูกคุ้มครองและปกปิดเป็นความลับ ป้องกันไม่ให้พลเมืองดีต้องได้รับภัยจากการร่วมกันจรรโลงสิ่งที่ดีให้กับสังคม


#WorldSoilDay #วันดินโลก 

#UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI 

#กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข

#SoilandWaterasourceoflife 

#SustainableSoilandWaterforbetterlife

#ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน  

#SDGsforAll #ChangeforGood


 


วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

กกต.เปิดให้ตรวจสอบการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง เตรียมพร้อมสมัครเลือกสว.

 


เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2567    สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดการประชุมชี้แจงให้แก่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ในการเตรียมความพร้อมการรับสมัครสมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะการตรวจสอบลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา รวมทั้งการใช้งานระบบฐานข้อมูลพรรคการเมือง สำหรับการตรวจสอบการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองและการเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง (ตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมือง กรรมการสาขาพรรคการเมือง และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด) เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ใช้งานในการตรวจสอบลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่จะมีขึ้น    

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอประชาสัมพันธ์ให้แก่ประชาชนที่ประสงค์จะสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา สามารถตรวจสอบข้อมูลการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองได้จากแอพพลิเคชั่น Smart Vote ที่เมนู การเลือก สว. / อื่น ๆ หรือได้ทางเว็บไซต์ www.ect.go.th ที่เมนูบริการข้อมูล หรือสแกน QR Code ด้านล่าง

เพลง: สัตตตินิบาตชาดก ปัญญานำใจ กตัญญูนำทาง หลักธรรมจากขุททกนิกาย

  เพลง: สัตตตินิบาตชาดก ปัญญานำใจ กตัญญูนำทาง  หลักธรรมจากขุททกนิกาย  [ท่อนที่ 1] เจ้ากุสราชเดินทางไกล ด้วยหัวใจที่รักมั่น แม้ต้องทุกข์แม้โศ...