วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559


มท.จับมือ'บาเยิร์น' เปิดสอนครูปั้นแข้งเด็กไทยไปบอลโลก

 “มหาดไทย” จับมือ “บาเยิร์น มิวนิค” ทีมฟุตบอลดังเยอรมัน ปั้นแข้งเด็กไทยไปบอลโลก ดึงครูดีระดับโลกมาติวเข้มผู้ฝึกสอนครูไทยสู่ระดับสากล

              เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จ.ปทุมธานี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการอบรมโครงการสร้างเสริมและสนับสนุนทักษะด้านกีฬาฟุตบอลแก่เยาวชนไทยอย่างยั่งยืน รุ่นที่ 1 จัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับบริษัท สปอร์ต ไทย- บาวาเรีย จำกัด ซึ่งเป็น Official Strategic Partnership กับทางสโมสรฟุตบอลบาเยิร์น มิวนิค ประเทศเยอรมัน

              นายสุทธิพงษ์  กล่าวว่าโครงการสร้างเสริมและสนับสนุนทักษะด้านกีฬาฟุตบอลแก่เยาวชนไทยอย่างยั่งยืน ถูกพัฒนาจากแนวทางและวิธีการฝึกซ้อมฟุตบอลตามมาตรฐานสากล และได้นำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับกิจกรรมกีฬาฟุตบอลของนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยถ่ายทอดแนวทางการพัฒนานี้ไปทางผู้ฝึกสอนกีฬาฟุตบอลประจำโรงเรียนทั่วประเทศ

              อย่างไรก็ตามเบื้องต้นทางผู้จัดทำโครงการฯ ได้กำหนดให้มีการฝึกอบรมผู้ฝึกสอนด้านฟุตบอล ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายน จนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน 2559 โดยเปิดฝึกอบรม รุ่นละ 40 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 6 รุ่น ตั้งแต่เวลา 08.00  - 19.30 น. โดยมีวิทยากรจากบริษัท สปอร์ต ไทย- บาวาเรีย จำกัด ได้แก่ Mr.Dennis Amato ตำแหน่ง Head of Academic  และ Mr.Ronald Boretti ตำหน่ง Director of Coaching ซึ่งทั้งสองคนเป็นโค้ชระดับ​ UEFA A-License เป็นผู้ฝึกสอน

              “เนื่องจากผู้ที่จะนำหลักสูตรเหล่านี้ไปเผยแพร่และฝึกสอนให้กับนักเรียน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผ่านการอบรมจากบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ เพื่อให้ผู้ฝึกสอนหรือครูพละศึกษานำหลักสูตรไปสอนนักเรียนได้อย่างถูกต้องตามวิธีการฝึกของสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ซึ่งเชื่อได้ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนนักฟุตบอลไทยที่มีความสามารถ และมีฝีมือทัดเทียมกับนักฟุตบอลในระดับสากลมากขึ้น ซึ่งคาดว่าโครงการนี้จะสามารถสร้างเสริมและสนับสนุนทักษะด้านกีฬาฟุตบอลแก่เยาวชนไทยได้อย่างยั่งยืน”

              นอกจากนี้ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวฝากให้ครูอาจารย์และโค้ชของโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่นที่โชคดีได้รับโอกาสจากกลุ่มวังขนาย สปอร์ตไทย บาวาเรีย และโค้ช ได้นำเอาความรู้เทคนิคต่างๆที่ได้จากอาจารย์จากบาร์เยินมิวนิคไปถ่ายทอดให้ลูกศิษย์และเด็กๆในพื้นที่ให้มีทักษะ ซึ่งความรู้ ในการเล่นบอลแบบบาร์เยินมิวนิค เพื่อช่วยกันปั้นเด็กๆให้เป็นกำลังสำคัญของทีมชาติไทยให้ได้ไปบอลโลก โดยเฉพาะในยุคนี้ฟุตบอลหรือกีฬาอื่นๆนอกจากทำให้เด็กเป็นผู้ใหญ่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงจิตใจดีงามแล้ว ยังใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ใช้เป็นอาชีพได้ด้วย และเหนืออื่นใดคือ ทำให้คนไทยทั้งชาติมีความสุขร่วมกันจากความสำเร็จของนักฟุตบอลนักกีฬาไทย จึงขอฝากให้ตั้งใจรับการถ่ายทอดและนำไปสอนเด็กๆของเราต่อไป

              ด้าน นายศวัสกร วิบุญวิริยะวงศ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สปอร์ต ไทย-บาวาเรีย จำกัด กล่าวว่าจากนโยบายรัฐบาล “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”  คือการลดเวลาในห้องเรียนให้น้อยลง แต่ต้องไม่กระทบเนื้อหาหลักที่ควรเรียนรู้และปรับเปลี่ยนให้ใช้เวลาในการทำกิจกรรมที่นักเรียนสนใจ เพื่อเพิ่มทักษะในการเรียนรู้นอกห้องเรียนและสามารถพัฒนาสู่เส้นทางสายอาชีพได้ในที่สุด ซึ่งกิจกรรมที่เป็นที่นิยมสูงสุดของเยาวชนไทย คือการฝึกฝนเพื่อเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ถือเป็นโอกาสอันดีที่เยาวชนไทยจะได้รับการฝึกฝนขั้นพื้นฐานตามรูปแบบมาตรฐานสากล

              ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทางบริษัท สปอร์ต ไทย-บาวาเรีย จึงได้จัดทำหลักสูตรเพื่อพัฒนาศักยภาพนักกีฬาฟุตบอลขึ้น เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับการเรียนการสอนด้านกีฬาฟุตบอลของนักเรียน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึง มัธยมศึกษาปีที่ 6 รวมทั้งฝึกสอนและพัฒนาทักษะให้แก่ครูพลศึกษา ผู้ฝึกสอนกีฬาฟุตบอล ได้นำไปใช้ในช่วงเวลาของการเรียนรู้นอกห้องเรียนตามนโยบายของทางรัฐบาล (ช่วงเวลา 14.30 – 16.00 น.)

              นอกจากนี้ทางโรงเรียนยังสามารถนำไปปรับใช้กับการสอนในวิชาพละศึกษาตามหลักสูตรสามัญได้อีกด้วย โดยหลักสูตรนี้ถูกพัฒนาร่วมกันระหว่างโค้ชจากทั้งสองประเทศ  มีระดับการฝึกทั้งหมด 12 ระดับด้วยกัน (ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึง มัธยมศึกษาปีที่ 6) แต่ด้วยข้อจำกัดทางด้านเวลาในการฝึกสอน หลักสูตรนี้จึงถูกปรับเปลี่ยนให้มีความเข้าใจง่ายและมุ่งเน้นในการปลูกฝังความรู้และความเข้าใจในการเตรียมตัวเพื่อเป็นนักกีฬาอาชีพ อีกทั้งรูปแบบการฝึกซ้อมที่จะสามารถนำไปฝึกฝนด้วยตนเองในเวลาอื่นๆ ได้เช่นเดียวกัน  การปลูกฝังสิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งความมุ่งมั่นและเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาเยาวชนไทยเพื่อสู่ความเป็นมืออาชีพต่อไป

              โดยผู้สนใจ โครงการสร้างเสริมและสนับสนุนทักษะด้านกีฬาฟุตบอลแก่เยาวชนไทยอย่างยั่งยืนของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้ร่วมกับบริษัท สปอร์ต ไทย- บาวาเรีย จำกัด จะสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์. 02-716-1790-2 ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป


ถกวาง5กรอบคุ้มครองและปกป้องศาสนา 

 ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 14.00 น. วันพุธที่ 31 สิงหาคม2559 นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนคุ้มครองศาสนาต่างๆในประเทศไทยตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 49/2559 เพื่อหารือกรอบการทำงานร่วมกันของทุกศาสนาให้สอดคล้องกับคำสั่งหัวหน้าคสช.ดังกล่าวใน 5 แนวทางคือ

1.ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษา 2. ส่งเสริมสนับสนุนการเผยแผ่หลักธรรมที่ถูกต้อง 3.อุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนา 4.สร้างการรับรู้และเข้าใจระหว่างศาสนาต่างๆ และ 5.การประชาสัมพันธ์ในสังคมได้เข้าใจในกิจการศาสนาอย่างถูกต้อง

 และจากนี้ทุกองค์การศาสนาจะไปคิดวิธีการปฏิบัติและกลไกแนวทางต่อไป โดยหน่วยงานด้านศาสนาจะประชุมร่วมอีก 2 ครั้ง ให้แล้วเสร็จภายในที่ 31 ต.ค.นี้ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ และรวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบก่อนวันที่ 22 พ.ย.นี้



โดยมีผู้แทนจากทุกศาสนาเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ผู้แทนฝ่ายพุทธศาสนาประกอบด้วยพระพรหมมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พระพรหมโมลี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และพระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส ผู้แทนฝ่ายคริสต์ศาสนาคือมุขนายกยอห์น บอสโก ปัญญา กฤษเจริญ เหรัญญิกสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย มงซินญอร์ ดร. วิษณุ ธัญญอนันต์ รองเลขาธิการสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย

พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) ที่ปรึกษาคณะกรรมการการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ กล่าวในการเสวนาว่า "กระบวนการการปลูกฝังคุณธรรมในทางพระพุทธศาสนา นั้น เรียกว่า ไตรสิกขา  สรุปแล้วการปลูกฝังคุณธรรมจะใช้ ๓ คำ คือการสอนให้รู้ ทำให้ดู และอยู่ให้เห็น เบญจศีล หรือศีล ๕ กับเบญจธรรมคือธรรมะ ๕ ประการแรกคือ เมตตา กรุณา  ข้อที่ ๒ คือทานหรือการให้ หรือมีจิตอาสา   ส่วนเรื่องกามสังวร คือการควบคุมตนเองไม่ให้ผิดลูกผิดเมีย   และเรื่องของสัจจะ ความซื่อสัตย์สุจริตที่จะมาเป็นฐานรองรับของศีลมุสาวาท สุดท้ายให้มีสติสัมปชัญญะ สติคือความรู้ตัว สัมปชัญญะคือปัญญา

 ................................

(หมายเหตุ - ที่มาของรูปจากเฟซบุ๊ก Varintorn Hema)

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559



ส่งผู้แทนมส.๓รูปร่วมประชุมหา'มาตรการคุ้มครองศาสนา'


การประชุมมหาเถรสมาคมเมื่อวันที่  ๓๐ ส.ค.๒๕๕๙ ได้มีมติให้กรรมการมหาเถรสมาคม 3 รูปประกอบด้วยพระพรหมมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พระพรหมโมลี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และพระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส ร่วมประชุมหน่วยงานเกี่ยวข้อง ตามที่ คสช. มีคำสั่ง ม.๔๔ ที่ ๔๙/๒๕๕๙ มาตรการคุ้มครองศาสนาต่าง ๆ ในประเทศไทย กําหนดมาตรการ-ความสมานฉันท์ทุกศาสนา ในวันที่ ๓๑ ส.ค.นี้ที่ทำเนียบรัฐบาล

..............
(หมายเหตุ :  คลิปจากhttps://www.youtube.com/watch?v=0rkxmoGPLZ0&feature=youtu.be)

ประชุมศาสนิกสัมพันธ์ตามคำสั่งม.44อุปถัมภ์ค้ำชูและคุ้มครองป้องกันศาสนา


วันอังคารที่ 30 สิงหาคม 2559 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมกรมการศาสนา ชั้น 12 โดย นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานการประชุมศาสนิกสัมพันธ์ ครั้งที่ 5/2559 เพื่อหารือกำหนดมาตรการและแนวทางดำเนินงานตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ที่49/2559 ว่าด้วยการอุปถัมภ์ค้ำชูศาสนาและคุ้มครองป้องกันการบ่อนทำลายศาสนาต่างๆในประเทศไทย  โดยนางสาววรินทร เหมะ เป็นผู้แทนสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

.........................................
(หมายเหตุ : ขอบคุณข้อมูลและภาพจากเฟซบุ๊กVarintorn Hema)

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559

 
       'บิ๊กตู่'ไฟเขียวตั้งGlobal Monitoring Center ติดตามการใช้ภูมิปัญญาไทย 


           วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๙ คณะผู้จัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ ๑๓ นำโดย นพ.สุริยะ  วงศ์คงคาเทพ  อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เข้าพบนายกรัฐมนตรี  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อประชาสัมพันธ์งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ ๑๓ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๓๑ สิงหาคม – ๔ กันยายน ๒๕๕๙  ณ  ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี อาคาร ๖-๘

           ในการเข้าพบนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร  โดย  นพ.จรัญบุญฤทธิการ  ผู้อำนวยการโรงพยาบาล  และ ภญ.ดร.สุภาภรณ์ปิติพร  รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทย  ได้เสนอนายกรัฐมนตรีให้สนับสนุนการจัดตั้ง Global Monitoring Centerfor Thai wisdom หรือศูนย์ติดตามความเคลื่อนไหวการใช้ภูมิปัญญาไทย  เพื่อสนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการจากภูมิปัญญาไทย ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่านพ.จรัญ“จากการจัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติมาเป็นเวลา ๑๒ ปีนั้น  ทำให้เราทราบสมุนไพรไทยหลายชนิดที่คนไทยไม่รู้จักนั้นได้ถูกนำไปศึกษาวิจัยต่อยอดโดยต่างชาติแล้ว  เช่น  ประดู่ทุ่ง มีเฉพาะในประเทศไทย แต่มีในฐานข้อมูลให้ใช้เป็นส่วนประกอบเป็นเครื่องสำอางได้ในยุโรป  ซึ่งนับว่าเป็นการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างไม่สามารถประเมินค่าได้”

           ในปี 2559 ตลาดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วโลกจะสูงถึง 107 พันเหรียญสหรัฐ  ในขณะที่ตลาดสมุนไพรมีขนาดใหญ่ขนาดนี้ และประเทศก็จัดเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง  มีภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพที่เก่าแก่  มีความถนัดทางด้านเกษตรกรรม  แต่กลับสามารถพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาเพื่อประโยชน์ทางด้านสุขภาพของประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศได้น้อยมากดังนั้นกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย ฯ จึงได้เสนอนายกรัฐมนตรีให้สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ดังกล่าว เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวการใช้ภูมิปัญญาไทย อันจะเป็นทางลัดในการหายาใหม่จากสมุนไพรเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรสำหรับสัตว์ โดยที่ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ทำให้เกิดการตื่นตัวด้านการศึกษาวิจัยสมุนไพรไทย  เนื่องจากศูนย์จะมีการรายงานความเคลื่อนไหวทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง  ทำให้เกิดการพัฒนายาและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรที่ตรงกับความต้องการตลาดโลก  สามารถวางแผนการปลูกสมุนไพรและการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่มีความเหมาะสม

           ภญ.ดร.สุภาภรณ์ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงการขอรับการสนับสนุนว่า “การขอรับการสนับสนุนการจัดตั้ง Global Monitoring Centerfor Thai wisdom นี้จะขอดำเนินการที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรก่อนเป็นแห่งแรก เนื่องจากจังหวัดปราจีนบุรีเป็นหนึ่งในเมืองสมุนไพร  (Herbal city) ที่ภาครัฐกำลังผลักดันอยู่  ประกอบกับทางโรงพยาบาลเองมีความพร้อมของข้อมูลการติดตามการเคลื่อนไหวการใช้ภูมิปัญญาไทยมาระดับหนึ่ง  และพร้อมที่จะเผยแพร่ฐานข้อมูลให้กับภาคเอกชน โดยการขอรับการสนับสนุนจะประกอบด้วย กำลังคน ได้แก่ เภสัชกรด้านสมุนไพร และบุคลากรประจำศูนย์  และการเข้าถึงฐานข้อมูลการวิจัยและสิทธิบัตรนานาชาติ  ที่จะทำให้การสืบค้นข้อมูลมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
โดยนายกรัฐมนตรี ได้รับเรื่องไว้ และบอกว่าให้ดำเนินการได้เลย พร้อมกับกำชับว่า สมุนไพรเป็นภูมิปัญญาไทยที่ต้องส่งเสริม ซึ่งจะต้องสร้างการรับรู้ที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับอันตรายจากการใช้สมุนไพรที่ไม่ถูกต้อง พร้อมขอให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งจดสิทธิบัตร และให้ประสานกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ให้เป็นสินค้า OTOP รวมถึงส่งเสริมอุตสาหกรรมสมุนไพรอย่างจริงจัง เพื่อให้มีมาตรฐาน สามารถนำขึ้นไปจัดจำหน่ายบนเครื่องบินได้

คลิปย้อนหลังน้ำท่วมปี54ทำงานบนหลังคาปลูกผักลอยน้ำ 
ทำงานบนหลังคาปลูกผักลอยน้ำยังชีพยามน้ำท่วม-การเป็นอยู่ของชาวซอยกันตนา อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ช่วงประสบภัยน้ำท่วมตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค.2554เป็นต้นมา ต้องทำทำงานบนหลังคาบ้าน ปลูกผักบุ้ง ผักกระเฉดลอยน้ำยังชีพให้อยู่รอด นอกจากนี้ยังแก้ปัญหาท่อน้ำทิ้งชั้นสองต้นโดยใช้วิธีกาลักน้ำระบายออก
‘ต้นกล้ามัคคานุคา’ปลุกกระแสป้องวัยโจ๋ฝ่ามรสุมดิจิตอล  

‘โครงการต้นกล้ามัคคานุคา’ ปลุกกระแสสังคมไทยกับ สร้างเกราะป้องกันให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตให้เป็นในโลกยุคดิจิตอล

             ทุกวันนี้เด็กและเยาวชนไทยตกอยู่ในความเสี่ยงหลายด้าน เนื่องจากการเรียนรู้ของเด็กในเรื่องต่างๆ มาจากเครื่องรู้และสิ่งที่รับรู้ เรียกว่าอายตนะ ทั้ง 6 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ท่ามกลางอันตรายจากโลกของการสื่อสาร หมายถึงจิตที่หลงไปกับสื่อต่างๆ ทั้งสื่อทีวี สื่อออนไลน์ เกม ที่อยู่รอบตัวและเข้าถึงได้ไม่ยากในยุคสมัยนี้

             ส่งผลให้เด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในความเสี่ยงเหล่านี้ จนเกิดปัญหาในการเรียนรู้ในยุคของการสื่อสารไร้พรหมแดน อาทิ การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร กาทำแท้ง ความรุนแรง ติดเกมส์ ก่ออาชญากรรม และยาเสพติด จนกลายเป็นปัญหาครอบครัวและปัญหาสังคม แต่

             ในอีกมุมหนึ่งครอบครัว พระธรรม โรงเรียน มีส่วนสำคัญที่จะสามารถสร้างเกราะป้องกันให้กับปัญหาเหล่านี้ได้โดยอาศัยความร่วมมือ

             “โครงการต้นกล้ามัคคานุคา” เป็นอีกโครงการหนึ่งที่จะช่วยสร้างเกราะป้องกันให้เด็กและเยาวชนในยุคสมัยนี้

             โดยใช้รูปแบบของการบูรณาการการเรียนการสอน กับการฝึกสติสัมปชัญญะ ควบคู่ไปกับเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือครอบครัว เป็นการผสานความร่วมมือซึ่งกันและกันระหว่าง บ้าน วัด โรงเรียน หรือ บวร ในยุคสมัยก่อนที่บ้าน วัด และโรงเรียน ต่างเชื่อมโยงเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งวัตถุประสงค์ของโครงการนี้เพื่ออบรมคุณธรรมให้เกิดขึ้นในจิตใจของเด็กและเยาวชน เป็นการสร้างเกราะป้องกันที่ติดตัวไปจนเติบใหญ่ โดยบูรณาการการเรียนการสอนกับการฝึกสติสัมปชัญญะ

             พร้อมกับสร้างครอบครัวและนักเรียนแกนนำ “ต้นกล้ามัคคานุคา” รวมทั้งปลูกจิตสำนึกให้เยาวชคนรุ่นใหม่มีจิตสาธารณะ รู้จักการเสียสละเพื่อส่วนรวม มีน้ำใจแห่งคุณธรรม (จาคะ) และเป็นพลเมืองอันพึงประสงค์ให้กับสังคม

             สำหรับเป้าหมายสำคัญของโครงการ “ต้นกล้ามัคคานุคา” เพื่อให้โรงเรียนเห็นความสำคัญของการนำพระธรรมเข้ามาบูรณาการ การเรียนการสอนโดยใช้การฝึกสติสัมปชัญญะ ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษาชั้นปีที่ 6 รวมถึงครอบครัวที่มีเด็กนักเรียนในระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 3-6 จำนวน 30 ครอบครัว (เฉพาะในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล หรือจังหวัดที่มีความพร้อมในการจัดการอบรม)


             โดยเปิดรับสมัครจากโรงเรียนทั่วไปที่สนใจ ตั้งแต่วันที่ 1-30กันยายน 2559 ช่วงเวลาดำเนินกิจกรรม ตั้งแต่19-28 กุมภาพันธ์ 2560 ประกาศผลในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 และมอบรางวัลเดือนมิถุนายน 2560

             ทั้งนี้โรงเรียนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมจะต้องมีการจัดรูปแบบของกิจกรรม ดังนี้ ครูผู้สอนเข้าคอร์ส ปฎิบัติธรรมการฝึกสติสัมปชัญญะกับ

             โครงการ การจัดอบรมนักเรียนให้รู้จักการฝึกสติสัมปชัญญะ และประโยชน์ที่ได้รับ จัดให้เมีการท่องพระสูตร คำสอนจากพุทธโอษฐ์ หน้าเสาธงหรือในชั้นเรียน จัดให้นักเรียนเจริญสติสัมปชัญญะก่อนการเรียนทุกครั้ง ให้นักเรียนทำความเข้าใจจากการฝึกสติสัมปชัญญะ มาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงของนักเรียน ทั้งในห้องเรียน ในโรงเรียนและที่บ้าน (โดยให้นักเรียนบันทึกผลที่ได้นำไปใช้)

             เชิญผู้ปกครอง เพื่อรับทราบรายละเอียดของโครงการ จัดกิจกรรมคัดเลือก “ต้นแบบต้นกล้ามัคคานุคา” ของโรงเรียน สนับสนุนนักเรียนเข้าร่วมโครงการ “ครอบครัวต้นกล้ามัคคานุคา”

             อย่างไรก็ตามโรงเรียนที่ผ่านการพิจารณาการบูรณาการการเรียนการสอนกับการฝึกสติสัมปชัญญะในชั้นเรียนจะได้รับรางวัล 10,000 บาท

             พร้อมโล่และใบประกาศเกียรติคุณ ส่วนคุณครูที่ดำเนินกิจกรรมในห้องเรียนที่รับผิดชอบ เหรียญทอง ได้รับรางวัลห้องเรียนละ 15,000 บาท เหรียญเงินห้องเรียนละ 10,000 บาท และเหรียญทองแดงห้องเรียนละ 8,000 บาท พร้อมโล่และใบประกาศเกียรติคุณ ส่วนครอบครัวต้นกล้ามัคคานุคา นักเรียน ครู และโรงเรียนจะได้รับรางวัลสูงสุด 10,000 บาท

เปิดรับสมัครในเดือนกันยายนนี้ ท่านที่สนใจสามารถติดตามข่าวการรับสมัครได้จากเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/buddhawaybuddhawords/?ref=page_internal เฟสบุ๊ก ต้นกล้ามัคคานุคา




มมร.อส.โครงการพัฒนาศักยภาพพระนักเผยแผ่เขตลุ่มแม่น้ำโขง2559
 พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ศากยะ) บรรยายเรื่องการเผยแผ่ในศตวรรษที่21 ในโครงการพัฒนาศักยภาพพระนักเผยแผ่เขตลุ่มแม่น้ำโขง ปี2559 ณ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตอีสาน จ.ขอนแก่น ภาคเช้า27สค.59 ... มีพระนักเผยแผ่จาก 6ประเทศร่วมโครงการ คือ ไทย เมียนม่าร์ ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน ประมาณ70รูป (หมายเหตุ : ข้อมูลจาก https://www.youtube.com/watch?v=PEVQIX9TlLo)
จัดงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติครั้งที่ ๘ เปิดตัวโครงการ '๗๐ บุคคลต้นแบบ ๗ ล้านความดี' 

 วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๔.๐๐ น. ห้องประชุมชั้นที่ ๑๒ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ดร.ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วย นายอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ ประธานกรรมการจัดงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๘ และนายสิน สื่อสวน ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม มงซินญอร์ ดร วิษณุ ธัญญอนันต์ รองเลขาสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย

 ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน “สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๘” รวมพลังประชารัฐ ขับเคลื่อนสังคมคุณธรรม พร้อมเปิดตัวโครงการ “๗๐ บุคคลต้นแบบ ๗ ล้านความดี” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ ๗๐ ปี และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๘๔ พรรษา ในวันที่ ๑ – ๒ กันยายน ๒๕๕๙ ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๗.๓๐ น. ณ อาคารรอิมแพคฟอรั่ม ๑ ฮอลล์ ๙ เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ซึ่งศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ ๗๗ องค์กรภาคีเครือข่ายร่วมกันจัดขึ้น

 .......................
(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Varintorn Hema)
ถ้ำอชันต้า อาจันต้า อชันตาเป็นชื่อหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งใกล้ถ้ำนั้น ห่างจากเมืองออรังกบาดไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 104 กม. เป็นสถานที่มีการขุดเจาะภูเขาเข้าไปเป็นถ้ำ เรียงกันถึง 30 ถ้ำ สำหรับถ้ำเหล่านนี้ใช้เป็นห้องโถงสำหรับสวดมนต์ และประกอบศาสนกิจ รวมถึงเป็นที่พำนักพระสงฆ์ จะเรียกว่าเป็นวัดถ้ำในพุทธศาสนาก็ว่าได้ ที่มา:https://www.youtube.com/watch?v=VVO8HaItDkY&feature=youtu.be

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2559

พุทธสันติวิธีแก้โรคซึมเศร้าป้องเหตุฆ่าตัวตาย

ทุกครั้งที่มีข่าวบุคคลฆ่าตัวตายไม่ว่าสาเหตุใดๆ ก็ตาม ย่อมสร้างความสะเทือนขวัญกับผู้ที่รับข่าวสารนั้น ยิ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงด้วยแล้ว และเย็นวันที่ 28 ส.ค.2559 นี้ก็เกิดเหตุสาวนิรนามกระโดดคอนโดย่านถนนพระราม 3 เสียชีวิต อย่างเช่นกรณีล่าสุดทราบสาเหตุเกิดจากโรคซึมเศร้า โดยเกิดจากฐานจิตว่าหากร่างกายไม่มีอยู่ในโลกนี้แล้วจะหมดทุกข์ แต่ความจริงแล้วเป็นเช่นนั้นหรือไม่ แล้วจะมีทางแก้ไขอย่างด้วยวิธีการใด วิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ผลมากน้อยเพียงใด

ล่าสุดมีการแชร์ข้อมูลของ ร. ลิ่วเฉลิมวงศ์ สำนักสื่อธรรมะ (http://dhamma-media.blogspot.com/2016/08/blog-post_96.html?m=1)  ที่กล่าวถึงเรื่องราวของแพทย์หญิงพจนีย์ พงษ์ประภาพันธ์ ชีวิตของเธอก็เจริญรุ่งเรื่องในหน้าที่การงาน แล้วอยู่ๆ ความเจ็บป่วยก็มาเยือนเธอด้วยโรคหมอนรองกระดูกแตกโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง หมดทางรักษาทางวิทยาศาสตร์ เธอได้หันมารักษาทางธรรมศาสตร์จากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการปฏิบัติธรรมตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ในที่สุดเธอก็หายกลับมาทำงานเหมือนเดิม

นั่นก็แสดงให้เหตุว่า ธรรมศาสตร์ สามารถรักษาโรคได้ สูตรยาที่ใช้ในการรักษาคือโพชฌงค์ 7 แต่หัวใจของสูตรยานี้อยู่ที่ "สติ" นั้นก็คือหลักสติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง

แล้วโรคซึมเศร้าจะใช้ยาเม็ดไหนในสติสติปัฏฐาน ๔ พระมหาหรรษา ธัมมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา ได้ยกกรณีนี้เป็นตัวอย่างศึกษาแก่นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา หลังจากได้ทำวัตรปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐานตามหลักสติปัฏฐาน ๔ แล้วว่า กรณีนี้ต้องใช้จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานคือการตามรู้ความคิด เมื่อคิดก็ให้กำหนดว่า "คิดหนอ" แล้วความคิดความฟุ้งซ้านก็จะค่อยๆหายไป แล้วกลับมากำหนดพอง ยุบ หรืออารมณ์ที่ปรากฏชัด ปฏิบัติเช่นนี้ไปเลื่อยๆ โรคซึมเศร้าก็จะหายไป

เกี่ยวกับการรักษาโรคซึมเศร้าตามหลักโพชฌงค์ 7 มีงานวิจัยจาก มจร รองรับชัดเจน


 สานพลังภาคีเครือข่ายร่วมสร้างสุขภาวะเด็กปฐมวัย



สสส.สานพลังร่วมสร้างสุขภาวะเด็กปฐมวัย พบ 1 ใน 5 เด็กเล็กพัฒนาการล่าช้า เดินหน้าพัฒนาเครือข่ายกลไกพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับจังหวัด 23 แห่ง เผยเคล็ดลับวาง 6 ระบบ พัฒนากลไกระดับจังหวัดเชื่อมต่อการทำงานระดับตำบลและศูนย์เด็กเล็กที่มีคุณภาพ

            เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่โรงแรมโรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดี กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุมวิชาการ “สานพลังร่วมสร้างสุขภาวะเด็กปฐมวัย: ขยายผลสู่การขับเคลื่อนระบบและกลไกระดับจังหวัด” โดยมีองค์กรภาครัฐ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักวิชาการ ครู อาจารย์ ผู้ปกครองและผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 1,000 คน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เครือข่ายที่ทำงานเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยสู่การผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนระบบและกลไกการทำงานเพื่อเด็กปฐมวัยระดับจังหวัดที่เป็นรูปธรรม

            ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า การพัฒนาเด็กปฐมวัยตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปี เป็นโอกาสทองของการพัฒนาเพราะเป็นช่วงที่สมองพัฒนาถึง 80% จึงเป็นโอกาสสำคัญในการจัดการเรียนรู้และเสริมสร้างพัฒนาการให้เหมาะสมกับวัย อย่างไรก็ตามยังมีเด็กปฐมวัยอีก 12% ที่ขาดโอกาสในการเตรียมความพร้อม จากข้อมูลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ปี 2555 พบว่า มีเด็กจำนวน 365,506 คน จากจำนวนเด็กช่วงอายุ 0-5 ปี 4,585,759 คน หรือ คิดเป็น 12% ของเด็กในช่วงอายุ 2-5 ปี ที่ไม่ได้รับโอกาสในการเข้าเรียนในศูนย์เด็กเล็กหรือโรงเรียนอนุบาลเพื่อเตรียมความพร้อมในช่วงปฐมวัย นอกจากนี้ยังพบ 1 ใน 5 ของเด็กปฐมวัย มีพัฒนาการล่าช้า จากการตรวจคัดกรองพัฒนาการเด็กอายุ 3.5 ปีทั่วประเทศ โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

            ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า การพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิตเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ได้มีมติให้คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับจังหวัด ภายในปี 2559 กลไกการทำงานของจังหวัดจึงเป็นรูปแบบการทำงานที่น่าสนใจที่ท้องถิ่นลุกขึ้นเป็นเจ้าของรับผิดชอบและดูแลลูกหลานของเขาเอง สสส.ในฐานะองค์กรที่มุ่งสร้างเสริมสุขภาพของคนไทย ด้วยการพัฒนาองค์ความรู้เชิงระบบและเครือข่ายการทำงานจึงสนับสนุนตัวอย่างกลไกเด็กปฐมวัยในระดับจังหวัดเพื่อให้เกิดรูปธรรมในการทำงานที่เชื่อมโยงกันระหว่าง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สาธารณสุข ท้องถิ่น และกรรมการศึกษาธิการจังหวัด เวทีแลกเปลี่ยนในครั้งนี้จึงเป็นการนำองค์ความรู้จากการทำงานเพื่อสร้างเครือข่ายให้เกิดกลไกระดับจังหวัด ทั้ง 23 จังหวัด ที่กระจายทุกภูมิภาคของประเทศ รวมถึงการจัดทำข้อเสนอนโยบายสาธารณะเพื่อกำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านเด็กปฐมวัยและแผนปฏิบัติการพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับจังหวัด

            รศ.ดร.จุฑามาศ โชติบาง ผู้จัดการโครงการบริหารและจัดการหน่วยวิชาการระดับภูมิภาคเพื่อการสร้างเสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่นในการดูแลเด็กปฐมวัย สสส. กล่าวว่า จากศึกษาสถานการณ์ปัญหาและความต้องการการพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัยของชุมชนร่วมกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ท้องถิ่น ผู้ปกครอง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และคนในชุมชน จำนวน 15 จังหวัด และนำสู่การพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีศักยภาพสามารถเป็นแม่ข่ายที่มีคุณภาพ โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ ระบบบริหารจัดการ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ระบบการจัดหลักสูตรการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ระบบการดูแลสุขภาพ และระบบการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน ซึ่งทำให้เกิดผลลัพธ์ที่สำคัญในระดับตำบลขยายผลไปสู่ระดับจังหวัด แต่ปัญหาที่พบคือยังขาดการบูรณาการของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย จึงไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจนในระดับจังหวัด และไม่สามารถเชื่อมโยงการทำงานกับระดับชาติได้

            รศ.ดร.จุฑามาศ โชติบาง กล่าวว่า การมีนโยบายให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับจังหวัด เพื่อกำหนดนโยบาย ติดตามผลการทำงาน สนับสนุนความรู้และทรัพยากรในการพัฒนาเด็กปฐมวัยนั้น ถือเป็นโอกาสที่ดีในการปิดช่องว่างและทำให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงานในระดับจังหวัด ซึ่งจากการศึกษาพบว่ากลไกของจังหวัดควรมีองค์ประกอบสำคัญใน 6 ระบบ โดยแบ่งเป็น ระบบสนับสนุน 3 ระบบ ได้แก่ 1)การบริหารจัดการ 2)สารสนเทศ 3)การมีส่วนร่วมของภาคีและเครือข่าย ระบบหลัก 3 ระบบ ได้แก่ 1)การจัดทำแผนการพัฒนาเด็กปฐมวัย 2)ฐานข้อมูล 3)การพัฒนาเด็กปฐมวัยในระดับพื้นที่ ทั้งนี้ระบบฐานข้อมูลคือหัวใจในการนำมาวิเคราะห์ นโยบาย วิสัยทัศน์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นสถานการณ์เด็กจากข้อมูลที่เป็นจริงสอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2559

"ความมหัศจรรย์ของสัจนิยมในศิลปะ และสัจนิยมมหัศจรรย์ในวรรณกรรม" 




"ความมหัศจรรย์ของสัจนิยมในศิลปะ และสัจนิยมมหัศจรรย์ในวรรณกรรม" (ตอนที่ 1) วิทยากรคือ ดร.ธนาวิ โชติประดิษฐ์ และ รศ.ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2559 ณ ห้อง 307 คณะศิลปศาสตร์ มธ.(ท่าพระจันทร์)
อภัยภูเบศรแนะรัฐ ส่งเสริมวิจัยเครื่องสำอางสมุนไพรจากฐานภูมิปัญญา ดันดุลการค้าบวก 

            ในปัจจุบันผู้คนต่างให้ความใส่ใจในเรื่องสุขภาพอนามัย การเสริมสร้างบุคลิกภาพให้ดูดี จึงทำให้ตลาดเครื่องสำอางของไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีอัตราเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10 ซึ่งนับว่าอยู่ในเกณฑ์ดี  ในปี 2558 เครื่องสำอางมีมูลค่าตลาดในประเทศถึง 2.1 แสนล้านบาท แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 1.2 แสนล้านบาท และตลาดส่งออกที่ทำรายได้ให้ประเทศกว่า 9 หมื่นล้านบาท

            แต่ในขณะเดียวกันการนำเข้าเครื่องสำอางจากต่างประเทศก็มีแนวโน้มสูงขึ้น  อย่างในปี 2558 มีมูลค่านำเข้ากว่า 3 หมื่นล้านบาท  ถึงแม้จะมีมูลค่าน้อยกว่าการส่งออก  แต่ก็เป็นตัวเลขที่น่าจับตามอง  เนื่องจากเครื่องสำอางเป็นสินค้าแฟชั่น ความนิยมโดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นขึ้นกับกระแสความนิยมในดาราต่างชาติ ดังนั้นการพัฒนาเครื่องสำอางเพื่อให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคจำเป็นต้องมีงานวิจัยสนับสนุน

            มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ธุรกิจเพื่อสังคมชั้นนำ ที่มีการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อส่งเสริมการพึ่งตนเองด้านสุขภาพของประเทศ  ได้เสนอแนะภาครัฐให้ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาเครื่องสำอางจากภูมิปัญญาไทยเพื่อสร้างดุลการค้าด้านบวก  ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร  ผู้แทนกรรมการบริหารของมูลนิธิ ฯ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า “การพัฒนาเครื่องสำอางจากสมุนไพรที่ผ่านมา  เราได้นำภูมิปัญญาสมุนไพรไทยมาใช้เป็นฐานในการพัฒนา  ประกอบกับค้นคว้าการศึกษาวิจัยสมัยใหม่ที่ช่วยสนับสนุนการใช้สมุนไพรไทยนั้น ๆ จากการทำงานกว่า 20 ปี  เราค้นพบสิทธิบัตรของสมุนไพรไทยที่ถูกจดโดยต่างชาติแล้วมากกว่า 100 ฉบับ  สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสมุนไพรไทยมีประสิทธิภาพและปลอดภัย  และมีศักยภาพที่สามารถมาพัฒนาต่อยอดให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ  ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 13 นี้ จะมีการรวบรวมสมุนไพรที่สามารถนำมาพัฒนาเป็นเครื่องสำอางได้หลากหลายชนิด


            โดยเฉพาะเรื่องฝ้าที่นับเป็นปัญหาของหญิงไทย เราก็จะนำเสนอสมุนไพรที่ใช้ได้ดีกับฝ้า  ที่บางชนิดมีงานวิจัยและสิทธิบัตรในต่างประเทศแล้ว อย่าง มะขามป้อม  ใบฝรั่ง หัวกลอย  มะหวด  ดู่ท่ง ตาลเดี่ยว  เมล็ดบานเย็นและผักเบี้ยใหญ่  หรือกระแสของเวชสำอาง หรือ Cosmeceuticalsที่รวบรวมคุณสมบัติของเครื่องสำอางกับยาไว้ด้วยกันนั้น ก็มีสมุนไพรที่น่าจะสามารถนำมาพัฒนาเป็นเวชสำอางต่อได้  อย่างอัญชัน  ขมิ้นชัน  บัวบก  รางจืด  ว่านหางจระเข้  ดาวเรือง ความรู้เหล่านี้เรารวบรวมไว้ในหนังสือบันทึกแผ่นดิน 9 สมุนไพรในภาวะโลกร้อน  ที่แจกจ่ายให้กับประชนหรือผู้ประกอบการที่สนใจฟรีวันละ 200 เล่มในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ  เราหวังว่าองค์ความรู้ภูมิปัญญาที่บันทึกในหนังสือจะจุดประกายให้ผู้ประกอบการหรือภาครัฐนำสมุนไพรไทยไปพัฒนาเป็นเครื่องสำอางและเวชสำอาง เพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ  ลดการนำเข้าได้มากขึ้น”

            ผู้สนใจสมุนไพรและความรู้ภูมิปัญญาสามารถเข้าร่วมงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 4 กันยายน 2559  อิมแพ็คเมืองทองธานี อาคาร 6-8  




ทศวรรษแห่งความผันผวน การค้าชายแดนไทย–รัฐฉาน จากยุคทอง MOU 2559 สู่บททดสอบ “ปฏิบัติการ 2570”


รายงานวิจัยเชิงลึกว่าด้วย “พลวัตและความคืบหน้าในการส่งเสริมการค้าชายแดนไทย–รัฐฉาน (พ.ศ. 2559–2568)” ชี้ชัดว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับรัฐฉานของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เดินทางผ่านทั้งช่วงเวลาแห่งโอกาสและวิกฤตอย่างเข้มข้นตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โดยมีจังหวัดเชียงรายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขับเคลื่อน



รายงานใช้ปี 2559 เป็นจุดตั้งต้น เนื่องจากเป็นปีแห่ง “การปูรากฐานยุทธศาสตร์” ผ่านการจัดงานมหกรรมแสดงสินค้า “Thailand Festival @Shan” ณ เมืองตองจี และการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างหอการค้าจังหวัดเชียงรายกับหอการค้า 4 เมืองหลักในรัฐฉาน ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือภาคเอกชนสู่ภาคเอกชน


ยุคทอง 2559: เปิดตลาด–สร้างพันธมิตร

ในช่วงการเปิดประเทศของเมียนมาภายใต้รัฐบาลพลเรือน ไทยเร่งรุกตลาดรัฐฉานอย่างเป็นระบบ โดยกรมการค้าต่างประเทศจัดงาน “Thailand Festival @Shan 2016” ที่เมืองตองจี เมืองหลวงของ รัฐฉาน เพื่อผลักดันภาพลักษณ์สินค้าไทยคุณภาพสูง และขยายตลาดจากชายแดนเข้าสู่หัวเมืองชั้นใน

พร้อมกันนั้น หอการค้าจังหวัดเชียงรายได้ลงนาม MOU กับ 4 เมืองยุทธศาสตร์ ได้แก่

  • มูเซ ประตูการค้าสู่จีน

  • ตองจี ศูนย์กลางการบริหารรัฐฉาน

  • เชียงตุง ศูนย์กลางรัฐฉานตะวันออก

  • ท่าขี้เหล็ก เมืองคู่ขนานอำเภอแม่สาย

ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมการค้า การลงทุน แรงงาน การศึกษา และเทคโนโลยี วางรากฐาน “สถาปัตยกรรมความร่วมมือระดับท้องถิ่น” ตลอดแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ–ใต้


R3B: ความหวังสู่จีน และข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง

หัวใจของยุทธศาสตร์ไทยคือการผลักดันเส้นทาง R3B (แม่สาย–ท่าขี้เหล็ก–เชียงตุง–มูเซ–จีน) ให้เป็นเส้นทางบกที่สั้นที่สุดสู่มณฑลยูนนาน ภายใต้กรอบความร่วมมือ GMS

อย่างไรก็ตาม แม้ R3B จะมีศักยภาพเหนือกว่าเส้นทาง R3A ผ่านลาวในแง่ระยะทาง แต่ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านความปลอดภัย การเก็บค่าผ่านทางซ้ำซ้อน และต้นทุนโลจิสติกส์ที่ผันผวนจากสถานการณ์พื้นที่

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นปลายปี 2566 เมื่อเกิด “ปฏิบัติการ 1027” โดยพันธมิตรสามภราดรภาพ ส่งผลให้พื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างมูเซและแนวชายแดนตอนเหนือเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ การขนส่งผ่าน R3B หยุดชะงัก ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องหันกลับไปใช้ R3A หรือเส้นทางทางเรือแทน


ตัวเลขสะท้อนความเปราะบาง

สถิติการค้าชายแดนผ่านด่านเชียงราย (แม่สาย เชียงแสน เชียงของ) สะท้อนผลกระทบอย่างชัดเจน โดยช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ 12,237.97 ล้านบาท ลดลงกว่า 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

แม้ภาพรวมถดถอย ไทยยังคงเกินดุลการค้าอย่างมีนัยสำคัญ สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่

  • น้ำมันเชื้อเพลิง

  • สินค้าอุปโภคบริโภค

  • วัสดุก่อสร้าง

ขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญคือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบเกษตรพันธสัญญาในรัฐฉาน


YEN-D: กลไกกันชนในยามวิกฤต

ท่ามกลางความผันผวนของความสัมพันธ์ระดับรัฐ โครงการ Young Entrepreneur Network Development Program (YEN-D) ของกรมการค้าต่างประเทศ กลายเป็น “ทุนทางสังคม” สำคัญ

เครือข่าย YEN-D ในเมียนมา ซึ่งจดทะเบียนเป็นสมาคมอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2561 มีสมาชิกกว่า 100 ราย ทำหน้าที่เป็นช่องทางสื่อสารพิเศษ แจ้งเตือนความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ และช่วยอำนวยความสะดวกทางธุรกิจในช่วงที่ระบบราชการตอบสนองได้จำกัด

รายงานชี้ว่า ความสัมพันธ์แบบ People-to-People Connectivity คือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดในทศวรรษนี้


ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่: การแตกตัวของอำนาจ

หลังปี 2566 โครงสร้างการควบคุมพื้นที่ในรัฐฉานเปลี่ยนจากรวมศูนย์ไปสู่การกระจายอำนาจโดยกลุ่มต่าง ๆ ผู้ประกอบการไทยต้องเจรจากับหลายฝ่าย ต้นทุนเพิ่ม และกฎระเบียบเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ขณะเดียวกัน บทบาทของจีนในพื้นที่ชายแดนเพิ่มสูงขึ้น เมืองชายแดนบางแห่งมีลักษณะ “จีนมากขึ้น” ทั้งภาษา ระบบการค้า และการกำกับดูแล ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถแข่งขันของสินค้าไทยในระยะยาว


บทสรุป: เครือข่ายมนุษย์เหนือโครงสร้างกายภาพ

รายงานสรุปว่า

  • ความสำเร็จ อยู่ที่การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ระยะยาวผ่าน MOU และ YEN-D

  • ความถดถอย อยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ โดยเฉพาะ R3B ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

แม้มูลค่าการค้าจะชะลอตัว แต่การค้าชายแดนยังไม่ล่มสลาย เพราะขับเคลื่อนด้วยความไว้วางใจและการเจรจาระดับพื้นที่


ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์

  1. ปรับจาก G2G สู่ Multi-track Diplomacy ให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำการเจรจาระดับพื้นที่

  2. ยกระดับ YEN-D เป็นระบบแจ้งเตือนภัยด้านการค้า

  3. เน้นส่งออกสินค้าจำเป็น เช่น พลังงานและอาหาร เพื่อสร้างภาพลักษณ์ไทยในฐานะผู้สนับสนุนความมั่นคง

  4. เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานฝั่งไทย รองรับการฟื้นตัวทันทีเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย


ทศวรรษ 2559–2568 จึงไม่ใช่เพียงประวัติศาสตร์การค้า แต่เป็นบทเรียนด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ข้ามพรมแดน ที่สะท้อนว่า “ความเชื่อมโยงของผู้คน” อาจมีพลังมากกว่าเส้นทางถนนในยามที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน.

พลวัตและความคืบหน้าในการส่งเสริมการค้าชายแดนไทย-รัฐฉาน (พ.ศ. 2559–2568)

บทคัดย่อผู้บริหาร

รายงานการศึกษาวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกถึงพัฒนาการ สถานะปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคตของการค้าชายแดนระหว่างประเทศไทย (ผ่านจุดยุทธศาสตร์จังหวัดเชียงราย) และรัฐฉาน สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยใช้วาระสำคัญทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016) เป็นจุดตั้งต้นในการประเมินความคืบหน้า ได้แก่ การจัดงานมหกรรมแสดงสินค้าและวัฒนธรรม "Thailand Festival @Shan" ณ เมืองตองจี และการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างหอการค้าจังหวัดเชียงรายกับหอการค้า 4 เมืองหลักในรัฐฉาน

จากการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์และสถิติการค้าระหว่างปี 2559 ถึง 2568 พบว่าทศวรรษที่ผ่านมาเต็มไปด้วยพลวัตที่มีความผันผวนสูง ช่วงแรกเริ่มในปี 2559 ถือเป็น "ยุคทองแห่งการสร้างพันธมิตร" ซึ่งขับเคลื่อนด้วยนโยบายเชิงรุกของรัฐบาลไทยและบรรยากาศการเปิดกว้างของรัฐบาลพลเรือนเมียนมาในขณะนั้น ส่งผลให้เกิดโครงสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งในระดับเอกชนสู่เอกชน (Private-to-Private) โดยเฉพาะผ่านโครงการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (YEN-D) อย่างไรก็ตาม พัฒนาการทางเศรษฐกิจต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญจากการระบาดของโควิด-19 วิกฤตการณ์ทางการเมืองในเมียนมาปี 2564 และล่าสุดคือผลกระทบจาก "ปฏิบัติการ 1027" (Operation 1027) ที่เริ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2566 ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างอำนาจในรัฐฉานเกิดการแตกตัว (Fragmentation) และเส้นทางโลจิสติกส์สายหลัก (R3B) ถูกตัดขาด

การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า แม้มูลค่าการค้าในปี 2567-2568 จะส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญจากการสู้รบและปัญหาเศรษฐกิจมหภาคในเมียนมา แต่ "ทุนทางสังคม" (Social Capital) ที่ถูกสร้างไว้ผ่าน MOU และเครือข่าย YEN-D กลับกลายเป็นกลไกกันชน (Buffer Mechanism) ที่สำคัญที่ช่วยประคองความสัมพันธ์ทางการค้าไม่ให้ล่มสลาย โดยผู้ประกอบการไทยและรัฐฉานได้ปรับตัวเข้าสู่รูปแบบการค้าที่อาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจและการเจรจาระดับพื้นที่เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของรัฐ


1. บทนำ: ภูมิทัศน์ยุทธศาสตร์และบริบทความสัมพันธ์ไทย-รัฐฉาน

1.1 ความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัฐฉานในฐานะประตูสู่จีน

รัฐฉาน (Shan State) ถือเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์สูงสุดแห่งหนึ่งสำหรับการค้าชายแดนไทย เนื่องจากมีพรมแดนประชิดติดกับจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน เป็นระยะทางยาวไกล อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็น "รัฐกันชน" (Buffer State) และ "ระเบียงเศรษฐกิจ" (Economic Corridor) ที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศไทยกับมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) โดยเฉพาะเส้นทาง R3B (แม่สาย-ท่าขี้เหล็ก-เชียงตุง-เมืองลา/มูเซ-จีน) ซึ่งเป็นเส้นทางบกที่สั้นที่สุดในการเชื่อมต่อไทยเข้าสู่ตลาดจีนตอนใต้

ในมิติทางเศรษฐศาสตร์ รัฐฉานไม่ได้เป็นเพียงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่มีประชากรและความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทยสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งผลิตพืชเศรษฐกิจ (เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) และเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการกระจายสินค้าไทย (Distribution Hub) ไปสู่เมียนมาตอนในและจีนตอนใต้ ความสัมพันธ์ระหว่างเชียงรายและรัฐฉานจึงมีลักษณะพิเศษที่ผสมผสานระหว่าง "ความร่วมมือทางเครือญาติและชาติพันธุ์" (Kinship and Ethnic Ties) และ "ผลประโยชน์ทับซ้อนทางความมั่นคง" (Overlapping Security Interests) ซึ่งต้องอาศัยความละเอียดอ่อนในการบริหารจัดการ

1.2 วัตถุประสงค์และขอบเขตการศึกษา

รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ:

  1. ประเมินผลสัมฤทธิ์และความคืบหน้าของกิจกรรมส่งเสริมการค้าที่สำคัญในปี 2559 (Thailand Festival @Shan และ MOU 5 หอการค้า)

  2. วิเคราะห์บทบาทของกลไกความร่วมมือภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการ YEN-D ในการขับเคลื่อนการค้า

  3. ตรวจสอบสถานะของโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ (เส้นทาง R3B) ท่ามกลางความขัดแย้ง

  4. วิเคราะห์ผลกระทบของสถานการณ์ความไม่สงบ (ปฏิบัติการ 1027) ต่อสถิติการค้าและทิศทางในอนาคต


2. จุดเปลี่ยนแห่งความร่วมมือปี 2559: การปูรากฐานยุทธศาสตร์

ปี พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016) นับเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์การค้าชายแดนไทย-เมียนมา เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่สอดคล้องกับการเปิดประเทศของเมียนมาภายใต้รัฐบาลพลเรือนและการเร่งขยายตัวของเศรษฐกิจในกลุ่ม CLMV รัฐบาลไทยโดยกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนในจังหวัดเชียงรายได้เล็งเห็นโอกาสในการรุกตลาดรัฐฉานอย่างเป็นระบบ ผ่านการดำเนินกิจกรรมเชิงยุทธศาสตร์ 2 ประการหลัก

2.1 มหกรรม "Thailand Festival @Shan 2016" ณ เมืองตองจี

บริบทและการดำเนินการ: เมื่อวันที่ 26-28 สิงหาคม 2559 กรมการค้าต่างประเทศ (DFT) กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดงาน Thailand Festival @Shan ขึ้น ณ เมืองตองจี (Taunggyi) เมืองหลวงของรัฐฉาน การเลือกเมืองตองจีเป็นสถานที่จัดงานมีนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์อย่างยิ่ง เนื่องจากตองจีไม่ได้เป็นเพียงเมืองเอกของรัฐฉาน แต่เป็นศูนย์กลางการบริหารราชการ ศูนย์กลางทางการศึกษา และจุดกระจายสินค้าที่สำคัญที่สุดในรัฐฉานตอนใต้ (Southern Shan State) ที่เชื่อมต่อระหว่างชายแดนไทย (ท่าขี้เหล็ก/เชียงตุง) กับพื้นที่ตอนเหนือ (ล่าเสี้ยว/มูเซ) และพื้นที่ตอนกลางของเมียนมา

วัตถุประสงค์เชิงลึก: นอกเหนือจากการมุ่งเน้นยอดจำหน่ายสินค้า งานนี้มีเป้าหมายในการสร้าง "Soft Power" ของไทย ผ่านการแสดงวัฒนธรรมและสินค้าไลฟ์สไตล์ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์สินค้าไทย (Thailand Brand) ในฐานะสินค้าคุณภาพสูง (Premium Products) ในสายตาผู้บริโภครัฐฉาน ซึ่งมีความคุ้นเคยและนิยมสินค้าไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การจัดงานในช่วงเวลาดังกล่าวสอดรับกับนโยบาย "หุ้นส่วนยุทธศาสตร์" (Strategic Partnership) ที่ไทยต้องการดึงเมียนมาเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน และเพื่อแข่งขันกับสินค้าจีนที่เริ่มทะลักเข้ามาผ่านพรมแดนทางเหนือ

ผลลัพธ์และมรดกตกทอด (Legacy): งาน Thailand Festival @Shan ได้สร้างรากฐานสำคัญในการเปิดตลาดสินค้าไทยในพื้นที่หัวเมืองชั้นในของรัฐฉาน (Inner Shan State) ซึ่งในอดีตสินค้าไทยมักถูกจำกัดอยู่เพียงพื้นที่ชายแดน การนำผู้ประกอบการไทยเข้าไปสัมผัสตลาดจริงในตองจี ทำให้เกิดความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคและช่องทางการกระจายสินค้า งานนี้ยังทำหน้าที่เป็นเวทีระดับสูง (High-Level Platform) ให้ข้าราชการระดับสูง เช่น อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และผู้นำภาคเอกชนของทั้งสองฝ่ายได้พบปะหารือ ซึ่งนำไปสู่การขยายผลในรูปแบบโครงการพัฒนาผู้ประกอบการ YEN-D ในเวลาต่อมา

2.2 บันทึกความเข้าใจ (MOU) 5 หอการค้า: สถาปัตยกรรมความร่วมมือระดับท้องถิ่น

รายละเอียดการลงนาม:

ในวันที่ 26 สิงหาคม 2559 ควบคู่ไปกับงาน Thailand Festival หอการค้าจังหวัดเชียงราย ภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัดและประธานหอการค้า ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ 4 องค์กรเศรษฐกิจหลักของรัฐฉาน ได้แก่:

  1. หอการค้าเมืองมูเซ-น้ำคำ (Muse-Nam Kham): เมืองหน้าด่านการค้าชายแดนที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมา ติดกับเมืองรุ่ยลี่ของจีน

  2. หอการค้าเมืองตองจี (Taunggyi): เมืองหลวงและศูนย์กลางการบริหารของรัฐฉาน

  3. หอการค้าเมืองเชียงตุง (Keng Tung): ศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของรัฐฉานตะวันออก

  4. หอการค้าเมืองท่าขี้เหล็ก (Tachilek): ประตูการค้าหลักที่เชื่อมต่อโดยตรงกับอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

การวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง:

การลงนามกับ 4 หอการค้าพร้อมกันสะท้อนวิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมตลอดเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor):

  • การรวม "มูเซ-น้ำคำ" เข้าใน MOU แสดงให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ของไทยมองไกลไปถึงการค้าผ่านแดน (Transit Trade) สู่จีน เพราะมูเซคือประตูสู่ตลาดจีนที่สำคัญที่สุด

  • การรวม "เชียงตุงและท่าขี้เหล็ก" เป็นการรักษาฐานที่มั่นทางการค้าในระยะประชิด (Direct Border Trade)

  • การรวม "ตองจี" เป็นการเชื่อมโยงกับศูนย์กลางอำนาจรัฐและตลาดภายใน

สาระสำคัญของความร่วมมือ: ครอบคลุม 4 มิติหลักที่วางรากฐานสำหรับการพัฒนาในระยะยาว :

  1. การค้าและการลงทุน (Trade & Investment): การแลกเปลี่ยนข้อมูล อำนวยความสะดวก และลดอุปสรรคทางการค้า

  2. การศึกษา (Education): การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งต่อมาสะท้อนผ่านโครงการอบรม

  3. แรงงาน (Labour): ความร่วมมือในการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ

  4. เทคโนโลยี (Technology): การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการผลิต

ความคืบหน้าและการติดตามผล (2559-2568): แม้สถานการณ์จะเปลี่ยนไป แต่ความร่วมมือนี้ไม่ได้หยุดชะงัก ในเดือนมิถุนายน 2562 (3 ปีหลัง MOU) คณะหอการค้าเชียงราย นำโดยนายอนุรัตน์ อินทร และนางสาวผกายมาศ เวียร์ร่า ได้เดินทางเยือนตองจีเพื่อติดตามผลและขยายผลความร่วมมือ โดยเฉพาะการผลักดันเส้นทางเศรษฐกิจ ตองจี-เชียงตุง-ท่าขี้เหล็ก และการสำรวจเส้นทางใหม่ๆ เพื่อเชื่อมโยงกับแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่ ล่าสุดในปี 2568 หอการค้าไทยและเชียงรายยังคงสานต่อเจตนารมณ์ผ่านการจัดสัมมนา "ธุรกิจก้าวพอดี" เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่


3. กลไกความร่วมมือภาคเอกชน: บทบาทของโครงการ YEN-D

ท่ามกลางความผันผวนของความสัมพันธ์ระดับรัฐบาล (G2G) และความไม่สงบในพื้นที่ โครงการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (Young Entrepreneur Network Development Program: YEN-D) ได้พิสูจน์บทบาทในฐานะ "กลไกกันชน" และ "กาวใจ" ที่สำคัญที่สุดที่ทำให้การค้ายังคงดำเนินต่อไปได้

3.1 ปรัชญา "Relationship Leads Business" และโครงสร้างโครงการ

YEN-D ริเริ่มโดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในปี 2558 โดยยึดถือปรัชญา "Relationship Leads Business" (ความสัมพันธ์นำธุรกิจ) แนวคิดนี้แตกต่างจากการเจรจาการค้าทั่วไป โดยเน้นการสร้างความไว้วางใจ (Trust) และความสัมพันธ์ส่วนบุคคลที่แน่นแฟ้นระหว่างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (Young Entrepreneurs) ของไทยและกลุ่มประเทศ CLMV ก่อนที่จะเริ่มทำธุรกิจร่วมกัน

3.2 ความสำเร็จและการขยายตัวในเมียนมา

  • การจัดตั้ง YEN-D Myanmar: ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือการที่ศิษย์เก่า YEN-D ในเมียนมาได้รวมตัวกันจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสมาคม (NGO) อย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2561 ภายใต้ชื่อ YEN-D Myanmar Association การมีสถานะเป็นนิติบุคคลในท้องถิ่นทำให้เครือข่ายนี้มีความยั่งยืนและสามารถดำเนินกิจกรรมได้โดยอิสระจากความผันผวนทางการเมืองไทย

  • เครือข่ายระดับลึก: ปัจจุบัน YEN-D มีสมาชิกในเมียนมากว่า 100 ราย ซึ่งกระจายตัวอยู่ในเมืองเศรษฐกิจสำคัญ รวมถึงในรัฐฉาน บุคคลเหล่านี้กลายเป็น "แหล่งข่าวกรองทางธุรกิจ" (Business Intelligence) ที่สำคัญยิ่งสำหรับผู้ประกอบการไทย

  • บทบาทในช่วงวิกฤต: ในช่วงที่ระบบธนาคารเมียนมาล่มสลายหรือมีการปิดด่านชายแดน เครือข่าย YEN-D ได้ทำหน้าที่เป็นช่องทางสื่อสารพิเศษ (Backchannel) ในการแจ้งข่าวสาร ช่วยเหลือด้านการชำระเงินนอกระบบ (ผ่านตัวแทนที่เชื่อถือได้) และอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางที่ปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบราชการไม่สามารถตอบสนองได้ทันท่วงที


4. วิเคราะห์พลวัตเส้นทางโลจิสติกส์: ความฝันและอุปสรรคของเส้นทาง R3B

หัวใจสำคัญของการส่งเสริมการค้าชายแดนไทย-รัฐฉาน คือการผลักดันเส้นทาง R3B ให้เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าหลักสู่จีน แต่พัฒนาการในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ซับซ้อน

4.1 เส้นทาง R3B: โครงสร้างและศักยภาพ

เส้นทาง R3B เริ่มต้นจากด่านแม่สาย (ไทย) -> ท่าขี้เหล็ก (เมียนมา) -> เชียงตุง -> เมืองลา/มูเซ -> เข้าสู่จีน (ที่ด่านต่าลั่ว หรือ รุ่ยลี่)

  • จุดเด่น: เป็นเส้นทางบกที่ระยะทางสั้นที่สุดในการเชื่อมต่อไทยกับจีนตอนใต้เมื่อเทียบกับเส้นทาง R3A (ผ่านลาว)

  • ศักยภาพ: ไทยและเมียนมามีความพยายามในการผลักดันให้เส้นทางนี้เป็นเส้นทางส่งออกผลไม้ (Fruit Corridor) ไปยังจีน โดยมีการเจรจากำหนดมาตรการสุขอนามัยพืช (Phytosanitary Measures) และการตั้งจุดตรวจสินค้าเกษตร

4.2 สถานะความคืบหน้าและอุปสรรค (2559-2566)

ก่อนเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบระลอกใหม่ เส้นทาง R3B มีการพัฒนาเป็นลำดับ โดยมีการปรับปรุงสภาพถนนและการเจรจาเปิดด่าน แต่ยังคงประสบปัญหาหลักคือ:

  1. ความปลอดภัย: เส้นทางต้องผ่านพื้นที่อิทธิพลของกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม ทำให้มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและการเรียกเก็บภาษีซ้ำซ้อน

  2. ต้นทุน: แม้ระยะทางจะสั้นกว่า แต่ต้นทุนการขนส่งทางรถยนต์ยังสูงกว่าการขนส่งทางเรือและทาง R3A

4.3 ผลกระทบจาก "ปฏิบัติการ 1027" (2566-ปัจจุบัน)

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำลายความหวังของเส้นทาง R3B ในระยะสั้นถึงระยะกลาง คือ "ปฏิบัติการ 1027" ที่เริ่มขึ้นในเดือนตุลาคม 2566 โดยกลุ่มพันธมิตรสามภราดรภาพ (MNDAA, TNLA, AA)

  • การเสียพื้นที่ยุทธศาสตร์: กองกำลังโกก้าง (MNDAA) และพันธมิตร ได้เข้าควบคุมพื้นที่ชายแดนสำคัญในรัฐฉานตอนเหนือ โดยเฉพาะเมืองมูเซ (Muse) และชินฉ่วยฮ่อ (Chin Shwe Haw) ซึ่งเป็นประตูการค้าหลักสู่จีน ส่งผลให้รัฐบาลทหารเมียนมาสูญเสียการควบคุมด่านศุลกากร

  • อัมพาตของโลจิสติกส์: การสู้รบได้ทำลายสะพานและตัดขาดทางหลวงหมายเลข 3 และเส้นทางหลักที่เชื่อมตองจี-มูเซ ส่งผลให้การขนส่งสินค้าจากไทยผ่านรัฐฉานไปจีนหยุดชะงักโดยสิ้นเชิงในเส้นทางปกติ ผู้ประกอบการต้องหันไปใช้เส้นทางเลี่ยงที่ทุรกันดารหรือเปลี่ยนกลับไปใช้เส้นทาง R3A ผ่านลาวแทน


5. การวิเคราะห์สถิติการค้า: ภาพสะท้อนความเปราะบาง (2559-2568)

สถิติการค้าชายแดนจากด่านศุลกากรจังหวัดเชียงราย (แม่สาย, เชียงแสน, เชียงของ) สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบเชิงประจักษ์จากปัจจัยลบต่างๆ

5.1 แนวโน้มการค้าในภาพรวม

จากข้อมูลสถิติระบุว่า การค้าชายแดนไทย-เมียนมา ด้านจังหวัดเชียงราย มีแนวโน้มผันผวนตามสถานการณ์:

  • ปี 2559 (ฐาน): มูลค่าการค้าอยู่ในระดับสูงจากการเปิดประเทศ

  • ปี 2567-2568 (ปัจจุบัน): สถิติแสดงการถดถอยอย่างชัดเจน โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-กรกฎาคม) มูลค่าการค้ารวมกับเมียนมาอยู่ที่ 12,237.97 ล้านบาท ลดลงถึงร้อยละ 33.99 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 (17,392.39 ล้านบาท)

5.2 โครงสร้างดุลการค้าและสินค้าสำคัญ

แม้การค้าจะลดลง แต่ไทยยังคงรักษาดุลการค้าเกินดุลอย่างมหาศาล ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างการพึ่งพาสินค้าไทยของรัฐฉาน

ตารางที่ 1: สถิติการค้าชายแดนไทย-เมียนมา (เชียงราย) เปรียบเทียบปี 2567 และ 2568

รายการปี 2567 (ม.ค.-ก.ค.)ปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.)การเปลี่ยนแปลง (%)
มูลค่าการค้ารวม17,392.39 ล้านบาท12,237.97 ล้านบาท-29.63%
แนวโน้มรายเดือน(สถิติเดือน ก.ค. 67 สูงกว่า)(สถิติเดือน ก.ค. 68 ต่ำกว่า)แนวโน้มลดลง

ที่มา: ประมวลจากข้อมูลสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย

การวิเคราะห์รายสินค้า:

  1. สินค้าส่งออกหลัก:

    • น้ำมันเชื้อเพลิง (ดีเซล/เบนซิน): ยังคงเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงสุด เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนพลังงานในเมียนมาและการขนส่งจากย่างกุ้งที่ยากลำบาก ทำให้รัฐฉานต้องพึ่งพาน้ำมันจากไทย

    • สินค้าอุปโภคบริโภคและเครื่องดื่ม: เป็นสินค้าที่ผู้บริโภคในรัฐฉานเชื่อถือในคุณภาพ และมีการส่งออกผ่านด่านแม่สายอย่างต่อเนื่อง

    • อุปกรณ์ก่อสร้าง: ส่งออกเพื่อรองรับการขยายเมืองในพื้นที่ที่มีเสถียรภาพบางส่วน

  2. สินค้านำเข้าหลัก:

    • ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: เป็นสินค้านำเข้าอันดับต้นๆ ซึ่งเกิดจากระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ที่ผู้ประกอบการไทยเข้าไปส่งเสริมการปลูกในรัฐฉาน เพื่อป้อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในไทย

    • สินค้าเกษตรอื่นๆ: เช่น ใบชา กาแฟ และผลผลิตทางการเกษตรตามฤดูกาล


6. บทวิเคราะห์เจาะลึก: ผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้า

6.1 การแตกตัวของโครงสร้างอำนาจ (Fragmentation of Power)

ผลจากปฏิบัติการ 1027 ทำให้โครงสร้างการบริหารจัดการการค้าในรัฐฉานเปลี่ยนจากระบบรวมศูนย์ (Centralized) ที่ควบคุมโดยรัฐบาลทหาร (SAC) ไปสู่ระบบกระจายอำนาจแบบบังคับ (Forced Decentralization) หรือการปกครองโดยกลุ่มชาติพันธุ์ในแต่ละพื้นที่ ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่:

  • การเจรจาหลายฝ่าย: การขนส่งสินค้าหนึ่งเที่ยวอาจต้องผ่านด่านของหลายกลุ่ม (SAC, RCSS, SSPP, TNLA, MNDAA) ซึ่งแต่ละกลุ่มมีระเบียบและการเก็บภาษี (Tax/Gate Fees) ของตนเอง ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์สูงขึ้นอย่างมาก

  • ความไม่แน่นอนของกฎระเบียบ: กฎระเบียบสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามสถานการณ์สู้รบ

6.2 บทบาทของจีนและการเปลี่ยนแปลงเมืองชายแดน

จีนมีบทบาทสำคัญในการกดดันให้มีการปราบปรามกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ในเมืองชายแดน (เช่น เล้าก์ก่าย และ ท่าขี้เหล็ก) ซึ่งส่งผลกระทบข้างเคียงต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งพาธุรกิจสีเทา นอกจากนี้ การที่กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความใกล้ชิดกับจีนเข้ายึดครองพื้นที่ชายแดนตอนเหนือ ทำให้เมืองต่างๆ เช่น แสนหวี (Hsenwi) เริ่มมีลักษณะคล้ายเมืองจีนมากขึ้น ทั้งป้ายภาษาและระบบการค้า ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในระยะยาว


7. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์

7.1 บทสรุป

ความคืบหน้าในการส่งเสริมการค้าชายแดนไทย-รัฐฉาน นับจาก MOU ปี 2559 ถึงปัจจุบัน เป็นเรื่องราวของ "ความพยายามในการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ต้องต่อสู้กับแรงเหวี่ยงทางการเมืองและความมั่นคง"

  • ความสำเร็จ: อยู่ที่การสร้าง "เครือข่ายมนุษย์" (People-to-People Connectivity) ผ่านโครงการ YEN-D และความสัมพันธ์ระหว่างหอการค้า ซึ่งกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดที่ช่วยให้การค้ายังคงดำเนินต่อไปได้ในยามวิกฤต

  • ความล้มเหลว/ถดถอย: อยู่ที่ "โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ" (Physical Connectivity) โดยเฉพาะเส้นทาง R3B ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสงคราม ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและไม่สามารถแข่งขันได้ในปัจจุบัน

7.2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติ

  1. เปลี่ยนยุทธศาสตร์จาก G2G เป็น "Multi-track Diplomacy": รัฐบาลไทยควรสนับสนุนให้ภาคเอกชน (หอการค้า/สภาธุรกิจ) เป็นผู้นำในการเจรจาการค้าระดับพื้นที่ (Local-to-Local) กับกลุ่มอำนาจต่างๆ ในรัฐฉาน โดยรัฐเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เพื่อความคล่องตัวและลดความเสี่ยงทางการทูต

  2. ใช้ YEN-D เป็นแพลตฟอร์มข่าวกรองและการค้า: ยกระดับเครือข่าย YEN-D ให้เป็นกลไกเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย (Early Warning System) ด้านการเปลี่ยนแปลงเส้นทางและกฎระเบียบ และใช้เป็นช่องทางในการเจรจาต่อรองเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า

  3. มุ่งเน้นความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน: ไทยควรวางตำแหน่งเป็น "ผู้สนับสนุนความมั่นคง" ให้กับประชาชนในรัฐฉาน โดยรักษาการส่งออกสินค้าจำเป็น (น้ำมัน, อาหาร, ยา) เพื่อลดเงื่อนไขความขัดแย้งและสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อแบรนด์ไทย

  4. เตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานฝั่งไทย: เร่งพัฒนาศักยภาพด่านแม่สาย เชียงแสน และเชียงของ (เช่น ระบบ Cold Chain, ลานตรวจสินค้า) ให้พร้อมรองรับการฟื้นตัวทันทีที่สถานการณ์คลี่คลาย และพิจารณาเปิดจุดผ่อนปรนการค้าใหม่ๆ ในพื้นที่ที่มีเสถียรภาพ (เช่น ด้านเชียงใหม่ หรือ แม่ฮ่องสอน) เพื่อเป็นเส้นทางสำรอง 

เพลง: รหัสจักรวาลในสวนป่า (The Code Beyond Zero and One) จากหนังสือนิยายเรื่องท่องโลกตรรกศาสตร์ เสาะหารหัสลับพุทธ AI

[Verse 1] หลบหนีจากเมืองที่เต็มไปด้วยเสียง ศูนย์กับหนึ่งเถียงกันไม่จบสิ้น ความจริงถูกแบ่งเป็นฝ่ายชนะและพ่ายแพ้จนชิน ไม่มีที่ยืนให้หัวใจค...