วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

ฉัททันตชาดกว่าด้วยพญาช้างฉัททันต์

   ช่วยเขียนบทความทางวิชาการ  วิเคราะห์ ฉัททันตชาดก   ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 27  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่  19  ขุททกนิกาย  ชาดก ติงสตินิบาตชาดก  ที่ประกอบด้วย  

 ๔. ฉัททันตชาดกว่าด้วยพญาช้างฉัททันต์

             [๒๓๒๗] ดูกรพระน้องนาง ผู้มีอวัยวะงามอร่ามดังทอง มีผิวพรรณเหลืองงามเลิศ

                          พระเนตรทั้งสองแจ่มใส เหตุไรหนอ พระน้องจึงเศร้าโศกซูบไป ดุจ

                          ดอกไม้ที่ถูกขยี้ ฉะนั้น?

             [๒๓๒๘] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า หม่อมฉันแพ้พระครรภ์  โดยการแพ้พระครรภ์เป็น

                          เหตุให้หม่อมฉันฝันเห็นสิ่งที่หาไม่ได้ง่าย.

             [๒๓๒๙] กามสมบัติของมนุษย์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ และในสวนนันทนวัน

                          กามสมบัติทั้งหมดนั้น เป็นของฉันทั้งสิ้น ฉันจะให้แก่เธอได้ทั้งนั้น.

             [๒๓๓๐] ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ นายพรานป่าเหล่าใดเหล่าหนึ่งในแว่นแคว้น

                          ของพระองค์จงมาประชุมพร้อมกัน หม่อมฉันจะแจ้งเหตุที่แพ้พระครรภ์

                          ของหม่อมฉันให้นายพรานป่าเหล่านั้นทราบ.

             [๒๓๓๑] ดูกรพระเทวี นายพรานป่าเหล่านี้ ล้วนแต่มีฝีมือ เป็นคนแกล้วกล้า

                          ชำนาญป่า รู้จักชนิดของเนื้อ ย่อมสละชีวิตเพื่อประโยชน์ของเราได้.

             [๒๓๓๒] ท่านทั้งหลายผู้เป็นเชื้อแถวของนายพราน ที่มาพร้อมกันอยู่ ณ ที่นี้ จงฟัง

                          ฉัน ฉันฝันเห็นช้างเผือกผ่องงามีรัศมี ๖ ประการ ฉันต้องการงาช้างคู่นั้น

                          เมื่อไม่ได้ชีวิตก็หาไม่.

             [๒๓๓๓] บิดาหรือปู่ทวด ของข้าพระองค์ทั้งหลายก็ยังไม่เคยได้ เห็นทั้งยังไม่เคย

                          ได้ยินว่า พญาช้างที่มีงา มีรัศมี ๖ ประการ พระนางเจ้าทรงนิมิตเห็น

                          พญาช้างมีลักษะเช่นไร ขอได้ตรัสบอกพญาช้างที่มีลักษณะเช่นนั้น

                          แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า.

             [๒๓๓๔] ทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔ เบื้องบน ๑ เบื้องล่าง ๑ ทิศทั้ง ๑๐ นี้ พระองค์

                          ทรงฝันเห็นพญาช้าง ซึ่งมีงามีรัศมี ๖ ประการอยู่ทิศไหน พระเจ้าข้า.?

             [๒๓๓๕] จากที่นี้ตรงไปทิศอุดร ข้ามภูเขาสูงใหญ่ ๗ ลูก ภูเขาใหญ่ชื่อสุวรรณปัส

                          มีพรรณไม้ผลิดอกอยู่ไสว มีฝูงกินนรเที่ยววิ่งเล่นอยู่ ท่านจงขึ้นไปบน

                          ภูเขาอันเป็นที่อยู่แห่งหมู่กินนรทั้งหลายแล้วมองลงมาตามเชิงเขา ทันใด

                          นั้น จะได้เห็นต้นไทรใหญ่ที่มีสีเทียมเมฆ มีย่านไทร ๘,๐๐๐ ห้อยย้อยอยู่.

                          ที่โคนต้นไทรนั้น มีพญาช้างเผือกผ่องงามีรัศมี ๖ ประการอาศัยอยู่

                          ยากที่คนอื่นจะจับได้ มีช้างประมาณ ๘,๐๐๐ เชือกล้วนมีงางอนงาม วิ่ง

                          ไล่ประหารเร็วดังลมพัด รักษาพญาช้างนั้นอยู่. ช้างเหล่านั้นย่อมบันลือ

                          เสียงน่าหวาดกลัว ย่อมโกรธแม้ต่อลมที่พัดถูกตัว ถ้าเห็นมนุษย์ ณ  ที่นั้น

                          เป็นต้องขยี้เสียให้เป็นภัสมธุลี แม้แต่ละอองก็ไม่ถูกต้องพญาช้างได้เลย.

             [๒๓๓๖] ข้าแต่พระราชเทวี เครื่องอาภรณ์ที่แล้วไปด้วยเงิน แก้วมุกดา แก้วมณี

                          และแก้วไพฑูรย์มีอยู่ในราชสกุลมากมาย เหตุไร พระแม่เจ้าจึงทรง

                          ประสงค์เอางาช้างมาทำเป็นเครื่องประดับเล่า พระแม่เจ้าทรงปรารถนา

                          จะให้ฆ่าพญาช้าง ซึ่งมีงามีรัศมี ๖ ประการเสีย หรือว่าจะให้พญาช้างฆ่า

                          พวกเชื้อแถวของนายพรานเสียกระมัง?

             [๒๓๓๗] ดูกรนายพราน ฉันริษยาด้วย เสียใจด้วย เพราะนึกถึงความหลังก็

                          ตรอมใจ ขอท่านจงทำตามความประสงค์ของฉัน ฉันจักให้บ้านส่วยแก่

                          ท่าน ๕ ตำบล.

             [๒๓๓๘] พญาช้างนั้นอยู่ที่ไหน ยืนที่ไหน ทางไหนที่พญาช้างไปอาบน้ำ พญาช้าง

                          อาบน้ำด้วยประการอย่างไร ข้าพระองค์จะรู้จักคติแห่งพญาช้างได้อย่างไร?

             [๒๓๓๙] ในที่ๆ พญาช้างอยู่นั้น มีสระอยู่ใกล้ๆ น่ารื่นรมย์ มีท่าราบเรียบ

                          น้ำมากมาย สะพรั่งไปด้วยพรรณไม้ดอก มีหมู่ภมรมาคลึงเคล้า พญาช้าง

                          นั้น ลงอาบที่สระนั้นแหละ ชำระศีรษะแล้วห้อยพวงดอกอุบล  มีร่างกาย

                          เผือกผ่องดังดอกบัวขาบ บันเทิงใจให้มเหสีชื่อว่าสรรพภัททา เดินหน้า

                          กลับไปยังที่อยู่ของตน.

             [๒๓๔๐] นายพรานนั้น ยึดเอาพระราชดำรัสของพระนางซึ่งประทับยืนอยู่ ณ ที่นั้นเอง

                          แล้วถือเอาแล่งลูกธนูข้ามภูเขาใหญ่ทั้ง ๗ ลูกไปจนถึงลูกที่ชื่อสุวรรณปัส

                          อันสูงโดด. ขึ้นไปถึงภูเขาอันเป็นที่อยู่ของหมู่กินนรแล้ว มองลงมา

                          ยังเชิงเขา ได้เห็นต้นไทรใหญ่มีสีเทียมเมฆ มีย่านไทร ๘,๐๐๐ ห้อยย้อย

                          อยู่ ณ ที่นั้น ทันใดนั้นเอง ก็ได้เห็นพญาช้างเผือกผ่องงามีรัศมี ๖ ประการ

                          ยากที่คนเหล่าอื่นจะจับได้ มีช้างประมาณ ๘,๐๐๐ เชือก ล้วนแต่มีงางอนงาม

                          วิ่งไล่เร็วดุจลมพัด รักษาพญาช้างอยู่. และได้เห็นสระโบกขรณีอัน

                          น่ารื่นรมย์อยู่ใกล้ๆ ที่อยู่ของพญาช้างนั้น ทั้งท่าน้ำก็ราบเรียบน้ำมากมาย

                          มีพรรณไม้ดอกบานสะพรั่ง  มีหมู่ภมรเที่ยวเคล้าคลึงอยู่ แลเห็นที่ที่พญา

                          ช้างลงอาบน้ำ. จนกระทั้งที่ๆ พญาช้างเดิน ยืนอยู่ และทางที่พญาช้างลง

                          อาบนั้นก็แลเห็น นายพรานผู้มีใจลามก ถูกพระนางสุภัททาผู้ตกอยู่ใน

                          อำนาจจิตทรงใช้มา ก็มาตระเตรียมหลุม.

             [๒๓๔๑] นายพรานผู้กระทำกรรมอันชั่วช้า ขุดหลุมเอากระดานปิดเสร็จแล้ว สอด

                          ธนูเข้าไว้ เอาลูกธนูลูกใหญ่ยิงพญาช้างซึ่งมายืนอยู่ข้างหลุมของตน.

                          พระยาช้างถูกยิงแล้วก็ร้องก้องโกญจนาท ช้างทุกๆ เชือกพากันบันลือ

                          อื้ออึงวิ่งไปทั้ง ๘ ทิศ ทำหญ้าและไม้ให้เป็นจุณไป. พญาช้างฉัททันต์เอา

                          เท้ากระชุ่นดินด้วยคิดว่า จักฆ่ามันเสีย แต่ได้เห็นผ้ากาสาวพัสตร์ อัน

                          เป็นธงชัยของฤาษี ทั้งที่ได้รับความทุกข์ ก็เกิดความรู้สึกว่า ธงชัยแห่ง

                          พระอรหันต์อันสัตบุรุษไม่พึงทำลาย.

             [๒๓๔๒] ผู้ใดยังไม่หมดกิเลส ปราศจากทมะและสัจจะ ผู้นั้นไม่ควรจะนุ่งห่มผ้า

                          กาสาวะ. ส่วนผู้ใดคลายกิเลสได้แล้ว ตั้งมั่นอยู่ในศีล ประกอบด้วย

                          ทมะและสัจจะ ผู้นั้นย่อมควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะแท้.

             [๒๓๔๓] พญาช้างถูกลูกศรใหญ่เสียบเข้าแล้ว ไม่มีจิตคิดประทุษร้าย ได้ถามนาย

                          พรานว่า เพื่อนเอ๋ย ท่านประสงค์อะไร  เพราะเหตุไร หรือว่าใคร

                          ใช้ให้ท่านมาฆ่าเรา?

             [๒๓๔๔] ดูกรพญาช้างผู้เจริญ พระนางสุภัททาพระมเหสีของพระเจ้ากาสิกราช

                          อันประชาชนสักการะบูชาอยู่ในราชสกุล พระนางได้ทรงนิมิตเห็นท่าน

                          และได้โปรดให้ทำสักการะแก่ข้าพเจ้าแล้ว ตรัสบอกข้าพเจ้าว่า มีพระ-

                          ประสงค์งาทั้งคู่ของท่าน.

             [๒๓๔๕] ที่จริง พระนางสุภัททาทรงทราบอยู่ว่างางามๆ แห่งบิดาและปู่ทวดของเรา

                          มีอยู่เป็นอันมาก แต่พระนางเป็นคนพาล โกรธเคือง ผูกเวร ต้องการจะ

                          ฆ่าเรา. ดูกรนายพราน ท่านจงลุกขึ้นเถิด จงหยิบเลื่อยมาตัดงาคู่นี้เถิด

                          ประเดี๋ยวเราจะตายเสียก่อน ท่านจงกราบทูลพระนางสุภัททาผู้ยังผูกโกรธ

                          ว่า พญาช้างตายแล้ว เชิญพระนางรับงาคู่นี้ไว้เถิด.

             [๒๓๔๖] นายพรานนั้น ลุกขึ้นจับเลื่อย เลื่อยงาพญาช้างทั้งคู่อันงดงามหาที่เปรียบ

                          มิได้ในพื้นปฐพีแล้ว รีบถือหลีกออกจากที่นั้นไป.

             [๒๓๔๗] ช้างเหล่านั้นตกใจ ได้รับความเสียใจ เพราะพญาช้างถูกยิงพากันวิ่งไปยัง

                          ทิศทั้ง ๘ เมื่อไม่เห็นปัจจามิตรของพญาช้าง ก็พากันกลับมายังที่อยู่ของ

                          พญาช้าง.

             [๒๓๔๘] ช้างเหล่านั้นพากันคร่ำครวญร่ำไห้อยู่ ณ ที่นั้น ต่างสูบเอาฝุ่นพ่นขึ้นบน

                          กระพองของตนๆ ยกนางสรรพภัททาผู้เป็นมเหสีให้เป็นหัวหน้า พากัน

                          กลับยังที่อยู่ของตนทั้งหมด.

             [๒๓๔๙] นายพรานนั้น ถือเอางาพญาช้างทั้งคู่อันงดงาม หาที่เปรียบในพื้นปฐพีมิได้

                          ซึ่งแผ่รัศมีดุจสีทองไปรอบๆ มาถึงยังพระนครกาสีแล้ว น้อมนำงาทั้งคู่

                          เข้าไปถวายพระนางสุภัททากราบทูลว่า พญาช้างล้มแล้ว ขอเชิญพระนาง

                          ทอดพระเนตรงาทั้งคู่นี้เถิด.

             [๒๓๕๐] พระนางสุภัททาผู้เป็นพาล ครั้นทอดพระเนตรงาพญาช้างทั้งคู่ ผู้เป็นสามี

                          ที่รักในชาติก่อนแล้ว หทัยของพระนางก็แตกทำลาย ณ ที่นั้นเอง เพราะ

                          เหตุนั้นเอง พระนางจึงได้สวรรคต.

             [๒๓๕๑] พระศาสดาได้บรรลุสัมโพธิญาณแล้ว มีพระอานุภาพมาก ได้ทรงทำการแย้ม

                          ในท่ามกลางบริษัท ภิกษุทั้งหลายผู้มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว พากันทูลถามว่า

                          พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่ทรงทำการแย้มให้ปรากฏ เมื่อไม่มีเหตุ?

                          พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงดูนางกุมารีสาวคนนั้น นุ่งห่ม

                          ผ้ากาสาวพัสตร์ ประพฤติอนาคาริยวัตร นางกุมารีคนนั้นแล เป็นนาง-

                          สุภัททาในกาลนั้น เราตถาคตเป็นพญาช้างในกาลนั้น. นายพรานถือเอา

                          งาทั้งคู่อันงดงามของพญาช้าง หาที่เปรียบในพื้นปฐพีมิได้ กลับมายัง

                          พระนครกาสีในกาลนั้น เป็นพระเทวทัต. พระพุทธเจ้าผู้ปราศจากความ

                          กระวนกระวาย ความเศร้าโศก และกิเลสดุจลูกศร ตรัสรู้ยิ่งด้วยพระองค์

                          เองแล้ว ได้ตรัสฉัททันตชาดกนี้ อันเป็นของเก่า ไม่รู้จักสิ้นสูญ ซึ่ง

                          พระองค์ท่องเที่ยวไปแล้วตลอดกาลนาน เป็นบุรพจรรยาทั้งสูงทั้งต่ำว่า

                          ดูกรภิกษุทั้งหลาย คราวครั้งนั้น เราเป็นพญาช้างฉัททันต์อยู่ที่สระฉัททันต์

                          นั้น ท่านทั้งหลายจงทรงจำชาดกไว้ ด้วยประการฉะนี้แล.

ในปริบทพุทธสันติวิธี: หลักธรรม ประยุกต์ใช้" โดยใช้สาระสำคัญของ ฉัททันตชาดก  ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 27  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่  19  ขุททกนิกาย  ชาดก   ติงสตินิบาตชาดก

วิเคราะห์ฉัททันตชาดก: ความหมายเชิงพุทธปรัชญาและจริยธรรม

บทนำ ฉัททันตชาดก เป็นหนึ่งในนิทานชาดกที่ปรากฏในพระไตรปิฎก เล่มที่ 27 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 19 ขุททกนิกายชาดก ติงสตินิบาตชาดก ซึ่งกล่าวถึงพญาช้างฉัททันต์ที่มีงาสีขาวผ่องรัศมีหกประการ เรื่องราวนี้ไม่เพียงแต่เป็นนิทานธรรมดา แต่ยังสะท้อนหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในแง่ของการเสียสละ การไม่จองเวร และการยอมรับกรรมเก่า

โครงเรื่องและบทวิเคราะห์ เรื่องราวของฉัททันตชาดกเริ่มต้นจากการที่พระนางสุภัททาฝันเห็นพญาช้างฉัททันต์และปรารถนาได้งาของช้างดังกล่าว แม้พระราชาจะมอบสิ่งของมีค่าให้แทน แต่พระนางก็ยังคงต้องการงาช้าง ด้วยเหตุนี้ พระนางจึงสั่งให้นายพรานเดินทางไปสังหารพญาช้างฉัททันต์ แม้ว่าพญาช้างจะมีพละกำลังมหาศาล แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถรอดพ้นจากชะตากรรมของตนเอง

  1. การเสียสละและความไม่ถือโทษโกรธเคือง พญาช้างฉัททันต์มีความสามารถที่จะทำลายล้างนายพรานได้ แต่เมื่อเห็นผ้ากาสาวพัสตร์ก็เลือกที่จะไม่ทำร้ายศัตรูของตน นี่เป็นการแสดงถึงอุดมคติของการให้อภัยและการไม่เบียดเบียนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา

  2. กรรมและวิบากกรรม พญาช้างตระหนักดีว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลจากกรรมเก่าของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับหลักคำสอนเรื่องกฎแห่งกรรม (กมฺมวินิยโย) ที่กล่าวว่า “สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล” ทำให้พญาช้างยอมรับชะตากรรมโดยไม่โกรธแค้นนายพรานหรือพระนางสุภัททา

  3. สัญลักษณ์และการตีความทางพุทธปรัชญา

    • พญาช้างฉัททันต์ เป็นตัวแทนของพระโพธิสัตว์ที่ฝึกฝนบารมีโดยเฉพาะขันติบารมี (ความอดทน) และเนกขัมมบารมี (การเสียสละ)

    • งาช้าง เป็นสัญลักษณ์ของวัตถุภายนอกที่มนุษย์มักหลงใหล แต่แท้จริงแล้วไม่มีสาระสำคัญ

    • นายพราน เป็นตัวแทนของกิเลสและโลภะที่ขับเคลื่อนมนุษย์ให้กระทำการโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม

บทสรุป ฉัททันตชาดกเป็นชาดกที่แสดงให้เห็นถึงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในเรื่องของขันติบารมีและกฎแห่งกรรม พญาช้างฉัททันต์เป็นตัวอย่างของผู้มีเมตตาและสติปัญญาในการเผชิญกับทุกข์ แม้จะต้องเผชิญกับความอยุติธรรมและความโหดร้าย แต่ก็เลือกที่จะไม่ตอบโต้ ซึ่งเป็นแนวทางที่นำไปสู่การพ้นทุกข์และการบรรลุธรรมในที่สุด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

โมเดลใหม่ “ศรัทธา–เศรษฐกิจ–เอไอ” จุดประกายฐานรากไทย ดันตลาดกิน Green สู่ความยั่งยืนยุคดิจิทัล

ท่ามกลางความท้าทายจากภาวะ Climate Change เศรษฐกิจผันผวน และการเติบโตของ Artificial Intelligence ประเทศไทยกำลังเห็น “ต้นแบบใหม่” ของการพัฒน...