วิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ดันราคาน้ำมันพุ่ง กระทบเศรษฐกิจไทยเสี่ยง “stagflation” นักวิชาการเสนอประยุกต์ “พุทธวิธี” จากคัมภีร์โบราณ สร้างภูมิคุ้มกันรับมือค่าครองชีพพุ่ง
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่จากความขัดแย้งทางทหารระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ที่ปะทุรุนแรงในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญอย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ ชะงักงัน กระทบต่อการขนส่งน้ำมันโลกกว่า 20%
ผลจากภาวะ “ช็อกด้านอุปทาน” ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นแตะระดับกว่า 120–130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอาจทะลุ 150 ดอลลาร์ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหนัก
สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งต้นทุนพลังงาน ค่าไฟฟ้า และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “เศรษฐกิจชะงักงันควบเงินเฟ้อ” หรือ stagflation
นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า วิกฤตครั้งนี้มีลักษณะคล้าย “ข้าวยากหมากแพง” ในประวัติศาสตร์มนุษย์ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยในยุคพุทธกาล ณ เมืองนาลันทา ก็เคยเกิดทุพภิกขภัยรุนแรงจนต้องใช้ระบบแจกอาหารแบบ “สลากภัต” เพื่อประคับประคองสังคม
หลักฐานจากคัมภีร์ กุลสูตร ระบุว่า พระพุทธเจ้า ได้ทรงอธิบาย “เหตุแห่งความพินาศของครอบครัว 8 ประการ” ซึ่งสะท้อนปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจทั้งจากรัฐ ภัยพิบัติ อาชญากรรม และพฤติกรรมมนุษย์
นักวิชาการตีความว่า หลักดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับบริบทปัจจุบันได้ เช่น
- นโยบายรัฐผิดพลาด เทียบได้กับความเสี่ยงด้านการเงินการคลัง
- อาชญากรรมและการฉวยโอกาสทางเศรษฐกิจ
- สงครามและการทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
- เงินเฟ้อที่กัดกินมูลค่าทรัพย์สิน
- พฤติกรรมบริโภคนิยมเกินตัวของครัวเรือน
พร้อมกันนี้ แนวคิด “พุทธเศรษฐศาสตร์” ถูกเสนอเป็นทางเลือกสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่น โดยเน้น “ทางสายกลาง” ลดการบริโภคเกินจำเป็น และสร้างความมั่นคงจากภายใน
หลักธรรม 4 ประการ ได้แก่
- ทาน (การแบ่งปัน)
- สัจจะ (ความโปร่งใส)
- ทมะ (การปรับตัว)
- สัญญมะ (การควบคุมการใช้จ่าย)
ถูกมองว่าเป็น “เครื่องมือเชิงพฤติกรรม” ที่ช่วยลดแรงกระแทกจากเงินเฟ้อและวิกฤตค่าครองชีพได้จริง
ในระดับนโยบาย นักวิชาการเสนอให้รัฐใช้มาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเปราะบาง พร้อมเร่งลงทุนพลังงานทางเลือก และสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก
ขณะที่ภาคธุรกิจควรปรับตัวด้านห่วงโซ่อุปทาน ลดความเสี่ยงจากแหล่งเดียว และคำนึงถึงความยั่งยืนมากกว่ากำไรระยะสั้น
ส่วนประชาชนต้องเร่งปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ลดรายจ่ายไม่จำเป็น สร้างรายได้หลายทาง และรักษาสภาพคล่องทางการเงิน
นักวิเคราะห์สรุปว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงบททดสอบทางเศรษฐกิจ แต่เป็นบทพิสูจน์ “ภูมิปัญญา” ของสังคม โดยการผสานองค์ความรู้สมัยใหม่เข้ากับหลักธรรมทางพุทธศาสนา อาจเป็นกุญแจสำคัญในการพาประเทศไทยก้าวข้ามความไม่แน่นอนของโลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น