วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เพลง: ปิณโฑลยสูตรสันติเริ่มที่ใจ ต้องละโลภโกรธหลง



เพลง: ปิณโฑลยสูตรสันติเริ่มที่ใจ ต้องละโลภโกรธหลง

[Verse 1]

ฉันเดินบนเส้นทางด้วยสองมือที่ว่างเปล่า
ไม่แสวงหาบัลลังก์ ไม่ไขว่คว้าดินแดนใด
หัวใจที่ปลดพันธนาการแห่งความยึดติด
ย่อมค้นพบสันติที่โลกภายนอกไม่อาจมอบได้

[Pre-Chorus]

วางความโกรธลง
วางความทะนงลง
ความจริงกำลังรออยู่
ภายในดวงใจ

[Chorus]

สันติเริ่มต้นที่ใจ
ก่อนโลกจะเปลี่ยนแปลง
เมื่อหัวใจตื่นรู้
โซ่ตรวนทั้งหลายก็ถูกทำลาย

ไม่มีความโลภ
ไม่มีความเกลียดชัง
ไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลือ
ความรักจะเยียวยา
มวลมนุษยชาติ

[Verse 2]

ความมั่งคั่งซื้อค่ำคืนอันสงบไม่ได้
อาวุธใดก็พิชิตแสงแห่งใจไม่ได้
จิตที่หลุดพ้นจากความยึดมั่น
ย่อมเยียวยาหัวใจและผืนแผ่นดินที่แตกร้าว

[Bridge]

ลมหายใจเดียว
ความหวังเดียว
ท้องฟ้าผืนเดียว

เส้นทางเดียว
แห่งปัญญา
สันติ
และความรัก

[Final Chorus]

สันติเริ่มต้นที่ใจ
ให้เมตตาเป็นผู้นำทาง
ทุกการกระทำอันเปี่ยมด้วยความกรุณา
คือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต

จับมือกันไว้
เรียนรู้ที่จะเข้าใจกัน
เพราะบ้านที่แท้จริงของโลก
คือหัวใจของทุกคน

[Outro]

เมื่อหัวใจดวงหนึ่งเปลี่ยนแปลง
ประชาชาติทั้งหลายก็ลุกขึ้นสู่ความหวัง

เมื่อจิตใจตื่นรู้
ความเกลียดชังก็สูญสลาย

โลกใบเดียว
มนุษยชาติครอบครัวเดียว
บทเพลงเดียวที่ขับขานไม่รู้จบ

สันติภาพจะดำรงอยู่ตลอดไป

ณ ที่ซึ่งเราทุกคนเป็นหนึ่งเดียว 

“ปิณโฑลยสูตร” ชี้ภารกิจผู้แสวงหาสันติ ต้องละความโลภ ความโกรธ ความหลง นักวิชาการเสนอประยุกต์สร้างสันติภาพโลกจากการเปลี่ยนแปลงภายใน

กรุงเทพฯ – หลักธรรมใน ปิณโฑลยสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ได้สะท้อนอุดมการณ์ของการบวชและการดำเนินชีวิตของผู้แสวงหาความหลุดพ้น พร้อมชี้แนวทางขจัดรากเหง้าแห่งความขัดแย้งด้วยการละความโลภ ความโกรธ ความหลง และความยึดมั่น ซึ่งนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาเห็นว่าสามารถประยุกต์ใช้เป็นกรอบแนวคิดในการสร้างสันติภาพโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ

พระสูตรกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ หลังทรงขับไล่ภิกษุสงฆ์ด้วยเหตุบางประการ พระองค์ทรงดำรงชีวิตด้วยการออกบิณฑบาตตามปกติ และทรงเกิดพระดำริด้วยพระมหากรุณาว่า ภิกษุใหม่ที่เพิ่งอุปสมบทอาจเกิดความหวั่นไหวเมื่อไม่ได้พบพระองค์ เปรียบเสมือนลูกโคที่พลัดจากแม่ หรือพืชอ่อนที่ขาดน้ำ จึงทรงกลับไปอนุเคราะห์ภิกษุสงฆ์ดังเดิม

ต่อมา ท้าวสหัมบดีพรหม ได้เสด็จมาอาราธนาให้พระพุทธเจ้าทรงเมตตาโปรดภิกษุสงฆ์อีกครั้ง โดยทรงยืนยันว่าภิกษุใหม่ยังต้องการการชี้แนะและกำลังใจ พระพุทธเจ้าทรงรับอาราธนา ก่อนเสด็จกลับไปแสดงพระธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย

สาระสำคัญของพระธรรมเทศนา คือ การชี้ให้เห็นว่าการดำรงชีพด้วยบิณฑบาตมิใช่เพื่อหลีกหนีปัญหาชีวิต ไม่ใช่เพราะความยากจน หนี้สิน หรือความหวาดกลัว แต่เป็นการเลือกดำเนินชีวิตเพื่อแสวงหาหนทางดับทุกข์อย่างแท้จริง ผู้บวชจึงต้องละกิเลส มิใช่เพียงเปลี่ยนเครื่องแต่งกายหรือสถานะทางสังคม

พระพุทธองค์ทรงเตือนว่า หากผู้บวชยังเต็มไปด้วยความโลภ ความกำหนัด ความพยาบาท และความหลง ย่อมเปรียบเสมือน "ท่อนไม้ในป่าช้า" ที่ถูกไฟไหม้ทั้งสองด้าน และตรงกลางเปรอะเปื้อนสิ่งสกปรก ใช้ประโยชน์ไม่ได้ทั้งทางโลกและทางธรรม

พระสูตรยังทรงชี้ว่า อกุศลวิตก 3 ประการ ได้แก่ ความคิดในกาม ความคิดพยาบาท และความคิดเบียดเบียน เป็นรากเหง้าของปัญหาทั้งปวง ซึ่งสามารถดับได้ด้วยการเจริญ สติปัฏฐาน 4 และ อนิมิตตสมาธิ อันเป็นการฝึกจิตให้ตั้งมั่น ไม่หลงติดในรูปนิมิตหรืออารมณ์ทั้งหลาย

นอกจากนี้ พระพุทธองค์ยังทรงเตือนถึง ทิฏฐิ 2 ประการ คือ ความเห็นว่ามีตัวตนถาวร และความเห็นว่าสูญสิ้นโดยเด็ดขาด พร้อมทรงสอนให้เห็นว่าการยึดถือรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณว่าเป็น "ของเรา" คือจุดเริ่มต้นของการเกิดทุกข์อันไม่สิ้นสุด

นักวิชาการด้านสันติศึกษาระบุว่า หลักธรรมในปิณโฑลยสูตรสามารถประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพโลกได้อย่างชัดเจน เพราะความขัดแย้งระหว่างบุคคล ชุมชน และประเทศต่าง ๆ ล้วนมีรากฐานจากความโลภ ความเกลียดชัง และการยึดติดในอัตลักษณ์หรือผลประโยชน์ของตนเอง หากผู้นำและประชาชนหันมาฝึกสติ ลดอคติ และพัฒนาปัญญา ก็จะสามารถเปลี่ยนการแข่งขันเป็นความร่วมมือ เปลี่ยนการแบ่งแยกเป็นการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน

ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า แนวคิดเรื่องการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย การไม่สะสมเกินจำเป็น การฝึกจิต และการละอัตตา สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาเศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม และการบริหารความขัดแย้งในระดับนานาชาติ เพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งสันติภาพที่ยั่งยืน

นักวิชาการสรุปว่า ปิณโฑลยสูตร มิใช่เพียงคำสอนสำหรับพระภิกษุ หากเป็นหลักธรรมสากลที่ชี้ให้เห็นว่า การสร้างสันติภาพของโลกต้องเริ่มจากการสร้างสันติภายในใจของแต่ละคน เมื่อความโลภ ความโกรธ และความหลงลดลง ความขัดแย้งก็จะค่อย ๆ หมดไป และสันติภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้นทั้งในระดับบุคคล สังคม และประชาคมโลก


English Translation

Pindolya Sutta: Inner Transformation as the Foundation of World Peace

Bangkok — The Pindolya Sutta, recorded in the Samyutta Nikaya of the Pali Canon, presents the true purpose of the monastic life and offers profound guidance for overcoming greed, hatred, delusion, and attachment—the very roots of human suffering. Buddhist scholars believe these timeless teachings provide valuable principles for promoting sustainable world peace.

The discourse recounts how the Buddha, after dismissing the monastic community over a disciplinary matter, reflected compassionately on newly ordained monks who might become discouraged without His guidance. Like young calves separated from their mothers or tender plants deprived of water, they required encouragement and spiritual support.

Moved by this compassionate thought, Sahampati Brahma appeared before the Buddha and respectfully requested Him to return and continue guiding the Sangha. Accepting the invitation, the Buddha resumed teaching His disciples.

The Buddha emphasized that living on alms is not an escape from poverty, punishment, debt, or fear. Rather, it is a conscious commitment to seek the end of suffering. Therefore, genuine spiritual life requires abandoning greed, anger, and ignorance—not merely changing one's outward appearance.

The Buddha warned that a monk who still clings to sensual desire, ill will, and delusion resembles a log from a cremation ground, burned at both ends and stained in the middle—useless both for worldly and spiritual purposes.

The Sutta further teaches that the Three Unwholesome Thoughts—sensual desire, ill will, and harmful intentions—can be eliminated through the cultivation of the Four Foundations of Mindfulness and Signless Concentration (Animitta Samadhi), leading to mental clarity and inner freedom.

The Buddha also cautioned against two extreme views: eternalism and annihilationism. Attachment to the Five Aggregates—form, feeling, perception, mental formations, and consciousness—as "mine" or "myself" inevitably perpetuates the cycle of suffering.

Peace scholars observe that these teachings have profound relevance today. Modern conflicts among individuals, communities, and nations often arise from greed, hatred, ideological attachment, and the pursuit of power. By cultivating mindfulness, wisdom, compassion, and non-attachment, humanity can replace rivalry with cooperation and hostility with mutual respect.

The Pindolya Sutta therefore offers not merely a guide for monks but a universal framework for ethical leadership, peaceful governance, environmental responsibility, and international reconciliation. It reminds us that lasting peace begins with transforming the human mind.


เพลง (Song)

ชื่อภาษาไทย

"สันติเริ่มที่ใจ"

English Title

"Peace Begins Within"

Verse 1

I walked the road with empty hands,
No throne to seek, no promised lands.
The heart that leaves its chains behind
Discovers peace the world can't find.

Pre-Chorus

Lay down anger,
Lay down pride,
Truth is waiting
Deep inside.

Chorus

Peace begins within,
Before the world can change.
Hearts awaken,
Breaking every chain.
No greed,
No hate,
No fear remains.
Love will heal
Our human race.

Verse 2

No wealth can buy a peaceful night,
No sword can conquer inner light.
The mind set free from grasping hands
Can heal divided hearts and lands.

Bridge

One breath...
One hope...
One sky above.
One path...
Of wisdom,
Peace,
And love.

Final Chorus

Peace begins within,
Let compassion lead.
Every act of kindness
Plants a living seed.
Together,
Hand in hand,
We'll understand...
The world's true home
Is every heart.

Outro

When one heart changes,
Nations rise.
When minds awaken,
Hatred dies.
One Earth,
One family,
One endless song...
Peace forever,
Where we all belong.



[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๘. ปิณโฑลยสูตร
ว่าด้วยเหตุที่ต้องดำรงชีพด้วยบิณฑบาต
[๑๖๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์ สักกชนบท. ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงขับไล่พระภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเรื่องหนึ่งแล้ว เวลาเช้า ทรงผ้าอันตรวาสก ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครกบิลพัสดุ์ ครั้นแล้ว ในเวลาปัจฉาภัต เสด็จกลับจากบิณฑบาต เสด็จไปยังป่ามหาวัน เพื่อประทับพักใน กลางวัน ครั้นเสด็จถึงป่ามหาวันแล้ว ได้ประทับนั่งพักกลางวัน ณ โคนต้นมะตูมหนุ่ม ครั้งนั้น แล พระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกออกเร้นอยู่ในที่ลับ ได้เกิดพระปริวิตกขึ้นว่า เราแลได้ขับไล่ ภิกษุสงฆ์ให้ไปแล้ว ในภิกษุสงฆ์เหล่านี้ พวกภิกษุใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้ มีอยู่ เมื่อภิกษุเหล่านั้นไม่เห็นเรา พึงเป็นผู้มีความกินแหนง มีใจแปรปรวน เหมือนลูกโค น้อยๆ เมื่อไม่เห็นแม่ พึงมีความกินแหนง มีใจแปรปรวน ฉะนั้น เหมือนกับพืชที่ยังอ่อนๆ ไม่ได้น้ำ พึงมีความผันแปรไป มีความเปลี่ยนแปรไป ฉะนั้น ถ้ากระไรเราพึงอนุเคราะห์ภิกษุสงฆ์ ในบัดนี้ เหมือนกับที่ได้อนุเคราะห์มาแล้วในก่อนๆ ฉะนั้นเถิด. [๑๖๖] ครั้งนั้นแล ท้าวสหัมบดีพรหม ได้ทราบพระปริวิตกของพระผู้มีพระภาค ด้วย ใจของตนแล้ว ได้หายไปจากพรหมโลก มาปรากฏเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค เหมือนกับ บุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น ลำดับนั้นแล ท้าวสหัมบดีพรหม ทำ ผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง แล้วประนมมือ กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคต ข้อนี้เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคได้ทรงขับไล่ ภิกษุสงฆ์ไปแล้ว ในภิกษุสงฆ์เหล่านี้ พวกภิกษุที่ยังใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้ มีอยู่ เมื่อภิกษุสงฆ์เหล่านั้นไม่เห็นพระผู้มีพระภาค พึงเป็นผู้มีความกินแหนง มีใจแปรปรวน เหมือนกับลูกโคน้อยๆ เมื่อไม่เห็นแม่ พึงมีความกินแหนง มีใจแปรปรวน ฉะนั้น เหมือน กับพืชที่ยังอ่อนๆ เมื่อไม่ได้น้ำ พึงมีความผันแปรไป มีความเปลี่ยนแปลงไป ฉะนั้น พระเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงชื่นชมกะภิกษุสงฆ์ ขอพระผู้มีพระภาค จงทรงพร่ำสอนภิกษุสงฆ์ จงทรงอนุเคราะห์ภิกษุสงฆ์ในบัดนี้ เหมือนกับที่ได้ทรงอนุเคราะห์มาแล้วแต่ก่อนๆ ฉะนั้นเถิด. พระผู้มีพระภาค ทรงรับอาราธนาโดยดุษณีภาพ. ลำดับนั้นแล ท้าวสหัมบดีพรหม ทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงรับอาราธนาแล้ว จึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคกระทำประทักษิณแล้ว อันตร- *ธานไปจากสำนักของพระผู้มีพระภาคนั่นแล. [๑๖๗] ลำดับนั้นแล เป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออก จากที่พักผ่อนแล้ว เสด็จไปยังนิโครธาราม แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูไว้ ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงบันดาล ด้วยอิทธาภิสังขาร ให้ภิกษุเหล่านั้นเกรงกลัว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคจนถึงที่ประทับ ทีละรูป บ้าง สองรูปบ้าง ครั้นแล้วต่างก็ถวายบังคมแล้ว นั่งลง ณ สถานที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้น ภิกษุเหล่านั้น นั่งลงเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาค จึงได้ตรัสพระพุทธวจนะว่า ดูกรภิกษุทั้ง- *หลาย ข้อเลวทรามของการเลี้ยงชีพทั้งหลาย ก็คือการแสวงหาบิณฑบาต. ภิกษุทั้งหลาย ย่อม ได้รับคำแช่งด่าในโลกว่า เป็นผู้มีมือถือบาตรเที่ยวแสวงหาบิณฑบาต. ดูกรภิกษุทั้งหลายก็กุลบุตร ทั้งหลาย เป็นผู้เป็นไปในอำนาจแห่งเหตุ อาศัยอำนาจแห่งเหตุ จึงเข้าถึงความเป็นผู้แสวงหา บิณฑบาตนี้แล ไม่ใช่เป็นคนหนีราชทัณฑ์ ไม่ใช่เป็นคนขอให้โจรปล่อยตัวไปบวช ไม่ใช่เป็น คนมีหนี้ ไม่ใช่เป็นคนมีภัย ไม่ใช่เป็นคนมีอาชีพแร้นแค้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อีกอย่าง หนึ่ง กุลบุตรนี้บวชแล้ว โดยที่คิดเช่นนี้ว่า เราทั้งหลายเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ครอบงำแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีทุกข์ครอบงำแล้ว มีทุกข์ประจำ แล้ว ไฉนหนอ ความทำที่สุดแห่งกองทุกข์ ทั้งมวลนี้ จะพึงปรากฏ. แต่ว่ากุลบุตรนั้น เป็นผู้ มากด้วยอภิชฌา มีราคะกล้าในกามทั้งหลาย มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งใจ อันโทสะประทุษ ร้ายแล้ว มีสติหลงลืม ไม่มีสัมปชัญญะ มีใจไม่เป็นสมาธิ มีจิตหมุนไปผิด ไม่สำรวมอินทรีย์. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวบุคคลผู้เสื่อมแล้ว จากโภคะแห่งคฤหัสถ์ด้วย ไม่ทำประโยชน์ คือ ความเป็นสมณะให้บริบูรณ์ด้วยว่า มีอุปมาเหมือนกับดุ้นฟืนในที่เผาศพ ซึ่งไฟติดทั้งสองข้าง ตรงกลางก็เปื้อนคูถจะใช้เป็นฟืนในบ้านก็ไม่ได้ ฉะนั้น. [๑๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลวิตก ๓ อย่างนี้ คือ กามวิตก ๑ พยาบาทวิตก ๑ วิหิงสาวิตก ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีจิตตั้งมั่นดีแล้วในสติปัฏฐาน ๔ หรือเจริญอนิมิตต- *สมาธิ อกุศลวิตก ๓ อย่างนี้แล ย่อมดับโดยไม่เหลือ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนิมิตตสมาธิควร แท้ ที่จะเจริญจนกว่าจะละอกุศลวิตกนี้ได้. อนิมิตตสมาธิที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก. [๑๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทิฏฐิ ๒ อย่างนี้ คือ ภวทิฏฐิ ๑ วิภวทิฏฐิ ๑. ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย อริยสาวก ผู้ได้สดับแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นในทิฏฐิ ๒ อย่างนั้น ดังนี้ว่า เรายึดถือ สิ่งใด ในโลกอยู่ จะพึงเป็นผู้ไม่มีโทษ สิ่งนั้นมีอยู่บ้างไหม? เธอย่อมทราบชัดอย่างนี้ว่า เรา เรายึดถือสิ่งใดในโลกอยู่ พึงเป็นผู้ไม่มีโทษ สิ่งนั้นไม่มีเลย. เธอย่อมทราบชัดอย่างนี้ ก็เราเมื่อ ยึดถือ พึงยึดถือรูปนั้นเอง เมื่อยึดถือ พึงยึดถือเวทนานั้นเอง เมื่อยึดถือ พึงยึดถือสัญญา นั่นเอง เมื่อยึดถือ พึงยึดถือสังขารนั่นเอง เมื่อยึดถือ พึงยึดถือวิญญาณนั้นเอง ภพพึงมีแก่ เรา เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ชาติมีเพราะภพเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ พึงมีได้ ด้วยประการอย่างนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญ ความข้อนั้นเป็นไฉน รูป ฯลฯ เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง? ภิกษุทั้งหลายกราบทูล ว่า ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตาม เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวของตัวเรา? ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า. พ. เพราะฉะนั้นแหละ ภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Song: The Treasure That Never Fades Inspired by the Ajarasā Sutta

[Verse 1] Gold may rust, And kingdoms fall. But truth and virtue Outshine all. Faith will guide Through every night, Leading hearts Toward t...