เพลง: ปาลิเลยยสูตร เมื่อเห็นความจริงสันติจึงเกิด
เหนือเสียงอันวุ่นวายของจิตใจ
เหนือความฝันที่ผ่านพ้นไป
ความจริงยังส่องประกายอย่างสงบงดงาม
นำพาทุกดวงใจสู่แสงแห่งปัญญา
[Pre-Chorus]
มองเห็นโดยไม่ยึดติด
เรียนรู้โดยไม่หวาดกลัว
เมื่อปัญญาตื่นขึ้น
หนทางก็แจ่มชัด
[Chorus]
เมื่อเห็นความจริง
สันติก็ถือกำเนิด
ดั่งอรุณรุ่ง
หลังพายุผ่านพ้น
ไม่มีมายา
ไม่มีการแบ่งแยก
มีเพียงความเมตตา
เป็นแสงนำทาง
[Verse 2]
ไม่มีตัวตนที่ต้องปกป้อง
ไม่มีกำแพงที่ต้องสร้าง
มีเพียงความกรุณา
ส่องสว่างทุกเส้นทาง
ทุกประเทศ
ทุกผู้คน
จับมือร่วมกัน
ก้าวเดินไปข้างหน้า
[Bridge]
ให้ปัญญาเติบโต
ให้ความเกลียดชังดับลง
ทุกจังหวะของหัวใจ
ขับขานบทเพลงแห่งสันติ
อนาคตร่วมกัน
ท้องฟ้าผืนเดียวกัน
ความหวังจะไม่มีวันเลือนหาย
[Final Chorus]
เมื่อเห็นความจริง
ความหวาดกลัวก็จางหาย
ทุกบาดแผล
สามารถเยียวยาได้
ด้วยหัวใจที่มีสติ
โลกจะกลายเป็น
บ้านแห่งความรัก
ของเราทุกคน
[Outro]
มองเห็นความจริง
ปล่อยวางความทุกข์
มองเห็นความจริง
ความรักยังคงอยู่
มนุษยชาติเดียวกัน
เสรีตลอดกาล
สันติภาพเริ่มต้น
จากความกระจ่างแห่งปัญญา
“ปาลิเลยยสูตร” ชี้ ‘การรู้ตามความเป็นจริง’ คือรากฐานดับอาสวะและความขัดแย้ง นักวิชาการเสนอประยุกต์สู่การสร้างสันติภาพโลกอย่างยั่งยืน
กรุงเทพฯ – หลักธรรมใน ปาลิเลยยสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระสูตรสำคัญที่อธิบายกระบวนการแห่งการดับอาสวะหรือกิเลสอย่างเป็นระบบ โดยชี้ให้เห็นว่าการรู้และเห็นสรรพสิ่งตามความเป็นจริง คือกุญแจสำคัญในการปลดเปลื้องความยึดมั่น และเป็นรากฐานของสันติภาพทั้งในระดับบุคคลและระดับโลก
พระสูตรกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จออกจากเมืองโกสัมพีโดยลำพัง ไปประทับ ณ ป่าปาลิเลยยกะ เพื่อความสงบและการพิจารณาธรรม หลังจากนั้นพระอานนท์พร้อมภิกษุจำนวนมากได้เข้าเฝ้าเพื่อฟังพระธรรมเทศนา โดยมีภิกษุรูปหนึ่งเกิดความสงสัยว่า "บุคคลจะรู้อย่างไร เห็นอย่างไร จึงทำให้อาสวะสิ้นไป"
พระพุทธองค์ทรงตอบด้วยการแสดงหลักธรรมอย่างเป็นลำดับ ตั้งแต่ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 และอริยมรรคมีองค์ 8 พร้อมทรงอธิบายว่า การปฏิบัติธรรมทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อให้เกิด "การรู้" และ "การเห็น" ตามความเป็นจริง มิใช่เพียงความเชื่อหรือความคิดทางปรัชญา
พระสูตรอธิบายว่า ปุถุชนมักหลงยึดถือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ว่าเป็นตัวตน หรือเป็นของตน ซึ่งความเห็นผิดดังกล่าวล้วนเกิดจากอวิชชา ตัณหา และผัสสะ เมื่อมีความยึดมั่นก็เกิดการปรุงแต่ง เกิดภพ ชาติ และทุกข์ตามมาไม่สิ้นสุด
พระพุทธองค์ทรงเน้นว่า แม้ความเห็นสุดโต่งทั้งสองด้าน ได้แก่ ความเห็นว่ามีตัวตนเที่ยงแท้ (สัสสตทิฏฐิ) และ ความเห็นว่าทุกสิ่งสูญสิ้น (อุจเฉททิฏฐิ) รวมถึงความลังเลสงสัยในพระสัทธรรม ล้วนเป็นสังขารที่เกิดจากเหตุปัจจัยทั้งสิ้น เมื่อผู้ปฏิบัติพิจารณาเห็นว่าแม้ตัณหา เวทนา ผัสสะ อวิชชา และสังขารทั้งหลายต่างไม่เที่ยง เป็นของปรุงแต่ง และอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น อาสวะทั้งหลายก็ย่อมดับลงตามลำดับ
นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาและสันติศึกษาระบุว่า หลักธรรมในปาลิเลยยสูตรมีความสอดคล้องกับแนวคิดการสร้างสันติภาพเชิงลึก (Deep Peace) เพราะชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งระดับบุคคล สังคม และระหว่างประเทศ มิได้เกิดจากความแตกต่างเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการยึดมั่นในความคิด อัตลักษณ์ อุดมการณ์ และผลประโยชน์ จนไม่สามารถมองเห็นความจริงร่วมกันได้
ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า หากผู้นำประเทศ นักการเมือง นักธุรกิจ และประชาชนทั่วโลกฝึกการพิจารณาอย่างมีสติ ยอมรับความจริงตามเหตุปัจจัย และลดการยึดติดในอคติและอัตตา จะช่วยลดความหวาดระแวง การแบ่งขั้ว และความรุนแรง พร้อมเปิดพื้นที่แห่งการเจรจา ความเข้าใจ และความร่วมมือระหว่างประเทศได้มากขึ้น
นอกจากนี้ หลักธรรมเรื่อง "การรู้และเห็นตามความเป็นจริง" ยังสามารถประยุกต์ใช้กับการกำหนดนโยบายสาธารณะ การแก้ไขวิกฤตสิ่งแวดล้อม การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างมีจริยธรรม และการสร้างระบบเศรษฐกิจที่คำนึงถึงมนุษย์และสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน
นักวิชาการสรุปว่า ปาลิเลยยสูตร มิใช่เพียงแนวทางดับกิเลสของปัจเจกบุคคล แต่ยังเป็นหลักคิดสากลที่ชี้ว่า สันติภาพโลกจะเกิดขึ้นได้เมื่อมนุษย์เรียนรู้ที่จะมองความจริงเหนืออคติ เหนืออัตตา และเหนือความยึดมั่น เมื่อปัญญาเกิดขึ้น ความขัดแย้งย่อมลดลง และสันติภาพที่ยั่งยืนย่อมเป็นไปได้
English Translation
Pāḷileyya Sutta: Seeing Reality as It Truly Is — The Buddhist Foundation for Lasting World Peace
Bangkok — The Pāḷileyya Sutta, found in the Samyutta Nikaya of the Pali Canon, presents one of Buddhism's most profound teachings on the gradual destruction of mental defilements (āsavas). The Buddha explains that genuine liberation arises through knowing and seeing reality as it truly is, making this teaching highly relevant to contemporary efforts toward sustainable world peace.
The discourse recounts how the Buddha left Kosambi alone and stayed in the Pāḷileyya Forest, where later Venerable Ānanda and many monks came to hear His teachings. A monk silently wondered: "How should one know and see so that the mental defilements gradually come to an end?"
The Buddha responded by explaining the complete path of practice, including the Four Foundations of Mindfulness, Four Right Efforts, Four Bases of Spiritual Power, Five Faculties, Five Powers, Seven Factors of Enlightenment, and the Noble Eightfold Path. These teachings are carefully presented to cultivate wisdom rather than blind belief.
The Buddha further explained that ordinary people mistakenly identify the Five Aggregates—form, feeling, perception, mental formations, and consciousness—as self or belonging to self. Such attachment originates from ignorance, craving, and conditioned contact, perpetuating suffering through repeated cycles of attachment and becoming.
The Sutta also warns against both extremes of eternalism and annihilationism, as well as skeptical doubt regarding the Dhamma. All these views are conditioned formations arising from causes and conditions. By deeply realizing that craving, feeling, contact, ignorance, and all conditioned phenomena are impermanent and dependent on causes, one gradually eliminates the mental defilements.
Peace scholars suggest that this teaching provides a powerful framework for resolving modern conflicts. Many disputes among individuals and nations arise because people cling to identities, ideologies, political beliefs, religions, or national interests as absolute truths.
Applying the wisdom of the Pāḷileyya Sutta encourages leaders and citizens to observe reality without prejudice, reduce ego-centered thinking, and cultivate mindful dialogue. Such an approach can transform division into understanding, hostility into cooperation, and conflict into lasting peace.
Ultimately, the Pāḷileyya Sutta teaches that lasting world peace begins with seeing reality clearly. When wisdom replaces ignorance and compassion overcomes attachment, humanity can build a future founded on justice, harmony, and sustainable peace.
เพลง (Song)
ชื่อภาษาไทย
"เมื่อเห็นความจริง สันติจึงเกิด"
English Title
"When Truth Is Seen, Peace Is Born"
Verse 1
Beyond the voices of the mind,
Beyond the dreams we leave behind.
Truth is shining, calm and bright,
Leading every heart to light.
Pre-Chorus
See without clinging,
Know without fear.
Wisdom awakens,
The pathway is clear.
Chorus
When truth is seen,
Peace is born.
Like the sunrise
After every storm.
No illusion,
No divide.
Only compassion
As our guide.
Verse 2
No self to defend,
No walls to raise.
Only kindness
Lighting every way.
Every nation,
Every land,
Can walk together,
Hand in hand.
Bridge
Let wisdom grow,
Let hatred cease.
Every heartbeat
Sings of peace.
One shared future,
One shared sky,
Hope will never die.
Final Chorus
When truth is seen,
Fear will fade.
Every wound
Can be remade.
With mindful hearts,
The world shall be
A home of love,
For you and me.
Outro
See the truth...
Release the pain.
See the truth...
Love remains.
One humanity,
Forever free.
Peace begins
With clarity.
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๙. ปาลิเลยยสูตร ว่าด้วยการรู้เห็นที่ทำให้สิ้นอาสวะ [๑๗๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนครโกสัมพี. ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาค ทรงผ้าอันตรวาสก ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้า ไปยังพระนครโกสัมพีเพื่อบิณฑบาต ครั้นเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในพระนครโกสัมพีแล้ว ในเวลา ปัจฉาภัต เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ทรงเก็บงำเสนาสนะด้วยพระองค์เอง ทรงถือบาตรและ จีวร มิได้รับสั่งเรียกพวกภิกษุที่เป็นอุปัฏฐาก มิได้ตรัสอำลาพระภิกษุสงฆ์ พระองค์เดียวไม่มี เพื่อนเสด็จหลีกไปสู่ที่จาริก. [๑๗๑] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จไปแล้วไม่นาน ได้เข้าไป หาท่านพระอานนท์จนถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า มาเถอะท่านพระอานนท์ พระผู้มีพระภาคทรงเก็บงำเสนาสนะด้วยพระองค์เอง ทรงถือบาตรและจีวร มิได้ทรงรับสั่งเรียก พวกภิกษุที่เป็นอุปัฏฐาก มิได้ตรัสอำลาพระภิกษุสงฆ์ พระองค์เดียว ไม่มีเพื่อน เสด็จไปสู่ที่ จาริก. ท่านพระอานนท์ได้ตอบว่า อาวุโส สมัยใด พระผู้มีพระภาค ทรงเก็บงำเสนาสนะ ด้วยพระองค์เอง ทรงถือบาตรและจีวร มิได้ทรงรับสั่งเรียกพวกภิกษุที่เป็นอุปัฏฐาก มิได้ตรัส อำลาภิกษุสงฆ์ พระองค์เดียว ไม่มีเพื่อน เสด็จหลีกไปสู่ที่จาริก สมัยนั้น พระผู้มีพระภาค ย่อมทรงพระประสงค์ ที่จะประทับแต่พระองค์เดียว สมัยนั้น พระผู้มีพระภาค ย่อมเป็นผู้อัน ใครๆ ไม่พึงติดตาม. [๑๗๒] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค เสด็จเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ เสด็จถึงป่าปาลิ- *เลยยกะ. ข่าวว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โคนไม้รังอันเจริญ ในป่าปาลิเลยยกะนั้น. ครั้งนั้นแล ภิกษุมากรูปด้วยกัน ได้เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ครั้นแล้วต่างก็สนทนา ปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้นผ่านการปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว ได้พากันกล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ท่านอานนท์ นานแล้ว ที่พวก ผมได้สดับธรรมีกถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ท่านอานนท์ พวกผมปรารถนาที่จะสดับธรรมี- *กถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค. ลำดับนั้นแล ท่านพระอานนท์พร้อมกับภิกษุเหล่านั้น พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ณ โคนไม้รังอันเจริญ ในป่าปาลิเลยยกะ ครั้นแล้ว ต่างถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคทรง ยังภิกษุเหล่านั้น ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา. [๑๗๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง ได้เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นว่า เมื่อบุคคล รู้อย่างไร เห็นอย่างไรหนอ อาสวะทั้งหลาย จึงสิ้นไปโดยลำดับ? พระผู้มีพระภาค ทรงทราบ ความปริวิตกแห่งใจของภิกษุนั้น ด้วยพระทัย จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เราแสดงธรรมด้วยการเลือกเฟ้น แสดงสติปัฏฐาน ๔ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดง สัมมัปปธาน ๔ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดงอิทธิบาท ๔ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดงอินทรีย์ ๕ ด้วย การเลือกเฟ้น แสดงพละ ๕ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดงโพชฌงค์ ๗ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดง อริยมรรคมีองค์ ๘ ด้วยการเลือกเฟ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้แสดงธรรม ด้วยการเลือกเฟ้น เช่นนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันเราแสดงแล้ว ด้วยการเลือกเฟ้นเช่นนี้ เออก็มีภิกษุบางรูป ในธรรมวินัยนี้ ยังเกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นว่า เมื่อบุคคลรู้ได้อย่างไร เห็นอย่างไรหนอ อาสวะทั้งหลาย จึงสิ้นไปโดยลำดับ. [๑๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้ได้อย่างไร เห็นอย่างไร อาสวะทั้งหลาย จึงสิ้นไปโดยลำดับ? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ทั้งหลาย ไม่ฉลาดในอริยธรรม มิได้รับแนะนำในอริยธรรม ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาด ในสัปปุริสธรรม ไม่ได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไร เป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขาร นั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชา สัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง ปัจจัยปรุง แต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ แม้อย่างนี้ เห็นอยู่ อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ. [๑๗๕] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย แต่ว่าตามเห็นตนมีรูป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นเป็นสังขาร. ก็สังขารนั้นมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็น เครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชา สัมผัส ถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุง แต่ง อันอาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ แม้อย่างนี้ เห็นอยู่ อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ. [๑๗๖] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ย่อมไม่ตามเห็นตนมีรูป แต่ว่าตามเห็นรูปในตน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแลเป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มี อะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกร ภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้ แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ. [๑๗๗] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ย่อมไม่ตามเห็นตนมีรูป ย่อมไม่ตามเห็นรูปในตน แต่ว่าตามเห็นตนในรูป. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้นเกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้ แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนา นั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ. [๑๗๘] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ย่อมไม่ตามเห็นตนมีรูป ย่อมไม่ตามเห็นรูปในตน ย่อมไม่ตามเห็นตนในรูป แต่ว่าตามเห็นเวทนา โดยความเป็นตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมีเวทนา ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นเวทนาตนใน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนใน เวทนา ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมีสัญญา ฯลฯ แต่ว่า ตามเห็นสัญญาในตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนในสัญญา ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นสังขาร โดยความ เป็นตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมีสังขาร ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นสังขารในตน ฯลฯ แต่ว่าตาม เห็นตนในสังขาร ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมี วิญญาณ ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นวิญญาณในตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนในวิญญาณ. ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่อง ก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้สัมผัสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดย ลำดับ. [๑๗๙] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นเวทนา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสังขาร โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ แต่ว่าเป็นผู้มี ทิฏฐิ เช่นนี้ ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรม. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทิฏฐิความเห็นว่าเที่ยงเช่นนั้น เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ. [๑๘๐] ปุถุชนย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นเวทนา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสังขาร โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ เช่นนี้ ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความ ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา แต่ว่าเป็นผู้มีทิฏฐิ เช่นนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขารของเราไม่พึงมี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มีทิฏฐิความเห็นว่าขาดสูญเช่นนั้นเป็น สังขาร. ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลแม้รู้อยู่อย่างนี้ เห็น อยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ. [๑๘๑] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่เห็นเวทนา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสังขาร โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ เช่นนี้ ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความ ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา และเป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ เช่นนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขารของเราไม่พึง มี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี แต่ว่ายังเป็นผู้มีความสงสัย เคลือบแคลง ไม่แน่ใจใน สัทธรรม. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความเป็นผู้มีความสงสัย เคลือบแคลง ไม่แน่ใจในสัทธรรม เช่นนั้นเป็นสังขาร. ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็น กำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชน ผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้อง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วย ประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดนั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลแม้รู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดย ลำดับ.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น