วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2565

ผู้ตรวจพช.เขต13เยี่ยมโคก หนอง นาหนองกี่บุรีรัมย์

วันที่ 1 กันยายน 2565 นางสงวน มะเสนา ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน เขตตรวจราชการที่ 13 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ติดตามภารกิจสำคัญของกรมการพัฒนาชุมชนประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 มอบนโยบายและติดตามการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 โดยมีนายอร่าม พลชุมแสง ผู้ช่วยผู้อำนวยการกลุ่มงานสารสนเทศการพัฒนาชุมชน พัฒนาการอำเภอหนองกี่ ผู้บริหารท้องที่ ผู้บริหารท้องถิ่น ให้การต้อนรับ


โดยจุดแรก คณะได้ลงพื้นที่ บ้านโนนสวรรค์ หมู่ที่ 3 ตำบลโคกสูง อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ ติดตามโครงการสัมมาชีพชุมชน กลุ่มเลี้ยงจิ้งหรีด โดยกลุ่มมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เช่น น้ำพริกจิ้งหรีด ข้าวเกรียบจิ้งหรีด จิ้งหรีดนึ่ง ส่งจำหน่ายที่อำเภอลำลูกกาและอำเภอหนองกี่ โดยกลุ่มกำลังดำเนินการปรับปรุงโรงเลี้ยงจิ้งหรีดเพื่อให้ได้มาตรฐาน GMP


นอกจากนี้ได้มีการลงพื้นที่ บ้านคูขาด หมู่ที่ 2 ตำโคกสูง อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ ติดตามกลุ่มทอผ้าไหมบ้านคูขาด ที่กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีเพื่อไปทอผ้าไหม โดยเน้นให้กลุ่มวิเคราะห์ต้นทุน วิเคราะห์การตลาด ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ก่อนลงพื้นที่ ศูนย์เรียนรู้โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา แปลง ของนายบุญน้อม กลางสวัสดิ์ บ้านตะกรุมทอง หมู่ที่ 3 ตำบลโคกสว่าง อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ ในพื้นที่ 3 ไร่ โดยดำเนินการ ตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ ทั้งปลูกไม้ 5 ระดับ ผักสวนครัว ปลูกอ้อยคั้นน้ำ เลี้ยงปลา เพาะกล้าไม้จำหน่ายจนสามารถเลี้ยงสมาชิกในครัวเรือน นำไปจำหน่าย สร้างรายได้ เดือนละ 10,000 บาท โดยสามารถเป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับผู้สนใจเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน ได้ชื่นชมและให้กำลังใจครัวเรือนในการพัฒนาพื้นที่แปลง โคก หนอง นา จนเป็นศูนย์เรียนรู้ เป็นต้นแบบให้แก่คนในชุมชน อันจะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายโคก หนอง นา ระดับอำเภอต่อไป


ข้อมูลข่าวและที่มา https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220901224018402


คลอดแล้ว! แบบ"พุทธอารยเกษตร" ต้นแบบการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพอเพียง



วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2565    เพจพระปัญญาวชิรโมลี นพพร เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ได้โพสต์ข้อความว่า  กฐินสามัคคีซื้อที่ดินถวายวัดป่าศรีแสงธรรม 51 ไร่ ๆ ละ 1.2 แสนบาท

ศูนย์การเรียนรู้วัดป่าศรีแสงธรรมได้ดำเนินการพัฒนาวัด พัฒนาคน พัฒนาชุมชน ตามหลัก “บวร” คือบ้าน วัด โรงเรียนและราชการ เป็นแนวทางการพัฒนาคนในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ให้ความรู้คู่คุณธรรมกับนักเรียน ให้ความรู้คู่คุณธรรมนำสู่สัมมาชีพให้กับคนในชุมชน และเป็นโมเดลต้นแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก สอดรับกับนโยบาย BCG Economy ของการพัฒนาประเทศชาติ เป็นเกษตรอินทรีย์วิถีธรรม ในแปลงพระราชทานโคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง (วัดป่าศรีแสงธรรม) 20 ไร่ และ 15 ไร่ รวมเป็น 35 ไร่ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ชุมชน เป็นแหล่งอาหารให้กับ 200 กว่าคนในแต่ละวันในโรงเรียนศรีแสงธรรม และเผื่อแผ่ไปตามวัดวาอารามต่าง ๆ เพื่อให้ความอนุเคราะห์ สงเคราะห์ เกื้อกูลญาติโยมที่มาสัมผัสสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน



พื้นที่ขยายใหม่รวมเป็น 91 ไร่ เบื้องต้นจะทำเป็นอุทยานธรรมเพื่อการเรียนรู้สู่การพัฒนาให้ชื่อว่า “พุทธอารยเกษตร” นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย รศ.วรวรรณ โรจน์ไพบูลย์ และผศ.พิเชษฐ์ โสวิทยสกุล และทีงานจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังช่วยดูแลการออกแบบพื้นที่เป็นเชิงเกษตรพอเพียง ปลูกป่าปลูกผักระยะเริ่มต้น ควบคู่กับสถานปฏิบัติธรรมที่สงบสงัดวิเวก เหมาะแก่การบำเพ็ญสมณธรรม ให้กับพุทธศาสนิกชน และผู้ที่สนใจทั่วไปทั้งไทย และต่างประเทศ 


พุทธอารยเกษตรเป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพอเพียง ให้โคกอีโด่ยวัลเล่ย์เป็นศูนย์กลางการพัฒนาพื้นที่โดยรอบของบริเวณนี้ มีแหล่งน้ำ ป่าชุมชน และที่ทำกินของชาวบ้านที่สนใจยกระดับคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา โมเดล สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน และเตรียมพร้อมสำหรับยกระดับการศึกษาของเด็ก ๆ นักเรียนที่นี่และนักเรียนที่สนใจศึกษาในระดับอุดมศึกษา อาจจะร่วมเปิดหลักสูตรกับจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในการเปิดหลักสูตรปริญญาตรีสาขาการจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ในโคกอีโด่ยแห่งนี้ เช่นสาขาการจัดการพลังงาน การแปรรูป การตลาด การบัญชี การจัดการผลิต การจัดการท่องเที่ยว  หรือสาขาอื่น ๆ อีกมากมาย



การแสวงหาทรัพย์สมบัติมากมายแค่ไหนก็อยู่กับเราได้แค่วันตาย ไม่รู้ทรัพย์สินเงินทองที่หามาไว้จะเปลี่ยนไปหาใครบ้าง แต่การสร้างสาธารณะประโยชน์ การซื้อที่ดินถวายวัดจะเป็นสมบัติติดตัวเราไปทุกภพทุกชาติ ไม่ได้เปลี่ยนมือไปไหน เป็นการสร้างอริยทรัพย์ให้ยังอยู่คู่กับพระศาสนาสืบต่อไป เมื่อเราให้ทั้งคุณธรรมทั่งความรู้ย่อมเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ในการสร้างอุทยานธรรมะ พุทธอารยเกษตร เพราะผู้มีปัญญา ย่อมหาทรัพย์ได้ การให้ธรรมะ(วิชา) ชนะการให้ทั่งปวง



จึงขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพกฐินซื้อที่ดินถวายวัดป่าศรีแสงธรรม 51 ไร่ 6.12 ล้านบาท เพื่อเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมโคก หนอง นา วัดป่าศรีแสงธรรม บ.ดงดิบ ต.ห้วยยาง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ท่านที่จะบริจาคเป็นไร่ ๆละ 120,000 บาท หรืองานละ 30,000 บาท หรือตามกำลังศรัทธา

ท่านสามารถร่วมบริจาคได้ที่

บัญชี วัดป่าศรีแสงธรรม

ธ.กรุงไทย สาขาโขงเจียม

338 049 7789

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 086 233 1345 

ขออนุโมทนาขอบคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้

1 กันยายน 2565


มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานมหกรรมมหิดลเพื่อสังคม ชุมชนเมืองสุขภาพดี

 มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานมหกรรมมหิดลเพื่อสังคม   ชุมชนเมืองสุขภาพดี 

 

มหาวิทยาลัยมหิดล ต่อยอดสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและพื้นที่แห่งการแบ่งปันและเผยแพร่เพื่อสื่อสารความตั้งใจในการส่งเสริมให้เกิดการตระหนักรู้ของคนในสังคมทุกมิติ จึงจัดงานมหกรรมมหิดลเพื่อสังคม MU Social Engagement Forum 2022 (MUSEF 2022) ในหัวข้อ “Healthy Together ชุมชนเมืองสุขภาพดี” ผ่านการพูดคุยถึงสถานการณ์ การจัดการ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย สร้างการมีส่วนร่วมในการต่อยอดความรู้แขนงต่าง ๆ ระหว่างนักวิจัย บุคลากรภาคสังคม ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายและบุคคลทั่วไป ให้สามารถร่วมกันสร้างผลกระทบทางสังคม (Social Impact) ให้ขยายออกไปในวงกว้าง และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเกิดงานเสวนาขึ้นในวันอังคารที่ 27 กันยายน 2565 ณ มหิดลสิทธาคาร และศูนย์ประชุมและอาคารจอดรถมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา


ศาสตราจารย์ นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้ว่า “มหาวิทยาลัยมหิดลจัดงานมหกรรมมหิดลเพื่อสังคม หรือ Mahidol University Social Engagement Forum ที่เรียกชื่อย่อว่า MUSEF ขึ้น ด้วยเจตนารมณ์ที่ต้องการสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างคณาจารย์ นักวิจัย ประชาชนที่สนใจ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบาย สนับสนุนให้เกิดการนำผลงานวิชาการหรือผลงานวิจัยจากอาจารย์และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยไปสู่การเป็นนโยบายชี้นำสังคม รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการผลักดันกระบวนการเชิง Policy Advocacy ในประเด็นต่าง ๆ อาทิ ประเด็นด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ชุมชน เด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ ตลอดจนประเด็นอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม


งานมหกรรมมหิดลเพื่อสังคมครั้งนี้เป็นการจัดครั้งที่ 2 ซึ่งปีนี้สถานการณ์โควิดคลี่คลายลง จึงเป็นโอกาสดีมากที่นักวิชาการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบาย ภาคประชาสังคม รวมถึงประชาชนทั่วไปจะได้เข้ามาร่วมงานและชมกิจกรรมในพื้นที่ได้ ซึ่งงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย มาร่วมแบ่งปันองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ โดยหวังว่างานมหกรรมมหิดลเพื่อสังคมจะเป็นการสานต่อผลงานวิชาการจากมหาวิทยาลัยที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายทุกภาคส่วน ก่อให้เกิดประโยชน์กับชุมชน สังคมและประเทศให้ได้มากที่สุด ตลอดจนเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนงานวิชาการที่จะไปนำไปสู่การเป็นนโยบายที่จะช่วยแก้ปัญหาประเทศได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย”


อีกทั้งยังมี รองศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรสมภพ ประธานธุรารักษ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและบริการวิชาการ, รองศาสตราจารย์ ดร.ชะนวนทอง ธนสุกาญจน์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมสุขภาพมหานคร (ศสม.) และอดีตคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทพญ.วรณัน ประพันธ์ศิลป์ ภาควิชาทันตกรรมเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ก.บ.ศุภลักษณ์ เข็มทอง สาขาวิชากิจกรรมบำบัด คณะกายภาพบำบัด กล่าวถึงรายละเอียดและกิจกรรมที่น่าสนใจในงานมหกรรมมหิดลเพื่อสังคม โดยภายในงานจะได้พบกับการเสวนาจากเหล่าผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ


การบรรยายพิเศษเรื่อง “มหาวิทยาลัยเพื่อสังคม: Local Actions for Global Impact” โดย คุณหญิงลักษณาจันทร เลาหพันธุ์ กรรมการสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล

การเสวนาเรื่อง “สุขภาพเมือง: ความท้าทายและแนวทางการแก้ปัญหา” (Urban Health: Challenges and Potential Solutions) โดยมี 1) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2) ศาสตราจารย์ นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และ 3) รองศาสตราจารย์ ดร.ชะนวนทอง ธนสุกาญจน์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมสุขภาพมหานคร (ศสม.) และอดีตคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์

การเสวนาประเด็นสุขภาวะคนเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนระหว่างนักวิจัยและคนทำงานภาคสังคม โดยมีหัวข้อดังนี้ 1) “ดูแลสุขภาพปากและฟันของลูกรัก” 2) “ทำอย่างไรให้ห่างไกลโรคฮิตคนทำงาน: office syndrome” 3) “ยุงร้าย : ภัยคนเมือง” และ 4) “Urban citizenship for inclusive & sustainable cities: เมืองสำหรับทุกคน”

และกิจกรรมอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น กิจกรรมเวิร์คช็อปติดอาวุธผ่านเครื่องมือและแนวคิดใหม่ ๆ รวมไปถึงการรับแรงบันดาลใจจากโครงการวิจัยที่ถูกนำไปพัฒนาต่อยอดกับพื้นที่ต่าง ๆ จนเกิดการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่นำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงและสร้างผลกระทบทางสังคมได้


งานมหกรรมมหิดลเพื่อสังคม MU Social Engagement Forum 2022 (MUSEF 2022) ในหัวข้อ “Healthy Together ชุมชนเมืองสุขภาพดี” จะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 27 กันยายน 2565 ณ มหิดลสิทธาคาร และศูนย์ประชุมและอาคารจอดรถมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จ.นครปฐม


https://mgronline.com/qol/detail/9650000084190

พรรคก้าวไกลเย้ย! นี้นอกระบบ ปัญหาเรื้อรังที่รัฐบาลไม่มีปัญญาแก้

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2565   เพจพรรคก้าวไกล - Move Forward Party ได้โพสต์ภาพและข้อความว่า  หนี้นอกระบบ ปัญหาเรื้อรังที่รัฐบาลไม่มีปัญญาแก้   

ปัญหาหนี้นอกระบบของประเทศไทยในขณะนี้ รุนแรง ลุมลาม หยั่งลึก ทำลายชีวิต ทรัพย์สิน ของพี่น้องประชาชน ครอบครัวจำนวนมหาศาล

 

การบริหารประเทศที่ล้มเหลวของรัฐบาลทหารและสืบทอดอำนาจกว่า 8 ปี ทำให้เกิดความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจขึ้นภายในประเทศอย่างรุนแรง ซ้ำประเทศไทยยังถูกซ้ำเติมจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และสถานการณ์วิกฤตพลังงานจากสงคราม ทำให้คนไทยจำนวนมากจึงต้องเข้าสู่วงจรของหนี้นอกระบบ

 

ความพยายามแก้ปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาลที่ผ่านมาถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เห็นได้การอนุมัติสินเชื่อเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของธนาคารออมสินตามนโยบายรัฐบาล ในปี 2564 มีการอนุมัติสินเชื่อช่วยประชาชนปลดหนี้เพียง 70 ล้านบาท จากก้อนเงินปัญหาหนี้นอกระบบทั้งประเทศที่ประมาณการเอาไว้ว่ามีถึง 85,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง 0.08%

 

สาเหตุที่การให้สินเชื่อตามนโยบายรัฐมีน้อย เพราะยุ่งยากในการขอสินเชื่อ เช่น การขอให้ลูกหนี้ส่งข้อมูลของเจ้าหนี้นอกระบบ (เช่น สำเนาบัตรประชาชน) ให้กับธนาคาร ซึ่งแน่นอนว่าลูกหนี้คงทำตามได้ยาก

 

สำหรับวิธีการแก้ปัญหา พรรคก้าวไกลเราได้เสนอทางออกทั้งในระยะสั้น และเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ต้นตอของปัญหาด้วยนโยบายระยะยาว เพื่อไม่ให้ปัญหากลับมาวนซ้ำ ไม่ว่าจะเป็น


รัฐบาลนำโดยตำรวจและกรมสรรพากรจะต้องช่วยลูกหนี้เจรจากับเจ้าหนี้นอกระบบ เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็นธรรมตามกฎหมาย เจรจากับหนี้นอกระบบให้หักลบดอกเบี้ยและค่าปรับที่จ่ายเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไปหักกับเงินต้น

เร่งผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. ล้มละลาย ฉบับก้าวไกล จากเดิมที่รองรับการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้สินเฉพาะธุรกิจให้ขยายรวมถึงบุคคลธรรมดา และจำนวนมูลหนี้จากเดิมที่กำหนดว่าต้อง 1 ล้านบาทขึ้นไปถึงจะเจรจาได้ เปลี่ยนเป็นไม่มีเพดานขั้นต่ำในการให้ลูกหนี้ขอเจรจาปรับโครงสร้างหนี้

เพิ่มช่องทางให้ประชาชนธรรมดาเข้าถึงสินเชื่อในระบบมากขึ้น ซึ่งมาตรการที่เราอาจทำได้ เช่น

- วงเงินรีไฟแนนซ์ สินเชื่อในระบบ 10,000 ล้านบาท โดยธนาคารออมสิน

- วงเงินฉุกเฉิน ในแอพเป๋าตังค์ 10,000 บาท/ราย ได้เงินทันที ติดเครดิตบูโรก็กู้ได้

- หวย SMEs ซื้อสินค้า/บริการ SMEs สะสมครบ 500 บาท ผ่านแอพเป๋าตัง ได้สลากฯ 1 ใบ ข้อมูลรายได้จากแอพเป๋าตัง สามารถใช้แสดงเป็นรายได้ยื่นขอกู้สถาบันการเงินได้

- จัดทำกฎหมายปล่อยสินเชื่อขนาดเล็กมาก (Pico finanace) เพื่อจูงใจให้เจ้าหนี้นอกระบบ ขึ้นบนดิน เป็นเจ้าหนี้ในระบบที่คิดดอกเบี้ยกับประชาชนต่ำลง 

ปัญหาหนี้นอกระบบ รัฐบาลและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ก็รู้สถานการณ์ความรุนแรงดี แต่ทำไมยังมีแก๊งเงินกู้อยู่ทั่วไปอย่างเปิดเผย ลอยนวลอยู่ได้ บางเวลาก็จับ ทลายออกข่าวใหญ่โต บางเวลาก็ไม่มีการดำเนินการใด ทำไมมีบางรายโดนจับ บางรายไม่โดนจับ จะทำการอุกอาจแบบนั้นได้ ก็ต้องมีทหาร ตำรวจ นักการเมือง ข้าราชการระดับสูงอยู่เบื้องหลัง พวกเราหว่งว่ารัฐบาลในอนาคตจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาเพื่อไม่ให้มีใครมาขูดเลือดขูดเนื้อ แสวงหาผลประโยชน์ ทำนาบนหลังประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้อีกต่อไป

 

#ก้าวไกล #หนี้นอกระบบ



 


สหรัฐฯ - จีน ตีกันยกใหม่ สั่งจำกัดการขายชิปชุดฝึก AI ให้ประเทศจีน

รัฐบาลสหรัฐฯ ได้กำหนดข้อจำกัดการส่งออกใหม่สำหรับชิปคอมพิวเตอร์ระดับไฮเอนด์ที่ใช้ในการวิจัยปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) โดยอ้างถึงการใช้งานทางการทหารสำหรับเทคโนโลยีดังกล่าว ผู้ผลิตชั้นนำสองราย อย่าง Nvidia และ AMD ถูกบล็อกไม่ให้ขายชิปบางตัวไปยังจีนและรัสเซีย


โดยข้อจำกัดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ต่อเนื่องของสหรัฐอเมริกาในการจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอำนาจคู่แข่ง


Nvidia และ AMD เปิดเผยถึงข้อจำกัดใหม่ที่ออกโดยรัฐบาลสหรัฐฯ ทาง Nvidia ได้ระบุเอาไว้ว่า ในการยื่นเรื่องกฎระเบียบว่าการแบนส่งผลกระทบต่อ A100 และ H100 GPUs เพราะทางรัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวกับ Nvidia ว่า มีความประสงค์ที่จะ "จัดการกับความเสี่ยงที่ผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมอาจถูกนำไปใช้หรือปรับไปใช้ 'เพื่อทางการทหาร' หรือ 'ถูกใช้โดยทหาร' ในประเทศจีนและรัสเซีย" และทาง AMD ยืนยันว่า ชิปตัวเร่ง MI250 ก็ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดใหม่เช่นกัน


Nvidia ตั้งข้อสังเกตว่า การห้ามดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อยอดขายประมาณ 400 ล้านดอลลาร์ (14,694 ล้านบาท) ที่คาดการณ์ไว้ในประเทศจีนในช่วงไตรมาสที่สามของปี และกล่าวว่า อาจขอใบอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อขายชิปเหล่านี้ให้กับลูกค้าบางราย แต่ "ไม่มีหลักประกันว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะให้ข้อยกเว้นใด ๆ" จากการประกาศข้อจำกัดดังกล่าวส่งผลให้หุ้นของ Nvidia ร่วงลงมากกว่า 6%


สหรัฐอเมริกาไม่ได้ให้รายละเอียดที่แน่นอนเกี่ยวกับเกณฑ์ที่ใช้ในการกำหนดเป้าหมายชิป แต่ A100, H100 และ MI250 ทั้งหมดครองตลาดชิป AI ระดับบนสุด ระบบเหล่านี้ใช้ในการฝึกอบรมแอพพลิเคชั่นการเรียนรู้ของเครื่องตั้งแต่การจดจำใบหน้าไปจนถึงการสร้างข้อความ และยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐใช้พวกเขาเพื่อสร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ภายในองค์กรเพื่อการวิจัยและพัฒนา ตัวอย่างเช่น Meta ได้สร้าง "ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ AI" ที่ขับเคลื่อนโดยชิป Nvidia A100 หลายพันตัว


ไม่มีปัญหาที่ชิปตัวเดียวกันนี้สามารถใช้สำหรับการวิจัยทางทหารได้ ตัวอย่างเช่น การฝึกอบรมระบบกำหนดเป้าหมายอัตโนมัติสำหรับโดรนหรือระบบจดจำใบหน้าที่จีนใช้เพื่อสอดส่องประชากร


ในอดีต บุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ได้เตือนถึงความสามารถด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นของจีน ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติสหรัฐฯ ในรายงานที่เผยแพร่เมื่อปีที่แล้ว อีริค ชมิดท์ (Eric Schmidt) ซีอีโอของ Google อ้างว่า "สหรัฐฯ ไม่ได้เตรียมที่จะป้องกันหรือแข่งขันในยุค AI"


อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ ได้กล่าวว่าการแข่งขัน AI ระหว่างสหรัฐฯ และประเทศจีน ไม่ถือเป็นการแข่งขันทางอาวุธ และวาทศิลป์ดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อทั้งความสัมพันธ์ทางการฑูตและการพัฒนาเทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิงอย่างปลอดภัย


กระทรวงพาณิชย์ของจีนตอบสนองต่อการสกัดกั้นดังกล่าว โดยระบุว่า ข้อจำกัดดังกล่าวจะ "ขัดขวางการแลกเปลี่ยนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างประเทศ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก"


ในขณะที่ กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่า การห้ามดังกล่าวเป็นเรื่องปกติของความต้องการของสหรัฐฯ สำหรับ "อำนาจนิยมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี"


https://www.springnews.co.th/digital-tech/technology/829265


"คลัง-แบงก์ชาติ" เปิดมหกรรมแก้หนี้ครัวเรือน ปักหมุดแก้ปัญหาครอบคลุมระยะสั้น-ยาว

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2565 นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ : มีหนี้ต้องแก้ไข เริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนให้ครอบคลุมทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยแบ่งเป็น ระยะที่ 1. การแก้หนี้เดิม ซึ่งเป็นมหกรรมออนไลน์ ระหว่างวันที่ 26 ก.ย.–30 พ.ย. 2565 โดยจะดำเนินการร่วมกับระหว่างธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ และนอนแบงก์ ซึ่งปัจจุบันมีเจ้าหนี้ตอบรับเข้าร่วมแล้ว 56 แห่ง ทั้งเจ้าหนี้สินเชื่อบัตรเครดิต-สินเชื่อบุคคล สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อที่โอนไป บบส. สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ และสินเชื่อทุกประเภทของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ และระยะที่ 2. แก้หนี้เดิมของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ระหว่างพ.ย. 65- ม.ค. 66 ซึ่งเป็นมหกรรมแบบสัญจรทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และ 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ


ทั้งนี้ สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในปัจจุบันอยู่ในระดับสูง แต่รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้กำหนดให้ปี 2565 เป็นปีแห่งการแก้หนี้ครัวเรือน และที่ผ่านมาได้มีการทำงานควบคู่กับ ธปท. ในการวางแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1. แก้ไขปัญหาหนี้สินที่มีอยู่เดิม โดยตามแนวทางของคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย ด้วยการลดภาระให้สอดคล้องกับรายได้ แก้ไขหนี้แบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย แบ่งเป็น ลูกหนี้ กยศ. ลูกหนี้สถาบันการเงิน ลูกหนี้เช่าซื้อ ลูกหนี้ข้าราชการ ลูกหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล และผู้ที่ประสบปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน


“ที่ผ่านมาธนาคารเฉพาะกิจของรัฐได้ดำเนินการพักหนี้ไปแล้วประมาณ 10 ล้านราย มูลหนี้ 4.5-5 ล้านล้านบาท และมีลูกหนี้อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้ 3.5 ล้านราย มูลหนี้ 1.3 ล้านล้านบาท และมีลูกหนี้เข้าข่ายขอรับความช่วยเหลืออีกราว 2 ล้านราย ขณะเดียวกัน กยศ. ยังได้ชะลอการฟ้องร้องกว่า 3.4 แสนบัญชี ส่วนหนี้ครู ก็ได้มีการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้สหกรณ์ครูเหลือไม่เกิน 5% ปรับปรุงหลักเกณฑ์การตัดจ่ายเงินเดือนให้ครูเหลือเงินเดือนไม่ต่ำกว่า 30% เป็นต้น” นายพรชัย กล่าว


2. สร้างรายได้เพื่อลดปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะยาว ผ่านการให้สินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพเพิ่มเติม โดยการสร้างรายได้เพิ่มเติมเพื่อลดปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะยาว ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และ 3. สร้างภูมิคุ้มกันด้วยการสร้างทักษะทางการเงิน โดยการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการสร้างทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ซึ่งมีเป้าหมายครอบคลุมทุกช่วงวัย ด้วยการสร้างความตระหนักรู้ สร้างทักษะ และสร้างระบบนิเวศน์ด้านการพัฒนาทักษะทางการเงิน


นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ที่ผ่านมาเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวเป็นบวกติดต่อกัน 3 ไตรมาส แม้จะมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง ทำให้ลูกหนี้ที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ยังจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างตรงจุด เพื่อให้การฟื้นตัวเศรษฐกิจไม่สะดุด ซึ่งปัญหาหนี้สินครัวเรือนถือเป็นประเด็นสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19 แม้เศรษฐกิจเป็นตัวหลักที่ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีเร่งขึ้นจาก 80% ณ สิ้นปี 2562 เป็น 89.2% ในไตรมาสที่ 1/2565


“ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าหนี้ครัวเรือนทั้งหมดไม่ได้น่ากังวลทั้งหมด ต้องแยกว่าเป็นหนี้ประเภทใดบ้าง เป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้และอาชีพ สินเชื่อใดที่คิดว่าเป็นสินทรัพย์ที่เพิ่มคุณภาพชีวิต เช่น หนี้ยานพาหนะ หนี้ที่อยู่อาศัย ถือว่าเป็นหนี้สินที่ใช้ประโยชน์ในการดำรงชีพได้ แต่หนี้ในส่วนที่กังวลใจ เกี่ยวกับหนี้สินส่วนบุคคล หนี้สินเพื่อการบริโภค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะสั้น ดอกเบี้ยสูง อาทิ หนี้บัตรเครดิต หนี้ส่วนบุคคล ซึ่งมีสัดส่วน 28%” นายรณดล กล่าว


นายรณดล กล่าวอีกว่า ในช่วงโควิด-19 การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนจึงต้องดูให้สมดุล โดยลูกหนี้ต้องได้รับสภาพคล่องที่จำเป็น แต่ต้องดูไม่ให้ไม่เกิดเป็นแผลทางการเงิน ดังนั้น ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงดำเนินการช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง ผ่าน 4 มาตรการหลัก คือ 1. แก้หนี้เดิม โดยการปรับโครงสร้างหนี้ มีการดำเนินการแล้ว 3.89 ล้านบัญชี มูลหนี้ 2.98 ล้านล้านบาท 2. เติมเงินใหม่ ผ่านพรก.ซอฟท์โลน และสินเชื่อฟื้นฟู มีลูกหนี้ได้รับสภาพคล่อง 1.33 แสนราย วงเงิน 3.24 แสนล้านบาท และล่าสุดมีการปรับปรุงเงื่อนไขสินเชื่อฟื้นฟูเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจที่มีความพร้อมให้สามารถลงทุนเพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจ ให้ทันกระแสดิจิทัลและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม 3. ให้คำปรึกษา ผ่านโครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน และ 4. เสริมทักษะทางการเงิน เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะสามารถบริหารเงินและบริหารหนี้ได้อย่างเหมาะสม


“มาตรการเหล่านี้เหมาะสมเพียงพอ ณ เวลาวันนี้ โดย ธปท. เน้นกับสถาบันการเงินว่ามาตรการที่เพียงพอจะต้องปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม เจาะจงลูกหนี้ให้สอดคล้องกับลูกหนี้กลุ่มนั้น” นายรณดล กล่าว


นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. กล่าวว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดราว 10% ในช่วงโควิด-19 โดย 2 ใน 3 มาจาก Nomianl GDP ที่หดตัวลงกว่า 7% และอีก 1 ใน 3 มาจากหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น โดยข้อเท็จจริงของสภาพปัญหาหนี้ตลอดทุกช่วงวงจรหนี้ มาจากการก่อหนี้เกินตัว เกิดจากความจำเป็น โดย 1 ใน 4 ของครัวเรือนมีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย หรือเป็นหนี้แล้วปิดไม่ได้ ขาดกลไกสนับสนุนการผ่อนชำระหนี้ดีและเร็ว โดยลูกหนี้สินเชื่อบัตรเครติดและบัตรเงินสดส่วนหนึ่งชำระขั้นต่ำ อีกทั้งเป็นหนี้มีปัญหาแล้วไม่ได้มีทางแก้ไข ส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดกลไกในการสนับสนุนลูกหนี้ ซึ่ง 1 ใน 3 ของลูกหนี้ในคดียึดทรัพย์ไม่สามารถปิดหนี้ได้


ที่มา - https://www.banmuang.co.th/news/economy/294468

"มหาดไทย - สภาพัฒน์ - สกสว." จับมืองานวิจัยพัฒนาพื้นที่ พลิกโฉมคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2565  นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแนวทางบูรณาการแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) เชิงพื้นที่เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมเชิงพื้นที่ โดยมุ่งเน้นนำองค์ความรู้จากวิทยาศาสตร์ ผลงานวิจัย และผลผลิตที่เป็นนวัตกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพลิกโฉมประเทศ ในการพัฒนาพื้นที่ พัฒนาจังหวัด และกลุ่มจังหวัด อีกทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน อันจะเป็นทางเลือก และทางรอดสำหรับอนาคต 

“การร่วมมือกันในครั้งนี้กระทรวงมหาดไทยจะประสานพลังกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. ในการนำองค์ความรู้ ผลงานวิจัย และผลผลิตที่เป็นนวัตกรรมต่างๆไปสู่การแก้ไขปัญหา และพัฒนาพื้นที่โดยตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น เช่น การจัดทำแผนงานโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนโดยใช้ต้นแบบจากงานวิจัยเชิงปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จ ตลอดจนการแก้โจทย์ที่ซับซ้อนของพื้นที่ในระดับจังหวัด มีการศึกษาปัญหา และหนทางแก้ไขของพื้นที่ และนำมาปรับเป็นแผนโครงการที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด และกลุ่มจังหวัด นอกจากนี้จะมีการประสานแผนเชิงภารกิจ และเชิงพื้นที่ในระดับต่างๆให้เชื่อมโยง


โดยเฉพาะการเชื่อมโยงแผนพัฒนาภาคที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช.รับผิดชอบ เข้ากับแผนพัฒนาจังหวัด และกลุ่มจังหวัดที่เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ภูมิภาคของประเทศไทยมีความก้าวหน้า และเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน อันจะเป็นฐานในการเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศไทย และเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการพัฒนาพื้นที่ให้สู่การพลิกโฉมประเทศไทยต่อไปในอนาคต” นายสุทธิพงษ์กล่าว


นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือ สกสว. ในฐานภาคียุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ และพัฒนาเชิงพื้นที่ โดยผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงแผนระหว่างแผนพัฒนาภาคกับแผนปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนากลไก และเครือข่ายบุคลากรของหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนแผนพัฒนาภาคและใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมผลักดันการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเชิงพื้นที่จำเป็นต้องมีการบูรณาการองค์ความรู้ที่หลากหลาย


การแก้โจทย์การพัฒนาที่เชื่อมโยง ซับซ้อนด้วยการวิจัย รวมทั้งมีการใช้ผลผลิตจากนวัตกรรม เช่น การนำผลงานวิจัยด้านนวัตกรรมอาหารและเกษตรแม่นยำไปผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจฐานชีวภาพ อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต เกิดมูลค่าเพิ่มกับสินค้าเกษตร ทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หรือการนำองค์ความรู้


และเทคโนโลยีชีวภาพด้านสมุนไพรไปผลักดันให้เป็นโครงการพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งเป็นการสร้างคุณค่าให้แก่อุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยวให้เติบโตต่อไปในอนาคต ซึ่งการร่วมมือนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการพลิกโฉมประเทศไทย


ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เปิดเผยว่า “สกสว.ในฐานะที่เป็นภาคีเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศได้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ขึ้นเพื่อเป็นกรอบในการดำเนินงานส่งสริมการวิจัย และพัฒนาให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี


เพื่อยกระดับและขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้ก้าวหน้า ผลักดันประเทศไทยให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วโดยใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นกลไกและพลังสำคัญในการพัฒนา ซึ่ง สกสว. มองว่าการพลิกโฉมประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ถ้าเศรษฐกิจในพื้นที่เติบโต แข็งแรง จะเป็นปัจจัยหนุนเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประชาชนในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้ไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในที่สุด สกสว.จึงริเริ่มให้มีการศึกษาหาแนวทางในการเชื่อมโยงแผน ววน. กับแผนการพัฒนาพื้นที่ในระดับต่างๆ


ทั้งแผนพัฒนาภาคของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนพัฒนากลุ่มจังหวัดและแผนพัฒนาจังหวัดที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งความเชื่อมโยงนี้เป็นการเชื่อมโยงสาระสำคัญในเชิงเป้าหมาย ประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนา และการเชื่อมโยงกลไกการผลักดันและบริหารแผน ตลอดจนการบูรณาการกำลังคน กำลังทรัพยากรที่เกี่ยวข้องให้ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ให้เข้มแข็ง และพลิกโฉมประเทศไทยไปพร้อมกัน”


ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ได้จัดงานสัมมนาทางวิชาการครั้งที่ 1 ประจำปี 2565 ถือเป็นการจัดงานครั้งแรกในการขับเคลื่อนภูมิภาคทั่วไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อระดมความเห็นจากทั้งภาคนโยบายของประเทศ ผู้ทรงคุณวุฒิ ประชาคม ววน. และผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมอันจะนำไปสู่การพัฒนานโยบายเศรษฐกิจและสังคมระดับภูมิภาค อีกทั้งเป็นการเปิดแนวคิดและแรงบันดาลใจให้กับทุกภาคส่วนในการพัฒนาประเทศโดยใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน ทั้งนี้ สกสว. มีการจัดสรรงบประมาณตามแผน 3 ก้อนใหญ่ ทั้งการพัฒนาสังคมพื้นที่และคุณภาพชีวิตประชาชน การพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน พัฒนาคนและองค์ความรู้สู่อนาคต ซึ่งผลการดำเนินการที่ผ่านมาทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน เกิดผู้ประกอบการ SMEs 500 ราย ใน 48 จังหวัด วิสาหกิจชุมชน นักวิทยาศาสตร์และวิจัยในอุตสาหกรรมและชุมชน 3,200 ราย โดยเราจะดำเนินการขับเคลื่อนภูมิภาคทั่วไทยตลอดปีนี้ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีแผนกระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ


https://www.banmuang.co.th/news/politic/294465

เพลง: สติส่องใจ ทำลายอวิชชา หลักธรรมจากขุททกนิกาย จูฬนิทเทส ปารายนวรรค อุทยมาณวกปัญหานิทเทส

เพลง: สติส่องใจ ทำลายอวิชชา หลักธรรมจากขุททกนิกาย จูฬนิทเทส ปารายนวรรค อุทยมาณวกปัญหานิทเทส [บทนำ] ในคืนที่ใจยังมืดมน มีความสับสนซ่อนอยู่ข้า...