วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2565

"คลัง-แบงก์ชาติ" เปิดมหกรรมแก้หนี้ครัวเรือน ปักหมุดแก้ปัญหาครอบคลุมระยะสั้น-ยาว

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2565 นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ : มีหนี้ต้องแก้ไข เริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนให้ครอบคลุมทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยแบ่งเป็น ระยะที่ 1. การแก้หนี้เดิม ซึ่งเป็นมหกรรมออนไลน์ ระหว่างวันที่ 26 ก.ย.–30 พ.ย. 2565 โดยจะดำเนินการร่วมกับระหว่างธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ และนอนแบงก์ ซึ่งปัจจุบันมีเจ้าหนี้ตอบรับเข้าร่วมแล้ว 56 แห่ง ทั้งเจ้าหนี้สินเชื่อบัตรเครดิต-สินเชื่อบุคคล สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อที่โอนไป บบส. สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ และสินเชื่อทุกประเภทของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ และระยะที่ 2. แก้หนี้เดิมของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ระหว่างพ.ย. 65- ม.ค. 66 ซึ่งเป็นมหกรรมแบบสัญจรทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และ 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ


ทั้งนี้ สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในปัจจุบันอยู่ในระดับสูง แต่รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้กำหนดให้ปี 2565 เป็นปีแห่งการแก้หนี้ครัวเรือน และที่ผ่านมาได้มีการทำงานควบคู่กับ ธปท. ในการวางแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1. แก้ไขปัญหาหนี้สินที่มีอยู่เดิม โดยตามแนวทางของคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย ด้วยการลดภาระให้สอดคล้องกับรายได้ แก้ไขหนี้แบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย แบ่งเป็น ลูกหนี้ กยศ. ลูกหนี้สถาบันการเงิน ลูกหนี้เช่าซื้อ ลูกหนี้ข้าราชการ ลูกหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล และผู้ที่ประสบปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน


“ที่ผ่านมาธนาคารเฉพาะกิจของรัฐได้ดำเนินการพักหนี้ไปแล้วประมาณ 10 ล้านราย มูลหนี้ 4.5-5 ล้านล้านบาท และมีลูกหนี้อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้ 3.5 ล้านราย มูลหนี้ 1.3 ล้านล้านบาท และมีลูกหนี้เข้าข่ายขอรับความช่วยเหลืออีกราว 2 ล้านราย ขณะเดียวกัน กยศ. ยังได้ชะลอการฟ้องร้องกว่า 3.4 แสนบัญชี ส่วนหนี้ครู ก็ได้มีการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้สหกรณ์ครูเหลือไม่เกิน 5% ปรับปรุงหลักเกณฑ์การตัดจ่ายเงินเดือนให้ครูเหลือเงินเดือนไม่ต่ำกว่า 30% เป็นต้น” นายพรชัย กล่าว


2. สร้างรายได้เพื่อลดปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะยาว ผ่านการให้สินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพเพิ่มเติม โดยการสร้างรายได้เพิ่มเติมเพื่อลดปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะยาว ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และ 3. สร้างภูมิคุ้มกันด้วยการสร้างทักษะทางการเงิน โดยการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการสร้างทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ซึ่งมีเป้าหมายครอบคลุมทุกช่วงวัย ด้วยการสร้างความตระหนักรู้ สร้างทักษะ และสร้างระบบนิเวศน์ด้านการพัฒนาทักษะทางการเงิน


นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ที่ผ่านมาเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวเป็นบวกติดต่อกัน 3 ไตรมาส แม้จะมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง ทำให้ลูกหนี้ที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ยังจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างตรงจุด เพื่อให้การฟื้นตัวเศรษฐกิจไม่สะดุด ซึ่งปัญหาหนี้สินครัวเรือนถือเป็นประเด็นสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19 แม้เศรษฐกิจเป็นตัวหลักที่ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีเร่งขึ้นจาก 80% ณ สิ้นปี 2562 เป็น 89.2% ในไตรมาสที่ 1/2565


“ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าหนี้ครัวเรือนทั้งหมดไม่ได้น่ากังวลทั้งหมด ต้องแยกว่าเป็นหนี้ประเภทใดบ้าง เป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้และอาชีพ สินเชื่อใดที่คิดว่าเป็นสินทรัพย์ที่เพิ่มคุณภาพชีวิต เช่น หนี้ยานพาหนะ หนี้ที่อยู่อาศัย ถือว่าเป็นหนี้สินที่ใช้ประโยชน์ในการดำรงชีพได้ แต่หนี้ในส่วนที่กังวลใจ เกี่ยวกับหนี้สินส่วนบุคคล หนี้สินเพื่อการบริโภค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะสั้น ดอกเบี้ยสูง อาทิ หนี้บัตรเครดิต หนี้ส่วนบุคคล ซึ่งมีสัดส่วน 28%” นายรณดล กล่าว


นายรณดล กล่าวอีกว่า ในช่วงโควิด-19 การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนจึงต้องดูให้สมดุล โดยลูกหนี้ต้องได้รับสภาพคล่องที่จำเป็น แต่ต้องดูไม่ให้ไม่เกิดเป็นแผลทางการเงิน ดังนั้น ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงดำเนินการช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง ผ่าน 4 มาตรการหลัก คือ 1. แก้หนี้เดิม โดยการปรับโครงสร้างหนี้ มีการดำเนินการแล้ว 3.89 ล้านบัญชี มูลหนี้ 2.98 ล้านล้านบาท 2. เติมเงินใหม่ ผ่านพรก.ซอฟท์โลน และสินเชื่อฟื้นฟู มีลูกหนี้ได้รับสภาพคล่อง 1.33 แสนราย วงเงิน 3.24 แสนล้านบาท และล่าสุดมีการปรับปรุงเงื่อนไขสินเชื่อฟื้นฟูเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจที่มีความพร้อมให้สามารถลงทุนเพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจ ให้ทันกระแสดิจิทัลและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม 3. ให้คำปรึกษา ผ่านโครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน และ 4. เสริมทักษะทางการเงิน เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะสามารถบริหารเงินและบริหารหนี้ได้อย่างเหมาะสม


“มาตรการเหล่านี้เหมาะสมเพียงพอ ณ เวลาวันนี้ โดย ธปท. เน้นกับสถาบันการเงินว่ามาตรการที่เพียงพอจะต้องปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม เจาะจงลูกหนี้ให้สอดคล้องกับลูกหนี้กลุ่มนั้น” นายรณดล กล่าว


นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. กล่าวว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดราว 10% ในช่วงโควิด-19 โดย 2 ใน 3 มาจาก Nomianl GDP ที่หดตัวลงกว่า 7% และอีก 1 ใน 3 มาจากหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น โดยข้อเท็จจริงของสภาพปัญหาหนี้ตลอดทุกช่วงวงจรหนี้ มาจากการก่อหนี้เกินตัว เกิดจากความจำเป็น โดย 1 ใน 4 ของครัวเรือนมีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย หรือเป็นหนี้แล้วปิดไม่ได้ ขาดกลไกสนับสนุนการผ่อนชำระหนี้ดีและเร็ว โดยลูกหนี้สินเชื่อบัตรเครติดและบัตรเงินสดส่วนหนึ่งชำระขั้นต่ำ อีกทั้งเป็นหนี้มีปัญหาแล้วไม่ได้มีทางแก้ไข ส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดกลไกในการสนับสนุนลูกหนี้ ซึ่ง 1 ใน 3 ของลูกหนี้ในคดียึดทรัพย์ไม่สามารถปิดหนี้ได้


ที่มา - https://www.banmuang.co.th/news/economy/294468

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Sunakkhatta Sutta Identifies Craving and Ignorance as the Roots of Conflict, Offering Mindfulness and Wisdom as the Path to Lasting World Peace

  The Sunakkhatta Sutta (Majjhima Nikāya, Book 14 of the Pāli Canon) presents profound teachings on the development of the human mind and t...