วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

"โฆษก พปชร." ยันนโยบาย "บิ๊กป้อม 700" แก้จนถูกใจประชาชน เดินหน้าต่อ "มีเราไม่มีแล้ง มีที่ทำกิน ไม่มีจน"



เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ  พร้อมด้วย น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ ทีมโฆษกพรรค และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดสระบุรี เขต 3 แถลงข่าวร่วมกันภายหลัง การประชุมคณะกรรมการจัดทำนโยบายของพรรคพปชร.ที่มี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)เป็นประธานว่า พรรคพลังประชารัฐขอขอบคุณสื่อมวลชน และประชาชนทุกท่านที่ให้ความสนใจในนโยบายของพรรค ตั้งแต่นโยบายหลักที่เพิ่มเงินสวัสดิการในบัตรประชารัฐจำนวน 700 บาท หรือลุงป้อม 700 บาท  มุ่ง ขจัดปัญหาความยากจน เป็นนโยบายที่ถูกใจประชาชน จนมาถึงวันนี้ที่พรรคพลังประชารัฐได้เปิดนโยบายต่อเนื่องที่ 2 และ 3   ซึ่งพล.อ.ประวิตร ได้มอบเป็นภาระกิจ ให้กับทุกคนในพรรค นำไป ปราบ และสู้ กับภัยน้ำแล้ง น้ำท่วม จัดการเรื่องที่ทำกิน ให้ประชาชนสามารถมีที่ดินเป็นของตนเอง เพื่อให้ประเทศไทยไร้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง อย่างยั่งยืน รวมไปถึงการทำให้เกษตรกรมีที่ดินเป็นของตัวเอง ใช้ที่ดินในการทำมาหากินต่อไป     “มีเราไม่มีแล้ง มีน้ำ ไม่มีจน"  “มีเรา มีที่ทำกิน มีที่ดินไม่มีจน” เราคาดหวังว่า นโยบายของพรรคพลังประชารัฐจะช่วยทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีให้ทัดเทียมกับประชาชนประเทศอื่นๆ"


โดยนโยบายการบริหารจัดการน้ำ ไม่ว่าจะเป็นเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน การกักเก็บน้ำ เพิ่มแหล่งน้ำสำรอง และแหล่งน้ำทางเลือก เพื่อแก้ปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งพรรคพลังประชารัฐจัดทำผังน้ำชุมชน และที่สำคัญในการบริหารจัดการระบบน้ำ เรามีผังในการบริหารทั่วประเทศ เพื่อจัดระเบียบทางเดินของน้ำ


นายอรรถกร ยังกล่าวต่อว่า ในส่วนนโยบายการจัดที่ดิน พรรคของเราจะทำให้คนไทย และเกษตรกรมีที่อยู่อาศัย และสามารถทำกินบนที่ดินของตัวเอง โดยกว่า 3 ปีที่ผ่านมา พลเอกประวิตร ได้เร่งแก้ปัญหาทั้ง 2 เรื่องมาโดยตลอด จนเป็นที่เรียกกันติดปากว่า" ไม่รู้ แต่ไม่แล้ง" และมีการระดมความคิดเห็น ทั้งส.ส.ในพรรค นักวิชาการ การทำประชาสังคมกับชาวบ้าน จนออกมาเป็นนโยบายในวันนี้ 


นอกจากนี้หัวหน้าพรรคเราก็ยังลงพื้นที่ แก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินให้กับพี่น้องประชาชน หลายคนถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา เพราะปัญหาที่รอคอยมาตลอดชีวิตได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้การทำงานของพรรคพลังประชารัฐประสบความสำเร็จก็มาจากการสะท้อนปัญหาจาก ส.ส.ในพื้นที่มาถึงผู้บริหารพรรค จนนำไปสู่การแก้ไข  



 

"พิธา” นำทัพ “ก้าวไกล” เปิดตัว 9 ผู้สมัคร ส.ส.ศรีสะเกษ ชูนโยบาย “กระดุม 5 เม็ด”


เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2566 ที่หน้าตลาดสดเทศบาลตำบลปรางค์กู่ อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมแกนนำพรรค ร่วมเปิดเวทีปราศรัยแนะนำตัวว่าที่ผู้สมัครในพื้นที่อีสานใต้ โดยเริ่มจาก จ.ศรีสะเกษ พร้อมกับเปิดรายละเอียดนโยบายด้านการเกษตรของพรรคก้าวไกล ตามแนวคิด “กระดุม 5 เม็ด” ที่เคยใช้ในการอภิปรายเพื่อแก้ไขปัญหาเรื้อรังของการเกษตรกรทั้งระบบ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุดนโยบายเกษตรของพรรคก้าวไกลแบ่งออกเป็น “กระดุม 5 เม็ด” ดังต่อไปนี้


เม็ด 1 คือที่ดิน โดยจะปฏิรูปที่ดิน คืนที่ดินประชาชน 10 ล้านไร่


1. กองทุนพิสูจน์สิทธิ 10,000 ล้านบาท ยุติข้อพิพาท-ออกเอกสารสิทธิ์ให้เกษตรกร


2. ออกโฉนด ส.ป.ก. – นิคมสหกรณ์


3. ตั้งธนาคารที่ดิน กระจายการถือครองที่ดินให้ประชาชน


4. เปลี่ยนระบบภาษีที่ดิน กระจายที่ดินออกจากมือนายทุน


เม็ด 2 คือหนี้สิน โดยจะปลดหนี้เกษตรกร


5. ปลดหนี้ ธ.ก.ส. เกษตรกรสูงวัย จ่ายหนี้ถึงครึ่ง รัฐยกอีกครึ่งให้ทันที


6. ต้นไม้ปลดหนี้ เช่าที่เกษตรกรปลูกไม้มีค่า


7. หลังคาปลดหนี้ เช่าหลังคาบ้าน ติดแผงโซลาร์ ขายไฟฟ้าปลดหนี้


8. หมดยุคหาเงินจ่ายดอก ทุกบาทที่จ่ายหนี้ต้องลดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย


เม็ด 3 คือต้นทุน โดยจะลดต้นทุน น้ำ-ปุ๋ย-เครื่องจักร


9. เพิ่มงบพัฒนาแหล่งน้ำให้ท้องถิ่น 25,000 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุมพื้นที่นอกเขตชลประทาน 90 ล้านไร่


10. ปุ๋ยสั่งตัด แม่ปุ๋ยราคาถูก ผ่านสหกรณ์-กลุ่มเกษตร-วิสาหกิจชุมชน


11. สนับสนุนการเลี้ยงสัตว์ ลดต้นทุน เพิ่มเงินทุน ขยายตลาด


12. ดอกเบี้ย 0% ผ่อนโดรน รถไถ รถดำนา เครื่องจักรการเกษตร


เม็ด 4 คือนวัตกรรม โดยจะสร้างนวัตกรรม เพิ่มมูลค่า


13. สุราก้าวหน้า เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร


14. พัฒนาสินค้าชุมชน 1 ท้องถิ่น 1 โรงงานสินค้าแปรรูป


15. อาหารโรงเรียนจากชุมชน ตัดวงจรสินค้าเกษตร ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง


16. เปิดตลาดโลก สร้างโอกาสเกษตรกรไทย


เม็ด 5 คือต่อยอด โดยจะหารายได้ต่อยอด เพื่อเกษตรกรไทยก้าวหน้า


17. ฟรี! รับรองมาตรฐาน GAP-GMP-เกษตรอินทรีย์ ส่งสินค้าเกษตรคุณภาพดีไปทั่วโลก


18. ปลดล็อกฟาร์มสเตย์ เปลี่ยนไร่นาเป็นรายได้ สร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตร


19. จ้างเกษตรกรรุ่นใหม่ สอนเกษตรกรวัยเก๋าใช้เทคโนโลยี

ธรรมนัส"มาแล้ว! ร่วม"บิ๊กป้อม700" เปิดนโยบาย "ดิน-น้ำ" ลั่น "มีลุง ไม่มีแล้ง" ยกเป็นวาระแห่งชาติ



เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แถลงข่าวเปิดนโยบายพรรคเพิ่มเติม  โดยมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง  และเลขาธิการพรรค  นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค คณะกรรมการบริหาร และคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายพรรคพลังประชารัฐ  รวมถึงร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และอดีตเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ด้วย ซึ่งเป็นการเปิดนโยบายที่สำคัญของพรรคอีก 2 เรื่อง ก็คือ เรื่องน้ำ และเรื่องที่ดิน  จากการทำงานในพื้นที่มาโดยตลอดของผม และทีมงาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เข้าไปติดตาม รับฟัง และ แก้ปัญหาน้ำ และที่ดินทั่วประเทศ โดยเฉพาะเรื่องน้ำ ที่ได้นำมาสู่การทำแผนแม่บท บูรณาการ 38 หน่วยงาน ทำผังน้ำ พัฒนาแหล่งน้ำผิวดิน น้ำบาดาล น้ำประปา น้ำเพื่อการเกษตร ออกมาตรการฤดูแล้ง มาตรการฤดูฝน ผลงานชัด ๆ ก็คือ 3 ปีนี้ ไม่มีการประกาศพื้นที่ภัยแล้งเลย เรายืนยันว่า "มีลุง ไม่มีแล้ง"  

ดังนั้น เรื่องน้ำและที่ดิน เป็นนโยบายต่อเนื่องจากนโยบายแรก  ซึ่งภายหลังจากพรรคได้เปิดนโยบายในการเพิ่มเงินสวัสดิการในบัตรประชารัฐเป็น 700 บาทต่อเดือน ได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี แต่นโยบายของพรรค ยังมีอีกหลายด้านที่มุ่งเน้นให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น "อยู่ดีกินดี" เพราะทุกวันนี้ ปัญหาความยากจน ยังคงมีอยู่ พรรคพลังประชารัฐ พร้อม ! ขจัดปัญหาความยากจน โดยประกาศเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาที่สำคัญ เช่น ปัญหาหนี้สิน ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ปัญหาการบริหารจัดการน้ำ และ ปัญหาที่ดินทำกิน เป็นต้น

สำหรับนโยบายที่พรรคประกาศเพิ่มเติมในวันนี้  นโยบายที่ 1 เราพร้อม ! สานต่อนโยบายการบริหารจัดการน้ำ เติมน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ เพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำ เพิ่มแหล่งน้ำสำรอง และแหล่งน้ำทางเลือก แก้ปัญหา น้ำแล้งน้ำท่วมซ้ำซาก จัดทำผังน้ำชุมชน จัดระเบียบทางน้ำทั่วประเทศ ยกระดับการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ พร้อมเผชิญภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ซึ่งจะเป็นการลดความสูญเสียทั่งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนได้อย่างยั่งยืน

นโยบายที่ 2   เราพร้อม ! สานต่อนโยบายบริหารจัดการที่ดิน  “มีเรา มีที่ทำกิน มีที่ดินไม่มีจน” เพื่อให้คนไทยมีที่อยู่อาศัย และที่ทำกิน ด้วยการ "ปฏิรูประบบที่ดิน คืนที่ทำกินให้ประชาชน" โดย เร่งรัดออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินทุกประเภท เปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนด จัดที่ดินของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้คนไร้ที่ทำกินกว่า 2 ล้านราย ยกระดับธนาคารที่ดิน ตั้งศูนย์พิสูจน์และคุ้มครองสิทธิประชาชน ชะลอการดำเนินคดีและนิรโทษกรรมความผิดเกี่ยวกับที่ดิน และสังคายนากฎหมายที่ดินทั้งระบบ เพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างคุ้มค่าสูงสุดรองรับการพัฒนาประเทศ และคืนความยุติธรรมให้กับประชาชนอย่างเท่าเทียม


 

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

"พรรคชาติไทยพัฒนา" เปิดปราศรัยใหญ่ เวทีแรกที่สุพรรณบุรีเย็นนี้



เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคชาติไทยพัฒนาเปิดเวทีปราศรัยเวทีแรก สุพรรณบุรี 'ชักธงรบ พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง' โดยในเวลา 16.00 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมแกนนำและสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา จะเอาฤกษ์เอาชัยด้วยการสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี และสักการะอนุสาวรีย์ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 หน้าศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี และเวลา 17.00 น. เปิดเวทีปราศรัยที่บริเวณลานหน้าศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นโยบายว้าวไทยแลนด์ (WOW Thailand) ที่พรรคชาติไทยระบุว่า เป็นนโยบายที่สร้างความมั่งคั่ง สร้างโอกาส สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อทุกคน ให้ประชาชนเข้มแข็ง เกษตรกรแข่งขันได้ ธุรกิจขยับขยาย และคนไทยแข็งแรง ด้วย 10 นโยบาย ที่ทำได้จริง คือ 


1. รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (บรรหารโมเดล ปี 40) เราทำสำเร็จมาแล้ว

2. เกษตรรุ่นใหม่ ขายคาร์บอนเครดิตได้

3. แจกพันธุ์ข้าวฟรี ทั่วประเทศ 60 ล้านไร่

4. ขยายเขตไฟฟ้าการเกษตรทั่วประเทศ หน่วยละ 2 บาท

5. บาดาล ขนาดใหญ่ ทุกตำบล น้ำสะอาด ทุกหมู่บ้าน

6. งบลงทุนท้องถิ่น 10 ล้านบาท

7. เรียนในสิ่งที่ใช่ ใช้ในสิ่งที่เรียน

8. สุขภาพดีมีเงินคืน 3,000 บาท สวัสดิการอัพเกรดได้

9. สร้างงาน สร้างรายได้ แก่ผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการเดือนละ 3,000 บาท

10. ขนส่งมวลชน เข้าถึงเท่าเทียม




 

“เพื่อชาติ” เปิดนโยบายเกษตร ตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ประจำหมู่บ้าน เสริมพันธุ์พืชท้องถิ่น

 


เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566  เมื่อเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 10.00น. ที่ PC Space อาคารวรรณสรณ์ ย่านพญาไท น.ส. ปวิศรัฐฐ์ ติยะไพรัช หัวหน้าพรรค พร้อมด้วยแกนนำพรรค อาทิ รอ.จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรค นส.พลอยนภัส โจววณิชย์ รองหัวหน้าพรรค นายปวีย์ภัทร วัฒนศิริเศรษฐ โฆษกพรรคเพื่อชาติ ร่วมแถลงตัวโครงการ PC Space พรรคเพื่อชาติ เปิดนโยบาย และเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อชาติ


น.ส.ปวิศรัฐฐ์ กล่าวว่า PC Space พรรคเพื่อชาติ ที่เราตั้งขึ้นตั้งใจให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อนำไปปรับเป็นนโยบาย เพราะแกนนำพรรคจะแวะเวียนเข้ามายัง PC Space แห่งนี้ด้วย นโยบายของพรรคเพื่อชาติ เน้นที่การศึกษาด้วยการเรียนรู้ตลอดชีวิต การศึกษาสามารถเปลี่ยนประเทศได้ เริ่มจากการปฏิรูปการศึกษานอกโรงเรียน ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนและตลาดแรงงานในปัจจุบัน ปฏิรูปอาชีวะ มีเงินเดือนเท่าปริญญาตรี ครูอัตราจ้างต้องได้รับเงินเดินตามวุฒิการศึกษา กยศ.จะต้องกู้ง่าย ไม่มีคนค้ำประกันและปรอดดอกเบี้ยปรับหลักสูตรปริญญาหรืออนุปริญญาตามพื้นที่ โดยออกแบบหลักสูตรตามความต้องการของคนในพื้นที่ ขณะที่นโยบายสำหรับเด็กและเยาวชน จะยกเลิกชุดนักเรียนนักศึกษาให้เด็กและเยาวชนได้เลือกแต่งชุดตามเพศสภาวะ เพื่อเป็นลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองรวมถึงลดเงินอุดหนุนชุดนักเรียนจากภาครัฐ แล้วไปเพิ่มคุณภาพและงบประมาณอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียน และทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยแก่เด็ก


รอ.จารุพล กล่าวว่า พรรคมีนโยบายด้านการเกษตร ต้องแก้ที่ต้นตอ ต้องลดต้นทุน หนุนรายได้เพิ่ม เรามีนโยบายธนาคารเมล็ดพันธุ์ประจำหมู่บ้าน พันธ์พืชท้องถิ่นสำคัญ ทั้งวิจัย ต่อยอด ให้ยืม ซึ่งเราจะรักษาอธิปไตยพันธุ์พืชไว้ได้ เกษตรกรไม่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์อีกต่อไป จะทำให้ปุ๋ยทางเลือก อย่างปุ๋ยอินทรีย์เป็นปุ๋ยหลัก ตั้งโรงงานจังหวัดที่ทำปศุสัตว์เยอะ นำมาทำปุ๋ยอินทรีย์ ให้ประชาชนใช้ในราคาถูก รัฐทำ ประชาชนใช้ ในราคาย่อมเยา นอกจากนี้มีแนวทางเกษตรพลัส นำการเกษตรมาผสมผสานการท่องเที่ยว ที่ผ่านมาได้ทดลองทำไปบ้างแล้วที่จ.เชียงราย พี่น้องยังทำเกษตรได้ แต่ยังต่อยอดไปสู่เพื่อให้มีรายได้จากการท่องเที่ยว ด้านที่พัก ตลอดทั้งปี ยังไม่รวมการแปรรูปสินค้าเกษตรต่างๆเพื่อสร้างรายได้


นส.พลอยนภัส กล่าวว่า สำหรับนโยบายด้านสาธารณสุข พรรคมีแนวทางตรวจสุขภาพคนไทยฟรีทุก4ปีที่ให้เหมาะสมทุกช่วงวัย ยกระดับรพ.สต.เป็นโรงพยาบาลประจำตำบล ที่มีทั้งแพทย์ พยาบาลและอุปกรณ์ครบครัน ให้ดูแลสุขภาพคนไทยได้อย่างทั่วประเทศ มีสวัสดิการแว่นสายตาถ้วนหน้า และการแจกผ้าอนามัยฟรีและVat เป็นศูนย์ ขณะเดียวกันจะมีการแก้กฎหมายสินค้าที่เกี่ยวกับเรื่องเพศอีกด้วย


นายปวีย์ภัทร วัฒนศิริเศรษฐ โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่านโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรค จะมุ่งไปที่ธุรกิจ SME จะตั้งกองทุนเพื่อ SME 1 แสนล้าน ให้ SME เข้าถึงแหล่งทุน ทำให้ผู้ประกอบการคล่องตัวในการขอใบอนุญาติต่างๆ รวมถึงยังมีนโยบาย SME to L เพื่อให้ธุรกิจขนาดเล็กมีโอกาสเติบโต และสนับสนุนให้ไปขายต่างประเทศ ดึงเงินเข้ามาพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ยังมีนโยบาย บัตรเครดิตถ้วนหน้าวงเงิน 3,000 บาท และสามารถขยายวงเงินได้หากมีเครดิตที่ดี เพื่อแก้ปัญหาเงินกู้นอกระบบ ขณะที่นายรักษ์ชาติ วงศ์อธิชาติ รองเลขาธิการพรรค กล่าวถึงนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรม ว่าเราจะปลักดันให้หนักศึกษาฝึกงานต้องได้เงินเดือนขั้นต่ำ 50% ของเงินเดินตามวุฒิการศึกษา เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาให้มีรายได้ นอกจากนี้ทางพรรคจัดทำศูนย์นโยบายมีชีวิต Live Policy ครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา เศรษฐกิจ สาธารณสุข เด็กเยาวชน ความเหลื่อมล้ำ กระบวนการยุติธรรม การจัดการน้ำด้านสิ่งแวดล้อม ภายในจะมีการจัดแสดงด้วยระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยเสมือนจริง พร้อมเปิดให้ชมในเร็วๆนี้ ภายใต้แนวคิด ทำให้ดูก่อน ถ้าชอบค่อยเลือก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางพรรคยังให้แกนนำพรรค ว่าที่ผู้สมัครแต่ละคน สลับสับเปลี่ยนนำเสนอนโยบาย ซึ่งมีทั้งการจะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม กองทัพ สิทธิ์ในที่ดินทำกิน ปฏิรูปภาษีที่ดิน เรื่องเศรษฐกิจชายแดน ปัญหาแรงงาน การผลักดันต่อยอดแหล่งท่องเที่ยวชุมชน เป็นต้น


นางสาวปวิศรัฐฐ์ ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการเมืองของพรรคว่า พรรคเพื่อชาติได้ดำเนินการขับเคลื่อนในรูปแบบใหม่ พร้อมสู้ทุกกติกาการเลือกตั้ง การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง จะส่งให้ได้มากที่สุดแต่อาจไม่ครบทั้ง 400 เขต ซึ่งผู้สมัครแต่ละคน พรรคจะต้องตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียด สำหรับการเป้าที่นั่งในสภานั้น ยังไม่สามารถคาดเดาได้ อยู่ที่ความไว้วางใจของประชาชน ผู้สมัครส.ส.เบื้องต้นที่เปิดตัววันนี้ พรรคมีความมั่นใจ เชื่อมั่นว่าจะตอบโจทย์ประชาชนได้


เมื่อถามถึงการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นส.ปวิศรัฐฐ์ กล่าวว่า ขอเปิดเผยภายหลังการส่งชื่อให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกันกับการจัดเวทีปราศรัยใหญ่ที่จะประกาศอีกครั้งว่าจะจัดที่ใด

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

ฮือฮา! พรรครวมไทยสร้างชาติมีส.ส.คนแรกแล้ว อภิปรายในสภาฯจี้แก้ปัญหาจราจรเมืองนนท์



“บุญญาพร” ส.ส.หญิงคนแรกของพรรครวมไทยสร้างชาติลุกขึ้นอภิปราย จี้เร่งสร้างทางเชื่อมรถไฟฟ้าสายสีม่วงตรงสถานีคลองบางไผ่ไปยังสถานีแยกปากเกร็ดของสายสีชมพู บรรเทาความเดือดร้อนของคนนนทบุรี ส่งเสริมให้คนหันมาใช้รถสาธารณะลดค่าครองชีพและปัญหามลพิษ

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 27 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ โดยมี นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฏรทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดย นางบุญญาพร นาตะธนภัท ส.ส.หนึ่งเดียวของพรรครวมไทยสร้างชาติที่มีอยู่ในสภาฯได้ขออภิปรายเรื่องด่วนนำความเดือดร้อนของประชาชนที่ร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาจราจรใน จ.นนทบุรีมาแจ้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบทราบ

นางบุญญาพร อภิปรายว่ามีประชาชนในอ.บางใหญ่ อ.บางบัวทอง และอ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรีร้องเรียนเกี่ยวกับความลำบากในการสัญจรบริเวณถนนกาญจนาภิเษก ช่วงวงแหวนตะวันตก บริเวณบางใหญ่ บางบังทอง เชื่อมต่อถนนชัยพฤกษ์ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีบ้านเรือนประชาชนและหมู่บ้านจัดสรรเกิดขึ้นจำนวนมาก ถือว่าเป็นชุมชนเมืองที่มีอัตราการขยายตัวเพิ่มสูงมาก แต่ขาดระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพในการรับรองการเจริญเติบโต ทำให้การสัญจรของประชาชนบริเวณดังกล่าวจำเป็นต้องใช้รถยนต์ส่วนตัว เป็นการเพิ่มภาระค่าครองชีพและสร้างมลพิษทางอากาศมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อให้การสัญจรของประชาชนบริเวณดังกล่าวได้รับการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและลดค่าครองชีพลง จึงขอให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยได้พิจารณาดำเนินการสร้างทางเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีม่วง ตรงสถานีคลองบางไผ่ไปยังสถานีแยกปากเกร็ดของรถไฟฟ้าสายสีชมพู เพราะยังขาดการเชื่อมต่อระบบของไฟฟ้าอยู่ จึงขอความกรุณาจากประธานสภาฯโปรดนำปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนไปพิจารณาเพื่อหาหนทางช่วยเหลือโดยเร็วต่อไป

สำหรับ นางบุญญาพร นาตะธนภัทร เดิมเป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังชาติไทย เข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังได้การรับรองจากกกต.เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2564 โดยนางบุญญาพร ได้รับการเลื่อนขึ้นมาเป็นส.ส.บัญชีรายชื่อแทน พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ ที่ได้ลาออกจาก ส.ส.พรรคพลังชาติไทย

จากนั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็นพรรครวมแผ่นดิน กระทั่งถูกขับออกจากพรรครวมแผนดินแล้วมาร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา โดย นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ประธานที่ปรึกษาพรรครวมไทยสร้างชาติ และ นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรคมา แถลงเปิดตัวพร้อมกับนางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย จะลงรับสมัครในเขต 5 จ.มหาสารคาม และ นายพิพิธ รัตนรักษ์ นายกเทศมนตรี อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี จะลงสมัครในเขต 7 จ.สุราษฎร์ธานี 


วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

ครม.อนุมัติหลักการโครงการส่งเสริมการสร้างคนดีตามหลักการทางศาสนาที่ถูกต้องชายแดนใต้



เมื่อวันที่ 07 กุมภาพันธ์  2566  นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการโครงการส่งเสริมการสร้างคนดีตามหลักการทางศาสนาที่ถูกต้องเพื่อสืบสานและรักษาสังคมพหุวัฒนธรรมที่ดีงามของจังหวัดชายแดนใต้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566-2570 พร้อมกับอนุมัติกรอบวงเงินในการดำเนินโครงการฯ ประจำปี งบประมาณ 2566-70 จำนวน 2,330 ล้านบาท

สำหรับโครงการนี้ เป็นการสนับสนุนโรงเรียนตาดีกา และศูนย์พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ (ศพอ.) ให้ได้รับการสนับสนุนอาหารกลางวันที่ดีกับเด็กที่เข้ารับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามหลักศาสนาเบื้องต้น โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กและเยาวชนพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 203,606 คน แบ่งเป็น นักเรียนในการดูแลของโรงเรียนตาดีกา 2,088 แห่ง จำนวน 191,024 คน และนักเรียนในการดูแลของ ศพอ. 45 แห่ง จำนวน 12,582 คน

การดำเนินโครงการจะมีการเบิกจ่ายงบประมาณสนับสนุน ปีละ 466 ล้านบาท เพื่อดำเนินการใน 2 กิจกรรม ได้แก่ ค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ที่เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนตาดีกา เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และ ศพอ. จำนวน 203,606 คน สนับสนุนคนละ 20 บาทต่อคนต่อวัน รวม 378 ล้านบาทต่อปี และงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายพัฒนาศักยภาพเด็กแลผู้สอน 87 ล้านบาทต่อปี เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนเยาวชนให้เข้าสู่กระบวนการฝึกอบรม ขัดเกลาและสร้างทักษะเพื่อให้เป็นคนดีตามหลักการของทุกศาสนา ขณะครูผู้สอนก็ได้รับการพัฒนาสมรรถนะให้มีหลักการในการสอนที่ถูกต้อง

เพลง: สติส่องใจ ทำลายอวิชชา หลักธรรมจากขุททกนิกาย จูฬนิทเทส ปารายนวรรค อุทยมาณวกปัญหานิทเทส

เพลง: สติส่องใจ ทำลายอวิชชา หลักธรรมจากขุททกนิกาย จูฬนิทเทส ปารายนวรรค อุทยมาณวกปัญหานิทเทส [บทนำ] ในคืนที่ใจยังมืดมน มีความสับสนซ่อนอยู่ข้า...