เพลง : สุริยสูตรสุริยาแห่งศรัทธา
(เกริ่น)
เมื่อความมืดเข้าปกคลุมฟ้า
แม้ดวงสุริยาจะถูกพันธนาการ
แต่แสงแห่งศรัทธา
ย่อมไม่มีสิ่งใดกลืนกินได้...
(Verse 1)
กลางนภาอันเวิ้งว้าง
สุริยาส่องทางให้โลกงาม
แต่แล้วเงาดำเข้าคุกคาม
ราหูยื่นมือครอบแสงตะวัน
เมื่อถึงคราวอับจนหัวใจ
จึงระลึกองค์พระศาสดา
เปล่งวาจาจากศรัทธา
ขอพระพุทธองค์ทรงเมตตาเป็นที่พึ่ง
(Pre-Chorus)
โอ้องค์พระผู้หลุดพ้น
ผู้ทรงธรรมเหนือสรรพสิ่ง
ในยามชีวิตถูกความมืดช่วงชิง
ขอแสงธรรมจริง นำทางข้าไป
(Chorus)
พระสุริยา จะกลับมาส่องฟ้า
เมื่อศรัทธา ยังอยู่ในใจ
แม้ราหูจะกลืนแสงไว้
ก็พ่ายแพ้ธรรมอันยิ่งใหญ่
เสียงพระพุทธองค์ ก้องไปทั่วจักรวาล
ปลดปล่อยตะวันจากพันธนาการ
ให้โลกพ้นคืนอันมืดมน
ด้วยพลังแห่งพระธรรม
(Verse 2)
พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก
“ราหูเอ๋ย จงปล่อยสุริยา”
ผู้ส่องโลกให้พ้นมายา
ผู้เดินฟ้าด้วยเดชแห่งธรรม
ราหูได้ฟังพระพุทธวจนะ
ดั่งสายฟ้าผ่ากลางใจดำ
หวาดหวั่นจนตัวสั่นระรัว
รีบปล่อยดวงตะวันคืนฟ้าไป
(Bridge)
เวปจิตติเอ่ยถามราหู
เหตุใดเจ้าจึงหวาดกลัว
ราหูตอบด้วยเสียงสั่นพร่า
“พระพุทธา ทรงฤทธิ์เกรียงไกร”
“หากข้ายังดื้อดึงไว้
เศียรข้าคงแตกเป็นเจ็ดเสี่ยง
แม้มีชีวิตก็ไร้สำเนียง
แห่งความสุขเหลืออยู่เลย”
(Chorus ซ้ำใหญ่)
พระสุริยา จะกลับมาส่องฟ้า
เมื่อศรัทธา ยังอยู่ในใจ
แม้ความมืดจะยิ่งใหญ่เพียงใด
ไม่อาจชนะธรรมอันสว่าง
แสงแห่งธรรม จะนำทางโลกา
ให้พ้นภัยแห่งความเลือนลาง
เมื่อใจระลึกถึงพระพุทธองค์
ทุกข์ทั้งปวงย่อมคลายจางไป
(Outro)
ดั่งสุริยาที่พ้นจากราหู
ชีวิตเราก็พ้นเงามืดได้
หากยังมีศรัทธาในหัวใจ
และมีธรรมเป็นแสงนำทาง...
คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง
สุริยสูตรที่ ๑๐ [๒๔๖] ก็โดยสมัยนั้น สุริยเทวบุตร ถูกอสุรินทราหูเข้าจับแล้ว ครั้ง นั้น สุริยเทวบุตร ระลึกถึงพระผู้มีพระภาค ได้กล่าวคาถานี้ในเวลานั้นว่า ข้าแต่พระพุทธเจ้า ผู้แกล้วกล้า ขอความนอบน้อมจงมีแด่ พระองค์ พระองค์เป็นผู้หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง ข้า- พระองค์ถึงเฉพาะแล้วซึ่งฐานะอันคับขัน ขอพระองค์จงเป็น ที่พึ่งแห่งข้าพระองค์นั้น ฯ [๒๔๗] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงปรารภสุริยเทวบุตรได้ตรัสกะ- *อสุรินทราหูด้วยพระคาถาว่า สุริยเทวบุตร ถึงตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ ว่าเป็นที่พึง ดูกร ราหู ท่านจงปล่อยสุริยะ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้ อนุเคราะห์แก่โลก สุริยะใดเป็นผู้ส่องแสง กระทำความสว่าง ในที่มืดมิด มีสัณฐานเป็นวงกลม มีเดชสูง ดูกรราหู ท่าน อย่ากลืนกินสุริยะนั้น ผู้เที่ยวไปในอากาศ ดูกรราหู ท่าน จงปล่อยสุริยะ ผู้เป็นบุตรของเรา ฯ [๒๔๘] ลำดับนั้น อสุรินทราหู ปล่อยสุริยเทวบุตรแล้ว มีรูปอัน กระหืดกระหอบ เข้าไปหาอสุรินทเวปจิตติถึงที่อยู่ ครั้นแล้วก็เป็นผู้เศร้าสลด เกิด ขนพอง ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ [๒๔๙] อสุรินทเวปจิตติ ได้กล่าวกะอสุรินทราหู ผู้ยืนอยู่ ณ ที่ ควรส่วนข้างหนึ่ง ด้วยคาถาว่า ดูกรราหู ทำไมหนอ ท่านจึงกระหืดกระหอบ ปล่อยพระ- สุริยะเสีย ทำไมหนอ ท่านจึงมีรูปเศร้าสลด มายืนกลัวอยู่ ฯ [๒๕๐] อสุรินทราหู กล่าวว่า ข้าพเจ้าถูกขับด้วยคาถาของพระพุทธเจ้า ถ้าข้าพเจ้าไม่พึง ปล่อยพระสุริยะ ศีรษะของข้าพเจ้าพึงแตกเจ็ดเสี่ยง มีชีวิต อยู่ ก็ไม่พึงได้รับความสุข ฯ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น