วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

อดีตหลวงพี่โดเรม่อน สึกแล้ว คณะสงฆ์ขาดอีกหนึ่งบุคลากร ผู้มีทักษะด้านการเผยแผ่ธรรม


นายสุพัฒน์ เมืองมัจฉา ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า จากกรณีคลิปพระสงฆ์จัดรายการเปิดเพลงแบบดีเจ ซึ่งต่อมาตรวจสอบทราบว่า ชื่อ พระใบฎีกา สุพจน์ สุวจโน หรือ “หลวงพี่โดเรม่อน” พระนักเทศน์ชื่อดัง ซึ่งปัจจุบัน “หลวงพี่โดเรม่อน” สังกัดวัดไอร์เจี๊ยะมังคลาราม ต.ซากอ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส และเมื่อเกิดภาพพฤติกรรมไม่เหมาะสมของ “หลวงพี่โดเรม่อน” ทางเจ้าอาวาสวัดไอร์เจี๊ยะมังคลาราม ได้เรียกตัว “หลวงพี่โดเรม่อน” กลับวัด เพื่อพิจารณาดำเนินการจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของ “หลวงพี่โดเรม่อน” โดยล่าสุดได้รับรายงานจาก สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนราธิวาส (พศจ.นราธิวาส) ว่า “หลวงพี่โดเรม่อน” ได้สึกออกจากการเป็นพระแล้ว

@siampongs

อดีต #หลวงพี่โดเรม่อน สึกแล้ว คณะสงฆ์ขาดอีกหนึ่งบุคลากร ผู้มีทักษะด้านการเผยแผ่ธรรม #ข่าวtiktok #tiktokshop

♬ เสียงต้นฉบับ สยามพงษ์


https://www.tiktok.com/@siampongs/video/7339452102692834568

โฆษกพศ. กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้รับรายงานพฤติกรรม “หลวงพี่โดเรม่อน” มาโดยตลอด ซึ่งจะมีพฤติกรรมที่ตระเวนไปเรื่อย ไม่อยู่เป็นหลักแหล่ง ก่อนหน้านี้ก็ปรากฏคลิปวิดีโอเผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวของหลวงพี่โดเรม่อน กำลังดูการซ่อมเครื่องยนต์รถ ในร้านแห่งหนึ่งใน จ.กำแพงเพชรด้วย

วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

"ผอ.สันติศึกษาป.โท มจร" ถอดบทเรียนดีทรอยต์ เมืองเครียดที่สุด อดีตเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญของอเมริกาแต่กำลังล้มสลาย



วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ พระปราโมทย์  วาทโกวิโท, ดร. ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา ระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ขณะอยู่ที่  ดีทรอยต์  รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ถอดบทเรียนเมือง Detroi : ดีทรอยต์ในสองมุมมอง โดยส่วนมากเวลาเดินทางมาประเทศสหรัฐอเมริกา จะมุ่งไปสัมผัสถึงความเจริญรุ่งเรืองความสวยงาม รวมถึงนวัตกรรมต่างๆ แต่ในอีกมุมหนึ่งลองมาสัมผัสเมืองที่มีความเครียดที่สุดในสหรัฐอเมริกา  โดยการสำรวจได้วัดจากสถิติของปัจจัยหลาย ๆ อย่างจาก ๕๐ เมืองใหญ่ในสหรัฐอเมริกา เช่น สถิติการว่างงาน การเติบโตของรายได้ ค่าครองชีพ สถิติการเสียชีวิตจากโรค สถิติการก่ออาชญากรรม สิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งการสำรวจพบว่า เมืองดีทรอยต์ มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดคือ ร้อยละ ๑๔.๓ ของประชากรวัยทำงาน และยังเป็นเมืองที่ติดอันดับ ๑ ใน ๑๐ ของเมืองที่มีอาชญากรรมมากที่สุด ประชากรป่วยเป็นโรคหัวใจมากที่สุด และมีภาวะความยากจนมากที่สุด นอกจากนี้ นครชิคาโก เบอร์มิงแฮม นิวออร์ลีนส์ และนิวยอร์คซิตี้ ยังถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองที่เครียดที่สุดด้วย

ส่วนเมืองที่มีภาวะความเครียดและกดดันน้อยที่สุดในสหรัฐฯ ได้แก่ เมืองซอลท์เลกซิตี้ เพราะมีสถิติการก่ออาชญากรรมน้อยที่สุด มีอัตราการว่างานน้อย และประชาชนป่วยเป็นโรคน้อยอีกด้วย ขณะที่เมืองที่เครียดน้อยที่สุดเป็นอันดับ ๒ ได้แก่ เวอร์จิเนีย บีช นอร์โฟล์ค ซึ่งมีการเจริญเติบโตของรายได้อยู่ในเกณฑ์ดีมาก และยังมีสถิติการโจรกรรมในเมืองน้อยที่สุด นอกจากนี้เมืองเดนเวอร์ ซานแอนโตนิโอ และโฟนิกซ์ ก็ยังเป็นเมืองที่ติดอันดับเมืองที่เครียดน้อยที่สุดอีกด้วย

โดยเมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน รอยเตอร์ - นิตยสารฟอร์บส์ (Forbes) จัดอันดับดีทรอยต์เป็น “เมืองยอดแย่” ของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากปัญหาสังคมต่างๆ ที่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งนี้กำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นสถิติอาชญากรรมที่พุ่งสูง, ปัญหาการว่างงาน, การลดลงของประชากร และวิกฤตการเงิน ซึ่งดีทรอยต์ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐมิชิแกนในสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำดีทรอยต์ มีจำนวนประชากรของดีทรอยต์กำลังประสบปัญหาจำนวนประชากรลดลงอย่างมาก ซึ่งในอดีตช่วงปี ๑๙๕๐ เมืองนี้เป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา โดยมีผู้อยู่อาศัยมากกว่า ๑.๘ ล้านคน แต่ในปี ๒๐๒๒ ประชากรคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ ๖๗๐,๐๐๐ คน เท่านั้น ในอดีตเศรษฐกิจของดีทรอยต์เจริญเติมโตจากอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยการเสื่อมถอยของดีทรอยต์มี ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เมืองดีทรอยต์เสื่อมลง ประกอบด้วย  

๑)การลดระดับอุตสาหกรรม  ดีทรอยต์เคยเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ของสหรัฐอเมริกา โดยมีบริษัทต่างๆ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นั่น เช่น General Motors, Ford และ Chrysler  ซึ่งการลดลงของภาคการผลิตของสหรัฐอเมริกา การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้มีการสูญเสียงานด้านการผลิตจำนวนมากในเมือง ทำให้ฐานภาษีในการจ่ายให้แก่เมืองและรัฐเพื่อพัฒนาเมืองลดลงเป็นผลมาจากจำนวนประชากรลดลง

๒)การสูญเสียจำนวนประชากร  เมื่อโอกาสในการทำงานลดน้อยลงจากภาคอุตสาหกรรมที่ลดขนาดตัวเองลงทำให้คนตกงานมากขึ้น จึงเกิดปัญหาทางสังคมตามมา  อาชญากรรมเพิ่มมากขึ้น ผู้อยู่อาศัยจำนวนมากจึงเริ่มออกจากเมืองเพื่อค้นหาโอกาสที่ดีกว่าในที่อื่น จึงเห็นว่าประชากรของดีทรอยต์ลดลงอย่างมาก

๓)ปัญหาทางเศรษฐกิจไม่คล่องตัว เมืองนี้เผชิญกับปัญหาทางการเงิน รวมถึงการขาดดุลงบประมาณ ต้นทุนสารธารณะที่สูง (เช่น การจ่ายบำนาญ) และมูลค่าทรัพย์สินที่ลดลง สิ่งเหล่านี้ทำให้รัฐบาลของเมืองให้บริการที่จำเป็นและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานได้ยาก เพื่อขาดสภาพคล่องทางการเงิน

๔)อาชญากรรมสูงขึ้น ดีทรอยต์ต้องต่อสู้กับอัตราการเกิดอาชญากรรมที่สูงจากการหาคนไม่มีงานทำและทรัพย์สินที่ถูกทิ้งร้าง ส่งผลให้สภาพแวดล้อมในเมืองไม่ปลอดภัยและเสื่อมโทรมลง

รัฐบาลเมืองดีทรอยต์ได้พยายามฟื้นฟูตัวเองอยู่เป็นระยะ มีการลงทุนในพื้นที่ใจกลางเมืองพยายามให้กลับมาคึกคัก การปรับปรุงความปลอดภัยสาธารณะ และจัดการกับภัยพิบัติ แต่ยังไม่สามารถจัดฟื้นฟูเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรมได้ชัดเจน

ทำให้เห็นว่า ๑๐ อันดับเมืองที่มีความอันตรายที่สุดในสหรัฐอเมริกา อัตราก่ออาชญากรรมสูงที่สุดอันดับหนึ่ง คือ "ดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน Detroit, Michigan"  โดยมีอัตราการก่ออาชญากรรม : ๒,๐๐๗ ต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ ปัจจุบันยังมีจำนวนประชากรที่ลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี จากเมื่อก่อนช่วงปี ๑๙๕๐ ที่มีประชากรถึง ๑.๘ ล้านคน เหลือเพียง ๗๐๐,๐๐๐ คนในปัจจุบัน มีจำนวนผู้ว่างงาน ๙ % และคนยากจนถึง ๓๗.๙% ตึกบ้านช่อง และโรงงานในเมืองต่างถูกทิ้งร้าง ทำให้ที่นี่กลายเป็นเมืองที่อันตรายที่สุดของประเทศสหรัฐอเมริกา

ด้วยเหตุนี้ทำให้ Buddhist Meditation Center ของ Wat Paknam Michigan รัฐมิชิแกน ยกระดับการมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสติพัฒนาจิตใจของผู้คนในสังคมทั้งคนไทยและคนอเมริกัน ทำให้มีศูนย์พัฒนาสติสมาธิของผู้คนในยามที่อยู่ในยุคที่มีความเปราะบาง วิตกกังวล สติสมาธิจะช่วยป้องกันภัยทั้งปวงได้ ซึ่งเราจะเห็นว่าเมือง Detroit ที่ครั้งหนึ่งเคยเจริญมั่งคั่งตกต่ำลง เมืองอาชญากรรมที่เหลือทิ้งไว้เพียงพื้นที่แห่งศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะเสียงเพลง ถนน ๘ Mile ซึ่งแบ่งเขตระหว่างพื้นที่ของคนดำและคนขาวกลายเป็นถนนที่กั้นขวางผู้คนจนนำไปสู่การสร้างหนัง ๘ Mile สามารถหาดูได้ 

จึงสะท้อนว่า เมืองดีทรอยต์ เป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐอเมริกาในยุคเศรษฐกิจตกต่ำเป็นฉากหลัง มีการรวมตัวเป็นแก๊งสเตอร์ก่ออาชญากรรมกวนเมืองจนเป็นเรื่องปกติ เมืองถูกแบ่งแยกออกเป็น ๒ ฝั่งชัดเจนระหว่างคนขาวและคนผิวสีด้วยถนน ๘ Mile ที่รอบล้อมอยู่ "มีเพียงพื้นที่เดียวเท่านั้นที่ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นและสีผิว" (ยกเว้นการแรปแบทเทิลที่มีการใช้เรื่องพวกนี้มาดิสกันในการแข่งขัน) คือพื้นที่บนโลกดนตรีฮิปฮอป ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นใครมาจากไหน แต่เมื่อไรก็ตามที่คุณจับไมค์ยืนอยู่บนเวที ทุกคนคือ ‘แรปเปอร์’ ที่เท่าเทียมกัน

จึงถอดบทเรียนเรียนรู้วัฒนธรรมฮิปฮอปผ่านหนังแปด Mile เมื่อแรปคือเครื่องมือเอาชนะความกลัว ทำให้ แปด Mile คือหนังเปลือยวัฒนธรรมฮิปฮอปช่วงกลางยุค ๙๐ s โดยใช้เมืองดีทรอยต์ ซึ่งเป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐอเมริกาในยุคเศรษฐกิจตกต่ำเป็นฉากหลัง ผลงานกำกับโดยเคอร์ติส แฮนสัน และเป็นผลงานการแสดงครั้งแรกของ Eminem แรปเปอร์ชื่อดังแห่งอเมริกา โดยหนังเล่าเรื่องผ่าน จิมมี สมิธ จูเนียร์ a.k.a B Rabbit แรปเปอร์หนุ่มเปี่ยมพรสวรรค์ที่เติบโตมาในครอบครัวยากจน เขาอยู่กับน้องสาว แม่ติดเหล้า และติดการพนันบิงโก ที่หอบสามี (คนล่าสุด อายุคราวลูกมาอยู่ในบ้าน) ชีวิตของเขากำลังย่ำแย่และโดนดูถูกเหยียดหยามอย่างหนัก 

มีเพียงการ ‘แรป’ เท่านั้นที่จะพาเขาและครอบครัวออกไปจากจุดที่ตกต่ำสุดนี้ได้ เพียงแต่เขาต้องเริ่มต้นก้าวแรกด้วยการเอาชนะ ‘ความกลัว’ ในใจตัวเองให้ได้ก่อนเท่านั้น นิยามคำว่า ‘แรป’ ของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป บ้างก็ใช้เพื่อตัวเอง บ้างก็ใช้เพื่อคนอื่นและสังคม และสุดท้ายจุดร่วมที่แรปเปอร์ทุกคนรู้สึกร่วมกันคือ ‘แรป’ เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการนำเสนอ ‘ตัวตน’ เบื้องลึกที่แท้จริงของตัวเองออกมา 

จึงต้องยอมรับว่า นครดีทรอยต์ เมืองแห่งรถยนต์ เคยเจริญรุ่งเรื่องสูงสุดในช่วงยุค ๑๙๕๐  โดยมีประชากรถึง ๒ ล้านคน แต่ปัจจุบันเหลือเพียงไม่ถึง ๙ แสนคน ในขณะที่เมืองที่เคยหนาแน่นเริ่มซบเซาและหลายพื้นที่ถูกถูกทิ่งร้าง ทั้งๆที่ในอดีตเคยถูกขนานนามว่า "The City of the American Dreams" และ "Paris of the Midwest"


มองอินเดียเห็นพระพุทธศาสนาในเมืองไทย จะเป็นพราหมณ์ในร่างพุทธ พุทธในร่างพราหมณ์ หรือพุทธในร่างพุทธ มนุษย์มีสิทธิ์เลือก!!!


 

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567    พระเมธีวัชรบัณฑิต,ศ.ดร. ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตรนานาชาติ (IBSC MCU) และผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษาระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร)   ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว  Hansa Dhammahaso ว่า มองอินเดียเห็นพระพุทธศาสนาในเมืองไทย จะเป็นพราหมณ์ในร่างพุทธ พุทธในร่างพราหมณ์ หรือพุทธในร่างพุทธ มนุษย์มีสิทธิ์เลือก!!!

2600 ปีที่แล้ว ได้มีมนุษย์ฉุดกระชากความเป็นมนุษย์จากออ้อมกอดของพระเจ้าคืนกลับมาสู่น้ำมือของมนุษย์ได้แล้ว จนให้ความมั่นใจกับมนุษย์ว่า "ในหมู่มนุษบ์ทั้งหลาย ผู้ฝึกตนดีแล้ว เป็นผู้ประเสริฐที่สุด (ทันโต เสฏโฐ มนุสเสสุ) ประเสริฐจนสามารถเป็นครูของเทวดาก็ได้ 

มนุษย์ที่ค้นพบความจริงสูงสุด เป็นเหตุให้ชักพาพระพรหมในฐานะเป็นผู้สร้างโลก ต้องตัดสินใจมาปรากฏกายอาราธนามนุษย์ที่พัฒนาคุณค่าภายในจนกลายเป็นพระพุทธเจ้าให้ไปแสดงธรรมโปรดแก่ชาวโลกทั้งหลาย  เพื่อส่งมอบความร่มเย็นเป็นสันติสุข

พระพุทธเจ้ามิได้ตำหนิการมีอยู่ของพระพรหม และเทพเจ้าทั้งหลาย แต่ต้องการจะบอกท่านเหล่านั้นด้วยความจริงใจและให้เกียรติว่า มาบัดนี้ ถึงเวลาที่มนุษย์มีพลังแข็งแรงเพียงพอแล้วที่จะพึ่งพาศักยภาพของตนเอง โดยการหันหน้าเข้าไปพึ่งธรรม ด้วยการย้ำว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้ ผู้ฝึกตนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งซึ่งได้มายาก ฉะนั้น การพึ่งตนคือการพึ่งธรรมที่มีอยู่และเป็นอยู่ในกายและใจของมนุษย์

45 พรรษาแห่งการดำรง จึงเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์ทุกหมู่เหล่าพากันคึกคักเพราะมีพระพุทธเจ้าในฐานะผู้แทนของมนุษย์เดินถือธงนำหน้าให้ชักนำชักพาให้มนุษย์หาญกล้าที่จะใช้ชีวิตด้วยหนึ่งสมองสองมือของตนเอง และเริ่มมั่นใจในตัวเองมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนชาวชมพูทวีบเริ่มกำหนดชะตากรรมตัวเองได้ แต่ก็ยังเคารพ ให้เกียรติพรหมและเทพเจ้าทั้งหลายในฐานะผู้ร่วมเดินทางผ่านกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ และมุ่งสู่โลกุตรภูมิด้วยกัน

อย่างไรก็ดี ผ่านไปราว 1,000 ปี เมื่อหามนุษย์ที่ต้นแบบที่ยิ่งมาถือธงนำมิได้ มนุษย์จึงเริ่มอ่อนแออีกครั้ง หันกลับกลับไปพระพรหม และเทพเจ้าทั้งหลายอีกครั้ง และคราวนี้ พระพรหมมิได้มาท่านเดียว แต่เป็นพระเจ้า (GOD) ที่มากันทีม มาทั้งแพ็จเกจที่เรียกว่า ตรีมูรติ ประกอบด้วยพระพรหม พระนารายณ์ และพระศิวะ 

GOG ทั้งสามองค์นั้น พระพรหมทำหน้าที่เป็นผู้ สร้าง หรือ Generator  พระนารายณ์ เป็นผู้นักปฏิบัติการบริหารจัดการความเป็นไป หรือ Operator และพระศิวะ ทำหน้าที่เป็นผู้ทำลายเพื่อจะได้นำไปให้พระพรหมเสริมสร้างสิ่งใหม่ หรือ Destroyer

ในที่สุด มนุษย์ที่มีความอ่อนแอในใจ จนเริ่มขาดพลังงานในใจจึงได้ลงมือลดทอนมนุษย์คุณค่าของมนุษย์ด้วยกันเอง ด้วยเหตุที่เริ่มไม่เชื่อมั่นในพลังของกันและกัน จึงได้ฉุดลากเอาผู้นำทางจิตวิญญาณของมนุษย์ไปผุดขึ้นเป็นอวตารองค์ที่ 9 ของพระนาราย์ หรือพระวิษณุ โดยอุปโลกไว้ในคัมภีร์ปุราณะว่าพระเจ้าได้อวตารร่างมาเกิดเป็นมนุษย์นามพระพุทธเจ้าแล้วให้สอนธรรมแก่สัตว์ทั้งหลายให้ทำหน้าที่ช่วยพระนารายณ์ Operate หรือดูแลใส่ใจโลกใบนี้

ความย้อนแย้งจึงบังเกิดทันที ด้วยเหตุที่มนุษย์ที่ถูกมองว่าเป็นองค์อวตารกลับสอนเรื่องอนัตตา ความไม่มีอัตตา ไม่มีตัวตนให้ยึดมั่น ไม่มีแก่นและแกนให้ไขว่คว้า สอนให้พึ่งพาศักยภาพ พึ่งน้ำมือ และกำหนดชะตากรรมความสุขทุกข์ของตน   แต่พระนารายณ์และทีมสอนเรื่องอัตตา หรืออาตมันและปรมาตมัน มนุษย์มีพระเจ้าคอยทำหน้าที่ช่วยเหลือ และกำหนดความเป็นไปของพระเจ้า เกิดมาจากพระเจ้า เข้าถึงความจริงสูงสุดคือโมกษะก็ไปอยู่กับพระเจ้า

จนในที่สุด ศาสนาที่มนุษย์สร้างและออกแบบไว้ ได้สูญสลายหายไปจากประเทศอินเดียร่วม 1,000 ปี ตามกฏไตรลักษณ์ แต่คำว่า "ศาสนาหรือหลักธรรมที่ถูกทำคลอดออกมาจากกฏธรรมชาติก็ยังคงมีและปรากฏอยู่ ตามนัยที่ว่า ไม่ว่าตถาคตจะเกิดหรือไม่ก็ตาม ธรรมก็มีของมันอย่างนั้นอยู่แล้ว

ในปี พ.ศ.300 อาศัยพระมหากษัตริย์ที่มีวิสัยธรรม พระเจ้าอโศกมหาราช เป็นนักจัดการความเสี่ยงมืออาชีพ ได้ทำหน้าที่ส่งออก 2 อย่าง 1: ต้นพระศรีมหาโพธิ์ไปเก็บรักษาไว้ที่เกาะลังกา เมืองอนุราธปุระ และ 2: ส่งออกพระธรรมทูต 9 สาย ออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั่วทวีปเอเซีย จึงทำให้พระพุทธศาสนาอยู่ปลอดภัยมาอย่างต่อเนื่อง

เมล็ดพันธ์แห่งพุทธธรรมในอินเดียก็มิได้สูญหายไปไหน หากแต่เฝ้ารอการรอน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ในที่สุด พระพุทธศาสนาที่เป็นศาสนาของมนุษย์เริ่มผุด และค่อยๆ เติบโตแตกหน่อใบขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ถึงกระนั้น สถานการณ์ความเชื่อของในบางประเทศกลับเริ่มละม้ายคล้ายคลึงกับประเทศอินเดีย ยิ่งประเทศเจริญด้วยวัตถุ  จิตมนุษย์กลับขาดความมั่นใจ ว้าเหว่หวาดกลัว ตกใจ ทุกข์ทรมานแล้วควานหาอะไรสักอย่างมาเกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้ง

แทนที่จะพากันพึ่งธรรมที่มนุษย์ค้นพบ แต่กลับหันหน้าไปพึ่งพระพรหม พระนารายณ์ พระศิวะ และเทพเจ้าที่เป็นบริวารของท่านอย่างอึกทึกคึกโครม ไม่เว้นแม้กระทั่งสาวกของพระพุทธเจ้าที่เปิดทางให้มนุษย์หลุดออกมาจากเทพเจ้ามาสร้างร่มเงาให้ตัวเอง 

อาศรมหลายแห่ง วัดหลายอาราม อาจารย์ทั้งนักบวช และคฤหัสถ์ รวมถึงฤาษี เริ่มปรับตนนำวิถีพระเจ้า และเทพเจ้ามาประยุกต์ใช้งานเพื่อมุ่งหวังผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง เฉกเช่นที่เคยเกิดในอินเดียจนคนทั่วไปแยกไม่ออกว่าอะไรพุทธ อะไรพราหมณ์ และอะไรผี และทำให้พระพุทธศาสนาที่เป็นศาสนามนุษย์ถูกพระพรหม พระนารายณ์กลืนกินจนไม่เหลือซาก

ย้ำอีกครั้งว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยขัดแย้งกับพระพรหม หากแต่ทรงอยู่ร่วมกับพระพรหมได้อย่างสันติสุข เพียงแต่ทรงต้องการชี้ว่า มนุษย์ในยุคของพระองค์มีความเข้มแข็งเพียงพอ จึงต้องดึงศักยภาพของตัวเองออกมากำหนดชะกรรมของตนเองได้

คำถามก็คือ ในขณะที่อินเดียส่วนให้ราว 80% เป็นพราหมณ์ในร่างพุทธ เพราะนำพระพุทธเจ้ามาเป็นองค์อวตารที่ 9 ของพระนารายณ์หรือพระวิษณุ หรือประเทศไทยเรา จะเป็นพุทธในร่างพราหมณ์ หรือฮินดูใช่หรือไม่ หรือเราจะยืนหยัดเป็นพุทธในร่างพุทธ 

การเลือกที่จะกำหนดชะตากรรมของมนุษย์เป็นสิ่งที่มนุษย์ได้เลือกให้แก่ตนเอง 2,600 กว่าปีมาแล้ว ส่วนมนุษย์จะไม่พึ่งใจ แล้วพอใจจะย้อนกลับไปเป็นเช่นก่อนสมัยพุทธกาลที่นับถือเทพเจ้า หรือคุกเข่าไหว้ผีต่อไป ก็ขึ้นกับตัวมนุษย์เองเถิด

ธรรมหรรษา

เดลี อินเดีย 

25 กุมภาพันธ์ 2567

ถามนายกฯเศรษฐา “วัวโลละร้อย จะขายได้กี่โมง ขายที่ไหน” โรงเชือด-เกษตรกรจี้รัฐ ลืมตาดูความจริง



 ช่วงแรกของการเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน ประชาชนต่างคาดหวังว่ารัฐบาลนายเศรษฐาจะเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในประชาชนกลุ่มเกษตรกรรากหญ้า ที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ถูกตำหนิว่า “มือไม่ถึง” เพราะพรรคเพื่อไทยโปรโมตตัวเองว่า เป็นมือแก้เศรษฐกิจ

 แต่ความหวังของประชาชนกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลเศรษฐา จากความคาดหวังสูงสุด ต้องยอมรับว่า วันนี้เริ่มถดถอย เพราะนโยบายหลายอย่างที่ประกาศไว้ไม่เกิดขึ้นจริง ไม่ต้องพูดถึงนโยบายเงินดิจิตัล ที่เวลานี้ยังหาข้อสรุปกันไม่จบ ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทอยู่ที่ไหน ปริญญาตรี 25000 บาท ยังไม่ขยับ ราคาผลผลิตการเกษตรไม่เห็นหน้าเห็นหลัง



 ปัญหาภาคเกษตร ในห้วงแรก รัฐบาลมีท่าทีขึงขัง เอาจริงเอาจริง จะทำให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น 3 เท่า อย่างปัญหาการลักลอบการนำเข้าเนื้อสัตว์ ทั้งหมู เนื้อเถื่อน ตีนไก่เถื่ิแรกน ยางพาราเถื่อน แรกๆ ข้าราชการหลายคนหนาวๆร้อนๆ เดินสายตรวจค้นโกดัง ข้าราชการโดนเด้ง แต่ผ่านมา 4-5 เดือนแล้ว เรื่องนี้ก็เหมือนจะจับมือใครดม เอาผิดไม่ได้ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมที่เป็นตัวหลักสำคัญในการออกมาเคลื่อนไหวแฉเรื่องนี้ ออกมา ยอมรับว่า “คดีหมูเถื่อนตีนไก่สวมสิทธิ์ ถูกแทรกแซงคดีเงียบ ก็เป็นมวยล้มต้มคนดู รัฐบาลก็ทอดทิ้งเกษตรกร”

 เมื่อครั้งประกาศโชว์ผลงาน 60 วันแรก เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ พลิกโฉมประเทศไทย นายเศรษฐา แถลงว่า ประเทศจีนและองค์กรทางด้านรัฐวิสาหกิจที่ลงทุนเกี่ยวกับความมั่นคงทางด้านอาหาร ปศุสัตว์ และเกษตรกรรม ที่ซาอุดิอาระเบียถึงความต้องการเนื้อวัวจากประเทศไทย ระบุว่า ทั้ง 2 ประเทศมีความต้องการเนื้อวัวที่ชำแหละแล้วเป็นจำนวนมาก แต่ไทยมีโรงเชือดที่ใหญ่ที่สุดคือที่จังหวัดชุมพร เชือดได้วันละ 200 ตัวเท่านั้น ในขณะที่บราซิลมีกำลังการผลิตในการเชือดวัวสูงถึง 45,000 ตัวต่อวัน รัฐบาลก็กำลังพิจารณาสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่ในการเชือด พร้อมทั้งคำนึงถึงหลักศาสนาอาหารฮาลาล เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น 3 เท่าตามนโยบายที่ประกาศไปก่อนหน้านี้



ครบ 6 เดือน (180 วัน) ก็ยังโชว์ลีลาแสดงวิสัยทัศน์ 8 ด้าน อย่างไร้ความหวัง ไม่กล้าโชว์ผลงาน มีแต่บอกเรื่องจะทำในอนาคต

 วันนี้โรงเชือดที่ชุมพร ก็ยังมีปัญหาสภาพคล่องไม่มีเงินไปซื้อวัวมาเชือด ได้ยินข่าวมาว่า ทำเรื่องขอสินเชื่อจากแบงก์รัฐ ก็ไม่ได้ อ้างเงื่อนไขติดปัญหาสารพัด ทั้งๆที่เป็นนโยบายรัฐ แต่ดูเหมือนกลไกราชการไม่ยอมตอบสนอง

 นายหัวไทรไปเยี่ยมชมโรงเชือดชุมพรมาแล้ว ถือว่าเป็นโรงเชือดที่ได้มาตรฐาน แต่ยังมีปัญหาสภาพคล่องอย่างที่ว่า วัวเข้าโรงเชือดต่อวันยังไม่เพียงพอกับศักยภาพในการเชือดต่อวันถึง 200 ตัว

ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งเหมือนกันว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวเนื้อบ้านเราก็ยังพัฒนาไปไม่ถึงขั้นมาตรฐาน ยังต้องยกระดับขึ้นไปอีก อย่างโครงการโคบาลชายแดนใต้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการโคบาลชายแดนใต้งบประมาณกว่า 1,566 ล้านบาท โดยเฉพาะในระยะนำร่อง เริ่มกังวล อาจจะเป็นหนี้ในอนาคต เพราะกู้รัฐมาทำโครงการ

แม่พันธุ์วัวขนาดเล็ก ไม่แข็งแรง ผลัดตกโคลนและไม่สามารถลุกเองได้ และแม้สมาชิกในกลุ่มวิสาหกิจเลี้ยงโคทาชิมะ ตำบลกระเสาะ อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี จะช่วยมันขึ้นมา แต่ความอ่อนแอของมัน จึงไม่อาจขุนให้เป็นแม่พันธ์ที่สมบูรณ์ได้แล้ว จึงต้องขายเพื่อรอเชือดในราคา 6,000 บาท ทำให้ขาดทุนทันที 11,000 บาท เนื่องจากกลุ่มเกษตรที่เข้าร่วมโครงการโคบาลชายแดนใต้ งบประมาณ 1,566 ล้านบาท จำเป็นต้องซื้อแม่พันธุ์วัวมาในราคาตัวละ 17,000 ตามสัญญาในโครงการ



ในฐานะเคยไปเห็นปัญหาขออนุญาตนำเสนอ คือ ถ้าโรงเชือดที่ชุมพร ซึ่งถือว่า มีความพร้อมที่สุดแล้วยังทำไม่ได้ตามศักยภาพ ก็อย่าไปคิดว่า จะมีนโยบายสร้างโรงเชือดที่นู้นที่นี่อีก เพราะงบลงทุนหลักเป็นพันล้านต่อโรง จะกลายเป็นเรื่องหวานคอแร้ง

 

วันนี้ราคาโคเนื้อมีชีวิตขายได้กิโลกรัมละ 75 บาท ขณะที่ต้นทุนกิโลกรัมละ 80 บาท ถ้ารัฐบาลมัวดีแต่พูด อีกไม่นานเกษตรกรจะจนลงอีก 3 เท่า ไม่ใช่รวย 3 เท่า

ทางออกเรื่องนี้ #นายหัวไทรแนะต้องทำคู่ขนานหลายเรื่อง คือ

1.ต้องทำให้โรงเชือดเดินหน้าสายการผลิตได้ เพราะโรงเชือดซื้อโคเนื้อเข้าไปเชือดกิโลกรัมละ 100 บาท

2.การลดต้นทุนค่าอาหารเลี้ยงโคเนื้อไม่เกิน 70 บาท แต่ให้คุณภาพคงเดิม ภาครัฐต้องเร่งรัดให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

3.เกษตรกรหรือฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการต้องไม่ใช้สารเร่งเนื้อแดง โดยกรมปศุสัตว์เข้าไปตรวจรับรอง

4.สมาคม-สหกรณ์ผู้โคเนื้อรวบรวมโคเนื้อปลอดสารเร่งเนื้อแดงจากฟาร์มที่ผ่านการรับรองโดยกรมปศุสัตว์ ส่งโรงฆ่าสัตว์ที่เข้าร่วมโครงการ

5.โรงฆ่าสัตว์ต้องตัดแต่งซากโคให้เป็นชิ้นส่วนตามมาตรฐานสากลพร้อมจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออก (ถ้าตลาดมีรองรับจริงตามที่รัฐบาล กล่าวอ้าง)

6.กรมปศุสัตว์ทำความตกลงกับผู้ขออนุญาตนำเข้าเนื้อโคที่ยกเว้นภาษีภายใต้ FTA ขอให้ช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศด้วยการซื้อชิ้นเนื้อโคของเกษตรกรแทนการนำเข้า

7.กรมปศุสัตว์ขอยืมเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร 100 ล้านบาท ให้โรงฆ่าสัตว์ที่เข้าร่วมโครงการยืมใช้เป็นเงินหมุนเวียน อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2% (สถาบันการเงินของรัฐเรื่องมาก ไม่ยอมปล่อย)

ข้อเสนออันนี้ไม่ใช่เรื่องของการอุ้ม ไม่ใช่การทุ่มงบประมาณแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แต่เป็นมาตรการช่วยเหลือเพื่อให้วงจรการผลิตเดินไปได้ ที่เหลือกลไกตลาด และภาคเอกชน เขาเดินกันไปได้เอง ​วันนี้นายหัวไทรเดินตามไปคอกวัวขุน เจอแต่คำถามว่า “วัวโลละร้อย จะส่งขายได้กี่โมง ส่งขายที่ไหน”

ต้องยอมรับความจริงว่า เกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงวัวเนื้อประสบปัญหาด้านการตลาด ทั้งไม่มีที่ระบาย ต้องค่อยๆขายทีละตัวสองตัว เมื่อมีงานศพ งานแต่ง รังแต่จะแบกรับต้นทุน และท้ายที่สุดคือ “ขาดทุน” โรงเชือดก็ขาดเงินหมุนเวียนซื้อวัวเข้าโรงเชือด

อยากเรียกร้องให้รัฐบาล ลืมหูลืมตา ดูข้อเท็จจริง รับฟังปัญหาจากผู้รู้จริง จะได้แก้ไขปัญหาถูกจุด และเป็นระบบ

 #นายหัวไทร

 #ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน

 #วัวเนื้อ #โรงเชือด

วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

"สมเด็จพระมหาธีราจารย์-รมว.วธ." ปธ.พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง



วธ.เชิญชวนศาสนิกชนละความชั่ว ทำความดี ทำใจให้บริสุทธิ์ถวายเป็นพุทธบูชาเนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา พุทธศักราช 2567

เมื่อวันที่  24 กุมภาพันธ์ 2567  สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ประธานพิธีฝ่ายสงฆ์ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) ประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีตักบาตรพระสงฆ์ โดยมี ดร.นิยม เวชกามา ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีคนที่หนึ่งและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายภูมิธรรม เวชยชัย) อดีต สส.สกลนคร เขต 2 พรรคเพื่อไทย  นางลาลีวรรณ กาญจนจารี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวเพ็ญพิสุทธิ์  จินตโสภณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวสกาวใจ  พูลสวัสดิ์ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม องค์กรเครือข่าย ประชาชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมในพิธี ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร



นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวว่า วันมาฆบูชา เป็นวันที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ อันเป็นหลักการที่สำคัญยิ่ง เรียกว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนาที่สอนให้ละเว้นความชั่ว ทำความดี และทำใจให้บริสุทธิ์ วันมาฆบูชาในปีนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา พุทธศักราช 2567 ขึ้นทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนได้น้อมนำหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนามาประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน และมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาถวายเป็นพุทธบูชา



รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวต่อไปว่า สำหรับในส่วนกลาง กรุงเทพมหานคร กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร และองค์กรเครือข่ายทางพระพุทธศาสนา จัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 24 – 26 กุมภาพันธ์ 2567 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ประกอบด้วย กิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ พิธีเจริญพระพุทธมนต์ตักบาตรพระสงฆ์ 73 รูป พิธีเวียนเทียน สักการะบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ที่อัญเชิญจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินเดีย มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยเปิดให้ประชาชนเข้ากราบสักการะ ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ - 3 มีนาคม 2567 เวลา 09.00 – 20.00 น. และกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน จากพระธรรมวิทยากรเครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี รวมทั้งกิจกรรมด้านวัฒนธรรม การจัดแสดงสาธิตและจำหน่ายสินค้าจากเครือข่ายชุมชนคุณธรรมและผลิตภัณฑ์ของดีกรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมการสร้างอาชีพและรายได้สู่ชุมชน รวมทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย จากศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ และการแสดงภาพยนตร์ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม 


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนภูมิภาค 76 จังหวัดทั่วประเทศ จัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา พุทธศักราช 2567 ระหว่างวันที่ 18 – 24 กุมภาพันธ์ 2567 โดยบูรณาการจัดกิจกรรมร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมการเปิดพื้นที่จัดเทศกาล งานประเพณีและกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่ออนุรักษ์วิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งส่งเสริมการสร้างรายได้ด้วยการจำหน่ายสินค้าและบริการ ตามความศรัทธา ความเชื่อ และวัฒนธรรมประเพณีตามบริบทของแต่ละจังหวัด ขับเคลื่อน Soft Power ของรัฐบาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนรอบวัดและศาสนาสถาน  ส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะได้มีโอกาสร่วมสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงวัฒนธรรมมุ่งหวังว่ากิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เนื่องในวันมาฆบูชาในปีนี้ จะนำไปสู่ การละชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ นำหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนามาประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อน้อมรำลึกถึงพระพุทธคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เนื่องในวันมาฆบูชา ประจำปี 2567 ทุกพื้นที่การจัดกิจกรรมทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ


พร้อมกันนี้เวลา 17.00-19.00 น.  ณ โดมสถานเอกอัครราชทูตอินเดีย มณฑลพิธีท้องสนามหลวง สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย๙๘๐ จัดเสวนา เรื่อง "ธรรมวิชัย ก้าวสู่ศตวรรษแห่งธรรม"

โดยมีพระครูปลัดสมทบ ปรกฺกโม พระเถระ ที่ปรึกษาสถาบันฯ , พระเมธีวรญาณ ประธานกรรมการบริหารสถาบันฯ คณบดีพุทธศาสตร์ มจร. และคุณ สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิกาฯ  ร่วมเสวนา ดำเนินรายการโดย อันนา สุขสุกรี ผู้ข่วยเลขาธิการฯ  ขอเรียนเชิญคณะศิษยานุศิษย์ ศิลปินดารา และผู้สนใจเข้าร่วมฟัง เพื่อพร้อมใจกันเป็นกำลังสำคัญต่อกาประกาศพระศาสนาให้มั่นคง กว้างไกล เกิดสันติสุขแก่มวลมนุษยชาติ  ห้องโถงบรรจุคนได้ 40 คน (โดยประมาณ)


หลังจบเสวนา กราบอาราธนาพระอาจารย์สมทบ และพระเมธีวรญาณนำกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุ เวียนประทักษิณบูชา ณ พระมณฑปที่ประดิษฐาน


ใครไม่มาถือว่าพลาด! "ณพลเดช" เชิญชวนสักการพระบรมสารีริกธาตุที่ กทม. เพียง 9 วัน



เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567   นายณพลเดช มณีลังกา ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวโดยระบุ วันนี้ได้ร่วมพิธีเจริญพุทธมนต์และร่วมขบวนพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระธาตุของพระเถระอัครสาวก ประกอบด้วยพระสารีบุตร พระเถระอัครสาวกเบื้องขวา พระมหาโมคคัลลานะ พระเถระอัครสาวกเบื้องซ้าย นำโดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นผู้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุฯ ขึ้นไปยังมณฑปพิธีท้องสนามหลวง ซึ่งการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ มาประดิษฐานในประเทศไทยในครั้งนี้เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

ทั้งนี้จะเปิดเป็นเวลาเพียง 9 วันให้เข้าสักการบูชา ที่ท้องสนามหลวงคือ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. - 3 มี.ค. 2567 หลังจากนั้นจะอัญเชิญไปยัง 3 จังหวัด ประกอบด้วย วันที่ 5 - 8 มี.ค. 2567 ที่หอคำหลวง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่ วันที่ 10-13 มี.ค. 2567 ที่วัดมหาวนาราม จ.อุบลราชธานี และวันที่ 15-18 มี.ค. 2567 ที่วัดมหาธาตุวชิรมงคล จ.กระบี่ ครับ

ท่านใดที่ปกติสวดมนต์ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะคาถาชินบัญชร และบทสวดต่างๆ ที่กราบนมัสการพระพระพุทธเจ้าและพระพระอรหันตเจ้า ตอนนี้ถึงโอกาสดีแล้วที่มีระยะเวลาอันสั้นที่รัฐบาลไทยได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่เมืองไทย  เป็นบุญใหญ่หลวงที่จะได้สักการะ โดยปกติจะต้องไปสังเวชนียสถาน แต่ตอนนี้ได้อัญเชิญมาถึงเมืองไทยแล้วครับโอกาสนี้โอกาสดีโอกาสเดียวขอเชิญมาร่วมเอาบุญใหญ่ กับองค์พระสัมมาสมมุติพระพุทธเจ้า ดังคนโบราณท่านว่าเป็นสิ่งที่ควรไปเคารพสักการะ ควรไปแสวงบุญ เพื่อให้เกิดความสังเวชและเกิดพุทธานุสติ อันจักนำมาซึ่งบุญกุศลและความปลาบปลื้มแช่มชื่นใจ ส่งผลดลบันดาลให้ต้นทางสู่สรวงสวรรค์ครับ ใครไม่มาถือว่าพลาดครับ  บอกเลยว่า มาแล้ว..ปลื้มครับ…

ทั้งนี้เวลา 17.00 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงกรุงเทพมหานคร   นายเศรษฐา  ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะจากสาธารณรัฐอินเดีย มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์  นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต 49 ประเทศ  นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา  นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร  นายนาเคส สิงห์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย  และนายสุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980  คณะผู้แทนจากสาธารณรัฐอินเดีย  เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ประชาชนเข้าร่วมงาน นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า 

กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดริ้วขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ออกจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครมายังมณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมีนายราเชนทร์ วิศวนาถ อัรเลกัร  ผู้ว่าการรัฐพิหาร เป็นผู้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมอบให้แก่นายกรัฐมนตรี ดร. วิเรนทร์ กุมาร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและเพิ่มพลังทางสังคม เป็นผู้อัญเชิญพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตร มอบให้แก่รองนายกรัฐมนตรี และนายนาเคส สิงห์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย  เป็นผู้อัญเชิญพระอรหันตธาตุของพระโมคคัลลานะมอบให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม  เป็นผู้อัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนมณฑป โดยมีสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายกถวายพวงมาลัยและจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยสักการะพระบรมสารีริกธาตุ  และมีพิธีเจริญชัยมงคลคาถาตลอดพิธี ทั้งนี้ ตลอดเส้นทางการเคลื่อนริ้วขบวน พุทธศาสนิกชนได้นั่งแถวรอรับการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ พร้อมก้มลงกราบสักการะตลอดเส้นทางเพื่อความเป็นสิริมงคล

 “รัฐบาลไทยร่วมกับรัฐบาลสาธารณรัฐอินเดีย ดำเนินงานโครงการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ตามโครงการธรรมยาตราพระบรมสารีริกธาตุจากมหานทีคงคาสู่ลุ่มน้ำโขง จากสาธารณรัฐอินเดีย มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนืองในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ในระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ถึง 19 มีนาคม 2567 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงกรุงเทพมหานคร จังหวัดเชียงใหม่ อุบลราชธานี และกระบี่  ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่ศาสนิกชนชาวไทย และประเทศเพื่อนบ้านจะได้ร่วมสักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ที่เป็นองค์ดั้งเดิม ที่ค้นพบในสถูปโบราณ เมืองกบิลพัสดุ์ และเมืองสาญจี จากสาธารณรัฐอินเดีย   มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทั้งนี้  จะเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะบูชา ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม เวลา 09.00-20.00 น. ในส่วนภูมิภาค อัญเชิญไปประดิษฐานในส่วนภูมิภาคใน 3 จังหวัด ให้ประชาชนได้เข้าสักการะบูชา เวลา 09.00-20.00 น.ภาคเหนือ วันที่ 5-8 มีนาคม ณ หอคำหลวง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 10-13 มีนาคม ณ วัดมหาวนาราม จ.อุบลราชธานี และภาคใต้ วันที่ 15-18 มีนาคม ณ วัดมหาธาตุวชิรมงคล จ.กระบี่ โดยทุกวันตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว


รัฐบาลจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เชิญชวนร่วมสักการะพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ



รัฐบาลจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เชิญชวนชาวไทย ชาวต่างชาติ และศาสนิกชนร่วมสักการะพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ระหว่าง 22 ก.พ. - 19 มี.ค. นี้

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567  2567 เวลา 17.00 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงกรุงเทพมหานคร   นายเศรษฐา  ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะจากสาธารณรัฐอินเดีย มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์  นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต 49 ประเทศ  นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา  นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร  นายนาเคส สิงห์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย  และนายสุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980  คณะผู้แทนจากสาธารณรัฐอินเดีย  เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ประชาชนเข้าร่วมงาน นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า 

กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดริ้วขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ออกจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครมายังมณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมีนายราเชนทร์ วิศวนาถ อัรเลกัร  ผู้ว่าการรัฐพิหาร เป็นผู้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมอบให้แก่นายกรัฐมนตรี ดร. วิเรนทร์ กุมาร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและเพิ่มพลังทางสังคม เป็นผู้อัญเชิญพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตร มอบให้แก่รองนายกรัฐมนตรี และนายนาเคส สิงห์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย  เป็นผู้อัญเชิญพระอรหันตธาตุของพระโมคคัลลานะมอบให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม  เป็นผู้อัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนมณฑป โดยมีสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายกถวายพวงมาลัยและจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยสักการะพระบรมสารีริกธาตุ  และมีพิธีเจริญชัยมงคลคาถาตลอดพิธี ทั้งนี้ ตลอดเส้นทางการเคลื่อนริ้วขบวน พุทธศาสนิกชนได้นั่งแถวรอรับการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ พร้อมก้มลงกราบสักการะตลอดเส้นทางเพื่อความเป็นสิริมงคล

 “รัฐบาลไทยร่วมกับรัฐบาลสาธารณรัฐอินเดีย ดำเนินงานโครงการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ตามโครงการธรรมยาตราพระบรมสารีริกธาตุจากมหานทีคงคาสู่ลุ่มน้ำโขง จากสาธารณรัฐอินเดีย มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนืองในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ในระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ถึง 19 มีนาคม 2567 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงกรุงเทพมหานคร จังหวัดเชียงใหม่ อุบลราชธานี และกระบี่  ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่ศาสนิกชนชาวไทย และประเทศเพื่อนบ้านจะได้ร่วมสักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ที่เป็นองค์ดั้งเดิม ที่ค้นพบในสถูปโบราณ เมืองกบิลพัสดุ์ และเมืองสาญจี จากสาธารณรัฐอินเดีย   มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทั้งนี้  จะเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะบูชา ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม เวลา 09.00-20.00 น. ในส่วนภูมิภาค อัญเชิญไปประดิษฐานในส่วนภูมิภาคใน 3 จังหวัด ให้ประชาชนได้เข้าสักการะบูชา เวลา 09.00-20.00 น.ภาคเหนือ วันที่ 5-8 มีนาคม ณ หอคำหลวง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 10-13 มีนาคม ณ วัดมหาวนาราม จ.อุบลราชธานี และภาคใต้ วันที่ 15-18 มีนาคม ณ วัดมหาธาตุวชิรมงคล จ.กระบี่ โดยทุกวันตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว


เพลง: แสงแห่งสติชนะกาม หลักธรรมจากขุททกนิกาย เถรคาถา สัตตกนิบาต

เพลง: แสงแห่งสติชนะกาม หลักธรรมจากขุททกนิกาย เถรคาถา สัตตกนิบาต [ท่อนที่ 1] เมื่อกามเข้ามาเหมือนคลื่นลม หัวใจอย่าหลง อย่าปล่อยตาม สิ่งสวยงาม...