เพลง: ปิณฑิกสูตรมารเฝ้าที่ปัญจสาลคามตรัสปีติเป็นภักษา
[อินโทร]
ยามรุ่งเช้าแห่งปัญจสาลคาม
สายลมพัดผ่านท่ามกลางแสงทอง
พระศาสดาทรงถือบาตรดำเนินครรลอง
ด้วยใจผ่อง…สงบเหนือโลกา
[Verse 1]
เด็กน้อยต่างยินดีในงานบุญ
ผู้คนคุ้นกับเสียงแห่งเฮฮา
แต่มารแอบแฝงเข้าดลจิตชาวประชา
ให้เมตตา…เลือนหายไปจากใจ
พระองค์เสด็จด้วยบาตรอันว่างเปล่า
ไร้ข้าวปลา ไม่มีผู้ใดถวาย
แต่พระพักตร์ยังผ่องใสไม่เสื่อมคลาย
ไม่มีความหมาย…แห่งทุกข์ในดวงธรรม
[Pre-Chorus]
โลกอาจพรากสิ่งภายนอกไป
แต่อาจพรากใจที่รู้ธรรมไม่ได้
ผู้ตื่นรู้แม้ไร้สิ่งใด
ก็ยังสุขได้…ด้วยธรรมภายใน
[Chorus]
พวกเราไม่มีความกังวล
ย่อมอยู่เป็นสุขทุกแห่งหน
มีปีติเป็นดั่งอาหารหล่อเลี้ยงกมล
ดุจเทพบน…พรหมอาภัสสร
แม้บาตรจะว่างเปล่าในวันนี้
แต่ใจไม่มีความทุกข์ร้อนเลยสักตอน
ผู้รู้ธรรมย่อมไม่หวั่นไหวต่อมาร
เพราะความเบิกบาน…อยู่เหนือสิ่งใด
[Verse 2]
มารนั้นคิดว่าชัยชนะมีจริง
เมื่อทำให้ใครขาดสิ่งที่หวังไว้
แต่พระตถาคตทรงเห็นความเป็นไป
ว่าบาปนั้นไซร้…ย่อมย้อนคืนผู้ทำ
บุญไม่ใช่เพียงข้าวในบาตร
แต่คือใจสะอาดและงามล้ำ
แม้ไม่ได้สิ่งใดมายึดจำ
ผู้มีธรรม…ย่อมอิ่มเอิบภายใน
[Bridge]
ความสุขไม่อยู่ที่การครอบครอง
แต่อยู่ที่ใจมองโลกอย่างเข้าใจ
เมื่อปล่อยวางความอยากทั้งหลายไป
แม้มือว่างเปล่า…หัวใจก็เต็มบริบูรณ์
[Chorus ซ้ำ]
พวกเราไม่มีความกังวล
ย่อมอยู่เป็นสุขทุกแห่งหน
มีปีติเป็นดั่งอาหารหล่อเลี้ยงกมล
ดุจเทพบน…พรหมอาภัสสร
แม้มารจะเฝ้าขัดขวางทางแห่งบุญ
ผู้มีคุณธรรมไม่หวั่นไหว
เพราะความสงบอันเกิดจากภายใน
คือแสงอำไพ…แห่งพระนิพพาน
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
ปิณฑิกสูตรที่ ๘
[๔๖๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ บ้านพราหมณ์ใน ปัญจสาลคาม แคว้นมคธ ฯ ก็สมัยนั้นแล ที่บ้านพราหมณ์ ในปัญจสาลคาม มีนักขัตฤกษ์แจกของ แก่พวกเด็กๆ ครั้นรุ่งเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปสู่บ้านพราหมณ์ในปัญจสาลคามเพื่อบิณฑบาต ฯ ก็โดยสมัยนั้นแล พราหมณ์ผู้คฤหบดีชาวปัญจสาลคามถูกมารผู้มีบาปเข้า ดลใจ ด้วยประสงค์ว่า พระสมณโคดมอย่าได้บิณฑบาตเลย ฯ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าสู่บ้านพราหมณ์ในปัญจสาลคามเพื่อบิณฑบาต ด้วยบาตรเปล่าอย่างใด ก็เสด็จกลับมาด้วยบาตรเปล่าอย่างนั้น ฯ [๔๖๘] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว จึงกล่าวกะพระผู้มีพระภาคว่า สมณะ ท่านได้บิณฑบาตบ้างไหม ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า แน่ะมารผู้มีบาป ท่านได้กระทำให้เราไม่ได้ บิณฑบาตมิใช่หรือ ฯ มารผู้มีบาปกราบทูลว่า ถ้าอย่างนั้น ขอพระผู้มีพระภาคจงเสด็จเข้าไปสู่ บ้านพราหมณ์ในปัญจสาลคาม เพื่อบิณฑบาตครั้งที่สองอีกเถิด พระเจ้าข้า ข้า- *พระองค์จักกระทำให้พระผู้มีพระภาคได้บิณฑบาต ฯ [๔๖๙] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มารมาขัดขวางตถาคต ได้ประสพสิ่งมิใช่บุญแล้ว ดูกรมารผู้มี- บาป ท่านเข้าใจว่า "บาปย่อมไม่ให้ผลแก่เรา" ฉะนั้นหรือ พวกเราไม่มีความกังวล ย่อมอยู่เป็นสุขสบายหนอ พวกเรา จักมีปีติเป็นภักษา ดุจอาภัสสรเทพ ฉะนั้น ฯ ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้หายไปในที่นั้นนั่นเอง ฯ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น