วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เพลง : สกลิกสูตรหลับเหนือความเจ็บจากสะเก็ดหินบาดพระบาทลึก



เพลง : สกลิกสูตรหลับเหนือความเจ็บจากสะเก็ดหินบาดพระบาทลึก

[Intro]

คืนเงียบงัน ณ มัททกุจฉิ
ลมพัดแผ่วในราตรีอันนิ่งไหว
ใต้แสงดาวกลางความมืดไกล
องค์พระชินสีห์บรรทมอย่างสงบ


[Verse 1]
สะเก็ดหินบาดพระบาทลึก
เวทนาเผ็ดร้อนเกินใครประสบ
ความเจ็บปวดแผ่ทั่วพระวรกาย
แต่พระทัยกลับไม่หวั่นไหวเลย

ทรงมีสติทุกลมหายใจ
แม้ทุกข์เพียงใดก็ไม่เฉลย
ไม่กระสับกระส่ายดั่งคนทั่วไป
เพราะใจนั้นไกลจากพันธนา


[Pre-Chorus]
ผ้าสังฆาฏิถูกลาดลง
สีหไสยาสงบกลางพนา
ผู้ตื่นรู้หลับตาด้วยเมตตา
เหนือโลกาและความหวาดกลัว


[Chorus]
เราไม่ได้นอนเพราะความหลง
ไม่ได้มัวเมาในถ้อยคำใด
แต่หลับด้วยใจที่ปล่อยวางไกล
และเอ็นดูสัตว์ทั้งโลกนี้

ผู้มีลูกศรแห่งทุกข์ในใจ
แม้ยามหลับก็ยังร้อนรนทุกที
แต่ผู้ถอนลูกศรได้แล้วเช่นนี้
ย่อมหลับอย่างเสรีและสงบงาม


[Verse 2]
มารเข้ามาด้วยคำเย้ยหยัน
ถามว่าทำไมจึงนอนเดียวดาย
แต่ผู้ชนะกิเลสทั้งหลาย
ไม่หวั่นไหวต่อถ้อยคำใด

แม้ทางที่มีราชสีห์เดิน
แม้คืนเผชิญความมืดเพียงไหน
พระองค์ก็ไม่เคยหวาดภัย
เพราะไม่มีสิ่งใดให้ยึดถือ


[Bridge]
บางครั้งคนเราหลับทั้งน้ำตา
ทั้งที่ร่างกายยังอ่อนล้า
เพราะ “ลูกศร” แห่งความทุกข์คา
อยู่ลึกในใจไม่จางหาย

แต่หากวันใดเรารู้ปล่อยวาง
ความทุกข์บางอย่างจะคลายสลาย
เมื่อใจสงบและเข้าใจ
แม้ความเจ็บก็ไม่ครอบงำ


[Final Chorus]
เราไม่ได้นอนเพราะความหลง
แต่หลับในธรรมอันงดงาม
โลกจะทุกข์หรือแปรเปลี่ยนตาม
ใจก็ยังสงบเรืองรอง

ผู้มีเมตตาต่อสรรพชีวิต
ย่อมไม่ถูกความมืดครอบครอง
แม้กลางคืนยาวนานเพียงใด
ใจที่เป็นไท…ย่อมหลับอย่างสงบ

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

สกลิกสูตรที่ ๓

             [๔๕๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้-
             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ มัททกุจฉิมิคทายวัน เขต
กรุงราชคฤห์ ฯ
             ก็โดยสมัยนั้นแล พระบาทของพระผู้มีพระภาคถูกสะเก็ดหินเจาะแล้ว
ได้ยินว่า เวทนาทั้งหลาย อันยิ่ง เป็นไปในพระสรีระ เป็นทุกข์ แรงกล้า เผ็ด
ร้อน ไม่เป็นที่ยินดี ไม่เป็นที่ทรงสบาย ย่อมเป็นไปแด่พระผู้มีพระภาค พระองค์
มีพระสติสัมปชัญญะอดกลั้นซึ่งเวทนาเหล่านั้น ไม่กระสับกระส่าย ฯ
             ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ลาดผ้าสังฆาฏิเป็น ๔ ชั้น แล้วสำเร็จ
สีหไสยา โดยพระปรัศเบื้องขวา พระบาทซ้ายเหลื่อมพระบาทขวา มีพระสติ
สัมปชัญญะ ฯ
             [๔๕๓] ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเข้าไปเฝ้าพระองค์ถึงที่ประทับ แล้วทูล
ถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
                          ท่านนอนด้วยความเขลา หรือมัวเมาคิดกาพย์กลอนอยู่
                          ประโยชน์ทั้งหลายของท่านไม่มีมาก ท่านอยู่ ณ ที่นั่งที่นอน
                          อันสงัดแต่ผู้เดียว ตั้งหน้านอนหลับ นี่อะไร ท่านหลับ
                          ทีเดียวหรือ ฯ
             [๔๕๔] พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า
                          เราไม่ได้นอนด้วยความเขลา ทั้งมิได้มัวเมาคิดกาพย์กลอนอยู่
                          เราบรรลุประโยชน์แล้วปราศจากความโศก อยู่ ณ ที่นั่งที่นอน
                          อันสงัดแต่ผู้เดียว นอนรำพึงด้วยความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวง ฯ
                          ลูกศรเข้าไปในอกของชนเหล่าใด ร้อยหทัยให้ลุ่มหลงอยู่ แม้
                          ชนเหล่านั้นในโลกนี้ ผู้มีลูกศรเสียบอกอยู่ ยังได้ความหลับ
                          เราผู้ปราศจากลูกศรแล้ว ไฉนจะไม่หลับเล่า ฯ
                          เราเดินทางไปในทางที่มีราชสีห์เป็นต้น ก็มิได้หวาดหวั่น ถึง
                          หลับในที่เช่นนั้นก็มิได้กลัวเกรง กลางคืนและกลางวันย่อม
                          ไม่ทำให้เราเดือดร้อน เราย่อมไม่พบเห็นความเสื่อมอะไรๆ
                          ในโลก ฉะนั้น เราผู้มีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวงจึงนอนหลับ ฯ
             ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา
พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้หายไปในที่นั้นเอง ฯ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

วิกฤตโกสัมพี: บทเรียน “สงฆ์แตกแยก” สู่ต้นแบบการบริหารความขัดแย้งระดับสถาบัน

วิกฤตโกสัมพี: บทเรียน “สงฆ์แตกแยก” สู่ต้นแบบการบริหารความขัดแย้งระดับสถาบัน ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาเถรวาท เหตุการณ์ “โกสัมพีขันธกะ” ในพร...