เพลง : สกลิกสูตรหลับเหนือความเจ็บจากสะเก็ดหินบาดพระบาทลึก
[Intro]
คืนเงียบงัน ณ มัททกุจฉิ
ลมพัดแผ่วในราตรีอันนิ่งไหว
ใต้แสงดาวกลางความมืดไกล
องค์พระชินสีห์บรรทมอย่างสงบ
[Verse 1]
สะเก็ดหินบาดพระบาทลึก
เวทนาเผ็ดร้อนเกินใครประสบ
ความเจ็บปวดแผ่ทั่วพระวรกาย
แต่พระทัยกลับไม่หวั่นไหวเลย
ทรงมีสติทุกลมหายใจ
แม้ทุกข์เพียงใดก็ไม่เฉลย
ไม่กระสับกระส่ายดั่งคนทั่วไป
เพราะใจนั้นไกลจากพันธนา
[Pre-Chorus]
ผ้าสังฆาฏิถูกลาดลง
สีหไสยาสงบกลางพนา
ผู้ตื่นรู้หลับตาด้วยเมตตา
เหนือโลกาและความหวาดกลัว
[Chorus]
เราไม่ได้นอนเพราะความหลง
ไม่ได้มัวเมาในถ้อยคำใด
แต่หลับด้วยใจที่ปล่อยวางไกล
และเอ็นดูสัตว์ทั้งโลกนี้
ผู้มีลูกศรแห่งทุกข์ในใจ
แม้ยามหลับก็ยังร้อนรนทุกที
แต่ผู้ถอนลูกศรได้แล้วเช่นนี้
ย่อมหลับอย่างเสรีและสงบงาม
[Verse 2]
มารเข้ามาด้วยคำเย้ยหยัน
ถามว่าทำไมจึงนอนเดียวดาย
แต่ผู้ชนะกิเลสทั้งหลาย
ไม่หวั่นไหวต่อถ้อยคำใด
แม้ทางที่มีราชสีห์เดิน
แม้คืนเผชิญความมืดเพียงไหน
พระองค์ก็ไม่เคยหวาดภัย
เพราะไม่มีสิ่งใดให้ยึดถือ
[Bridge]
บางครั้งคนเราหลับทั้งน้ำตา
ทั้งที่ร่างกายยังอ่อนล้า
เพราะ “ลูกศร” แห่งความทุกข์คา
อยู่ลึกในใจไม่จางหาย
แต่หากวันใดเรารู้ปล่อยวาง
ความทุกข์บางอย่างจะคลายสลาย
เมื่อใจสงบและเข้าใจ
แม้ความเจ็บก็ไม่ครอบงำ
[Final Chorus]
เราไม่ได้นอนเพราะความหลง
แต่หลับในธรรมอันงดงาม
โลกจะทุกข์หรือแปรเปลี่ยนตาม
ใจก็ยังสงบเรืองรอง
ผู้มีเมตตาต่อสรรพชีวิต
ย่อมไม่ถูกความมืดครอบครอง
แม้กลางคืนยาวนานเพียงใด
ใจที่เป็นไท…ย่อมหลับอย่างสงบ
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
สกลิกสูตรที่ ๓
[๔๕๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ มัททกุจฉิมิคทายวัน เขต กรุงราชคฤห์ ฯ ก็โดยสมัยนั้นแล พระบาทของพระผู้มีพระภาคถูกสะเก็ดหินเจาะแล้ว ได้ยินว่า เวทนาทั้งหลาย อันยิ่ง เป็นไปในพระสรีระ เป็นทุกข์ แรงกล้า เผ็ด ร้อน ไม่เป็นที่ยินดี ไม่เป็นที่ทรงสบาย ย่อมเป็นไปแด่พระผู้มีพระภาค พระองค์ มีพระสติสัมปชัญญะอดกลั้นซึ่งเวทนาเหล่านั้น ไม่กระสับกระส่าย ฯ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ลาดผ้าสังฆาฏิเป็น ๔ ชั้น แล้วสำเร็จ สีหไสยา โดยพระปรัศเบื้องขวา พระบาทซ้ายเหลื่อมพระบาทขวา มีพระสติ สัมปชัญญะ ฯ [๔๕๓] ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเข้าไปเฝ้าพระองค์ถึงที่ประทับ แล้วทูล ถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า ท่านนอนด้วยความเขลา หรือมัวเมาคิดกาพย์กลอนอยู่ ประโยชน์ทั้งหลายของท่านไม่มีมาก ท่านอยู่ ณ ที่นั่งที่นอน อันสงัดแต่ผู้เดียว ตั้งหน้านอนหลับ นี่อะไร ท่านหลับ ทีเดียวหรือ ฯ [๔๕๔] พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า เราไม่ได้นอนด้วยความเขลา ทั้งมิได้มัวเมาคิดกาพย์กลอนอยู่ เราบรรลุประโยชน์แล้วปราศจากความโศก อยู่ ณ ที่นั่งที่นอน อันสงัดแต่ผู้เดียว นอนรำพึงด้วยความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวง ฯ ลูกศรเข้าไปในอกของชนเหล่าใด ร้อยหทัยให้ลุ่มหลงอยู่ แม้ ชนเหล่านั้นในโลกนี้ ผู้มีลูกศรเสียบอกอยู่ ยังได้ความหลับ เราผู้ปราศจากลูกศรแล้ว ไฉนจะไม่หลับเล่า ฯ เราเดินทางไปในทางที่มีราชสีห์เป็นต้น ก็มิได้หวาดหวั่น ถึง หลับในที่เช่นนั้นก็มิได้กลัวเกรง กลางคืนและกลางวันย่อม ไม่ทำให้เราเดือดร้อน เราย่อมไม่พบเห็นความเสื่อมอะไรๆ ในโลก ฉะนั้น เราผู้มีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวงจึงนอนหลับ ฯ ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้หายไปในที่นั้นเอง ฯ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น