ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในสมการความมั่นคงของรัฐฉานกำลังเกิดขึ้น เมื่อกองกำลังไทใหญ่สองกลุ่มหลัก ได้แก่ Shan State Progress Party /กองทัพรัฐฉานเหนือ (SSPP/SSA) และ Restoration Council of Shan State /กองทัพรัฐฉานใต้ (RCSS/SSA) ปรับยุทธศาสตร์ใหม่ โดย SSPP เริ่มถอนกำลังออกจากพื้นที่ขัดแย้งบางส่วน พร้อมเปิดทางให้ RCSS เข้าดูแลพื้นที่แทน เพื่อลดการเผชิญหน้าภายในชาติพันธุ์เดียวกัน และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ในรัฐฉาน
ภูมิรัฐศาสตร์รัฐฉานเปลี่ยน หลังรัฐประหารเมียนมา
สถานการณ์ความมั่นคงใน Shan State เปลี่ยนแปลงอย่างมากหลังการรัฐประหารของ State Administration Council ในปี 2021 ภายใต้การนำของ Min Aung Hlaing ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างอำนาจในพื้นที่ชาติพันธุ์เกิดความผันผวนอย่างรุนแรง
ยิ่งไปกว่านั้น การเปิดฉาก “ปฏิบัติการ 1027” ของพันธมิตรสามภราดรภาพในปี 2023 ซึ่งประกอบด้วย
Arakan Army
Ta'ang National Liberation Army
Myanmar National Democratic Alliance Army
ทำให้กองทัพเมียนมาต้องสูญเสียพื้นที่ยุทธศาสตร์จำนวนมากในรัฐฉานตอนเหนือ ส่งผลให้เกิด “สุญญากาศทางอำนาจ” และการแข่งขันระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ในการขยายอิทธิพลของตน
จากคู่แข่งสู่ความพยายามประนีประนอม
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา SSPP และ RCSS มีประวัติความขัดแย้งและการแข่งขันกันอย่างยาวนาน ทั้งด้านการควบคุมดินแดน การเก็บภาษี และการแย่งชิงฐานสนับสนุนจากประชาชนไทใหญ่
RCSS ซึ่งนำโดย Yawd Serk มีฐานที่มั่นสำคัญอยู่ที่ Loi Tai Leng ใกล้ชายแดนไทย ขณะที่ SSPP ภายใต้การนำของ Sao Pang Fa มีฐานที่มั่นหลักในพื้นที่รัฐฉานตอนเหนือและตอนกลาง เช่น เมืองเกซีและบ้านไฮ
ในอดีต RCSS เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ลงนามใน Nationwide Ceasefire Agreement ขณะที่ SSPP ปฏิเสธกระบวนการดังกล่าวและเข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฝ่ายเหนือ
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางทหารในช่วงปี 2024–2026 โดยเฉพาะแรงกดดันจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น เช่น TNLA และ MNDAA ทำให้ SSPP ต้องเผชิญสถานการณ์ที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “วิกฤตเชิงยุทธศาสตร์”
ปฏิบัติการ 1027 จุดเปลี่ยนสมดุลอำนาจ
ความสำเร็จของปฏิบัติการ 1027 ทำให้พันธมิตรฝ่ายเหนือสามารถยึดครองเมืองสำคัญหลายแห่ง รวมถึงเมืองเศรษฐกิจและเส้นทางการค้าหลักในรัฐฉานตอนเหนือ
หลังจากนั้น กลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่มเริ่มจัดตั้งระบบการปกครองของตนเอง เช่น TNLA ที่ประกาศจัดตั้งเขตปกครองหลายพื้นที่ รวมถึงเมืองสำคัญอย่าง
Muse
Kutkai
Lashio
การขยายอำนาจดังกล่าวนำไปสู่ข้อพิพาทกับ SSPP ทั้งเรื่องเขตแดนและสิทธิ์การจัดเก็บภาษีในเส้นทางเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อกับจีน
SSPP ปรับยุทธศาสตร์ ถอนกำลัง–เปิดทาง RCSS
ท่ามกลางแรงกดดันจากหลายทิศทาง ผู้นำ SSPP เริ่มประเมินว่าการสู้รบกับ RCSS ทางตอนใต้เป็นการสูญเสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น และอาจทำให้กลุ่มชาติพันธุ์อื่นเข้ามาแทรกแซงดินแดนไทใหญ่
ผลลัพธ์คือการปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ โดย SSPP เริ่มถอนกำลังออกจากพื้นที่ขัดแย้งบางส่วน และเปิดทางให้ RCSS เข้าดูแลพื้นที่แทน เพื่อสร้าง “แนวร่วมไทใหญ่” และลดการปะทะกันภายในชาติพันธุ์เดียวกัน
นักวิเคราะห์มองว่านี่คือความพยายามในการ รวมศูนย์อำนาจชาติพันธุ์ เพื่อรับมือกับการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้นขึ้นในรัฐฉาน
นัยยะต่อภูมิรัฐศาสตร์ภูมิภาค
การปรับสมดุลระหว่าง SSPP และ RCSS ไม่เพียงมีผลต่อความมั่นคงในรัฐฉานเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อโครงการเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของจีน เช่น Belt and Road Initiative ซึ่งมีเส้นทางผ่านพื้นที่ชายแดนเมียนมา
นักวิชาการด้านความมั่นคงระบุว่า หากความร่วมมือระหว่างกลุ่มไทใหญ่เกิดขึ้นจริง อาจช่วยลดความรุนแรงของสงครามภายในชาติพันธุ์ และเปลี่ยนสมการการเมืองของรัฐฉานในระยะยาว
ความหวังใหม่หรือเพียงพักรบชั่วคราว
แม้ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จะถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวกต่อเสถียรภาพในพื้นที่ แต่ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า สถานการณ์ในรัฐฉานยังคงเปราะบาง เนื่องจากมีผู้เล่นจำนวนมาก ทั้งกองทัพเมียนมา กลุ่มชาติพันธุ์อื่น และผลประโยชน์ระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม การลดการสู้รบระหว่าง SSPP และ RCSS อาจเป็นก้าวแรกของการสร้างเอกภาพภายในชาติพันธุ์ไทใหญ่ ท่ามกลางสมรภูมิทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงร้อนแรงในเมียนมา.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น