เพลง : ชาณุสโสณิสูตรเหนือคำว่ามีและไม่มี
[บทนำ]
ใต้ร่มไม้แห่งพระเชตวัน
มีคำถามหนึ่งนั้นดังก้องในใจ
พราหมณ์ผู้แสวงหาความจริงอันไกล
เดินเข้ามาถามด้วยใจใฝ่รู้
เขาถามว่าโลกนี้มีอยู่จริงหรือ
ทุกสิ่งที่ยึดถือดำรงอยู่หรือไม่
หรือแท้จริงแล้วไม่มีสิ่งใด
เกิดขึ้นและสลายไปไร้ความหมาย
พระศาสดาทอดพระเนตรอย่างเมตตา
แล้วตรัสด้วยปัญญาอันยิ่งใหญ่
คำว่ามี หรือไม่มีนั้นไซร้
ล้วนเป็นสุดปลายแห่งความคิดมนุษย์
อย่าติดอยู่กับถ้อยคำ
อย่าหลงอยู่กับเงาความเห็น
จงมองความจริงที่ซ่อนเร้น
ผ่านเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวโยงกัน
[ท่อนฮุก]
เหนือคำว่ามี และเหนือคำว่าไม่มี
ความจริงอยู่ตรงนี้ ในกฎแห่งเหตุผล
เมื่อเหตุเกิด ผลก็เกิดตามตน
เมื่อเหตุดับลง ผลนั้นย่อมดับไป
เพราะอวิชชา จึงมีการปรุงแต่ง
เกิดกระแสแห่งชีวิตหมุนเวียนไม่รู้จบได้
แต่เมื่อปัญญาส่องแสงในหัวใจ
กองทุกข์ทั้งหลายย่อมดับลง
[ท่อนที่ 2]
สังขารก่อให้เกิดวิญญาณ
วิญญาณสืบสานเรื่องราวมากมาย
ทุกอย่างเชื่อมโยงเป็นสาย
ดั่งสายน้ำไหลจากต้นธารเดียวกัน
มิใช่มีอยู่โดยลำพัง
มิใช่สูญสลายอย่างไร้ความสัมพันธ์
ทุกสิ่งดำเนินไปตามเหตุปัจจัยนั้น
เป็นความจริงที่ไม่เอนเอียง
[สะพานเพลง]
ดุจหงายของที่คว่ำไว้
ดุจเปิดสิ่งที่ปิดบังมานาน
ดุจประทีปส่องทางกลางความมืดมน
ให้ผู้คนได้มองเห็นหนทาง
พราหมณ์ผู้เคยแสวงหาคำตอบ
พบความสงบในใจอันสว่าง
เกิดศรัทธาในพระธรรมอันกระจ่าง
และวางใจไว้ในพระรัตนตรัย
[ท่อนฮุก]
เหนือคำว่ามี และเหนือคำว่าไม่มี
ความจริงอยู่ตรงนี้ ในกฎแห่งเหตุผล
เมื่อเหตุเกิด ผลก็เกิดตามตน
เมื่อเหตุดับลง ผลนั้นย่อมดับไป
เพราะอวิชชา จึงมีการปรุงแต่ง
เกิดกระแสแห่งชีวิตหมุนเวียนไม่รู้จบได้
แต่เมื่อปัญญาส่องแสงในหัวใจ
กองทุกข์ทั้งหลายย่อมดับลง
[ท่อนจบ]
วันนี้ยังมีผู้คนมากมาย
หลงอยู่ในคำถามเดิมไม่รู้สิ้น
แต่คำตอบแห่งพระผู้ทรงธรรมยิน
ยังส่องแสงอยู่ทุกถิ่นทุกกาล
มิใช่ยึดว่ามี มิใช่ยึดว่าไม่มี
แต่เห็นตามวิถีแห่งเหตุปัจจัย
เมื่อรู้ความจริงตามที่เป็นภายใน
ใจย่อมเป็นอิสระจากทุกข์ทั้งปวง
เหนือคำว่ามี...
เหนือคำว่าไม่มี...
คือทางแห่งปัญญาที่พาใจ
สู่ความสงบอันนิรันดร์
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๗. ชาณุสโสณิสูตร [๑๗๒] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ- *บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พราหมณ์ชาณุสโสณีเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง ฯ [๑๗๓] ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้วชาณุสโสณีพราหมณ์ได้ทูลถามพระผู้มี- *พระภาคว่า พระโคดมผู้เจริญ สิ่งทั้งปวงมีอยู่หรือหนอแล ฯ ภ. ดูกรพราหมณ์ โวหารนี้ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ เป็นส่วนสุดที่หนึ่ง ฯ ชา. พระโคดมผู้เจริญ ก็สิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่หรือ ฯ ภ. ดูกรพราหมณ์ โวหารนี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่ เป็นส่วนสุดที่สอง ดูกรพราหมณ์ ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าใกล้ส่วนสุดทั้งสองนั้น ดังนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ก็ เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณ จึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [๑๗๔] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ชาณุสโสณีพราหมณ์ได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งยิ่ง นัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งยิ่งนัก ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางให้แก่คน หลงทาง หรือตามประทีปไว้ในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็นรูปดังนี้ ฉันใด พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดมกับทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมผู้เจริญ จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯจบสูตรที่ ๗

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น