วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เพลง : โลกนิโรธสูตรเมื่อโลกดับที่ใจ



เพลง : โลกนิโรธสูตรเมื่อโลกดับที่ใจ

[บทนำ]

โลกหมุนไปไม่เคยหยุดพัก
ใจเรารัก ใจเราหลง ไม่รู้จบ
เห็นรูป ฟังเสียง แล้วใจประสบ
ก่อทุกข์ครบ วนเวียนไม่สิ้นไป

[ท่อนที่ 1]

ตาเห็นรูป เกิดวิญญาณรับรู้
หูได้ฟังเสียงอยู่ เกิดความหวั่นไหว
จมูกลิ้มกลิ่น ลิ้นชิมรสอันพาใจ
กายสัมผัสสิ่งใด ใจก็เผลอไหลตาม

ผัสสะเกิด เวทนาเกิดขึ้น
สุขและทุกข์ค่อยกลืน อยู่ในทุกยาม
จากเวทนา กลายเป็นตัณหาติดตาม
ร้อยใจไว้ด้วยความ อยากไม่รู้วาง

[ท่อนฮุก]

โอ้โลกนี้ เกิดขึ้นที่ใจ
มิใช่ภูเขา ทะเลกว้างใหญ่ดังที่เห็น
เพราะตัณหา พาให้ใจลำเค็ญ
เกิดชาติ เกิดความยากเข็ญ ไม่สิ้นสุดทาง

เมื่อปล่อยวาง ความอยากทั้งปวง
โลกแห่งความหวง จึงค่อยเลือนจาง
ดับตัณหา ดับทุกข์ตามครรลอง
แสงแห่งธรรมส่องทาง ให้โลกดับที่ใจ

[ท่อนที่ 2]

ใจรับธรรม ความคิดนับพัน
ก่อความฝันและความหวั่นในหัวใจ
อุปาทานยึดมั่น ไม่ยอมปล่อยไป
ก่อภพใหม่อยู่ภายใน ทุกลมหายใจ

จากภพนั้น ชาติจึงเกิดมา
ชราและมรณะ ตามติดไม่ห่างไกล
โศกเศร้า คร่ำครวญ ทุกข์โทมนัสมากมาย
ล้วนเกิดจากใจ ที่ยังยึดถืออยู่

[ท่อนฮุก]

โอ้โลกนี้ เกิดขึ้นที่ใจ
มิใช่ภูเขา ทะเลกว้างใหญ่ดังที่เห็น
เพราะตัณหา พาให้ใจลำเค็ญ
เกิดชาติ เกิดความยากเข็ญ ไม่สิ้นสุดทาง

เมื่อปล่อยวาง ความอยากทั้งปวง
โลกแห่งความหวง จึงค่อยเลือนจาง
ดับตัณหา ดับทุกข์ตามครรลอง
แสงแห่งธรรมส่องทาง ให้โลกดับที่ใจ

[สะพานเพลง]

เมื่อความอยากดับลงโดยสิ้นเชิง
อุปาทานก็เลิกเพลิงที่เผาใจ
ภพก็ดับ ชาติก็ดับตามไป
เหลือเพียงธรรมอันผ่องใส สงบเย็นนิรันดร์

[ท่อนจบ]

ตาเห็นรูป แต่ใจไม่ผูกพัน
หูได้ยินเสียงนั้น ก็ไม่หวั่นไหว
โลกยังอยู่ แต่ทุกข์ไม่อยู่ในใจ
เพราะรู้ทางดับไฟ แห่งตัณหา

โลกสงบ เมื่อใจสงบ
โลกจบ เมื่อใจพ้นอาสวา
ความดับแห่งโลก มิใช่โลกโรยรา
แต่คือการดับตัณหา ในใจเรา

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๔. โลกนิโรธสูตร
[๑๖๔] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ- *บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความเกิด และความดับแห่งโลก ๑- เธอทั้งหลายจงฟัง ... ภิกษุทั้งหลาย ก็ความเกิดแห่งโลก เป็นไฉน เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็น ปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงเกิดชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส ภิกษุทั้งหลาย นี้แล เป็นความเกิดแห่งโลก เพราะอาศัยหูและเสียง ... เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ... เพราะอาศัยลิ้นและรส ... เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ ... เพราะอาศัยใจและ ธรรม จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะ @๑. สังขารโลก ฯ ผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา ฯลฯ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงเกิดชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความเกิดแห่งโลก ฯ [๑๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งโลกเป็นไฉน เพราะอาศัย จักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นเทียวดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและมรณะ โสกปริเทว- *ทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการ อย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความดับแห่งโลก เพราะอาศัยหูและเสียง ... เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ... เพราะอาศัยลิ้นและรส ... เพราะอาศัยกายและ โผฏฐัพพะ ... เพราะอาศัยใจและธรรม จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมแห่ง ธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนา เป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นเทียวดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความดับแห่งโลก ฯ
จบสูตรที่ ๔
https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=16&A=1950

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

นักวิชาการชี้ “มหาเอไอพลัส” อาจเป็นคำตอบใหม่ของโลกดิจิทัล ผสานจริยธรรมเลวินาสสู่สันติภาพโลกยุค AI

  นักวิชาการชี้ “มหาเอไอพลัส” อาจเป็นคำตอบใหม่ของโลกดิจิทัล ผสานจริยธรรมเลวินาสสู่สันติภาพโลกยุค AI กรุงเทพฯ – ท่ามกลางการขยายตัวอย่างรวดเร...