เพลง : ญาติกสูตรต้นทางแห่งพรหมจรรย์
ณ คิญชกาวาสอันเงียบสงบ
พระศาสดาทรงประทับในความสงัด
ตรัสธรรมล้ำค่าดุจแสงแห่งสัจธรรม
เปิดหนทางให้พ้นทุกข์ในสังสารวัฏ
ตาเห็นรูป ใจรับรู้
เกิดวิญญาณคู่กับความหมาย
สามสิ่งประชุมเป็นผัสสะภายใน
เวทนาเกิดขึ้นในใจทุกครา
หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น
ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัสมา
ใจรับธรรมและเรื่องราวนานา
ก่อเวทนาในอุราไม่ต่างกัน
เมื่อสุขเกิด ใจก็อยากครอง
เมื่อทุกข์เข้าจอง ใจก็ผลักดัน
ตัณหาก่อตัวขึ้นทุกวัน
กลายเป็นสายใยแห่งความผูกพัน
[ท่อนฮุก]
เพราะตัณหา จึงยึดมั่นถือมั่น
เกิดอุปาทานผูกพันไม่รู้คลาย
ก่อภพ ก่อชาติ เวียนว่ายตายเกิดมากมาย
ทุกข์ทั้งหลายจึงหลั่งไหลไม่สิ้นสุด
แต่เมื่อใจ รู้ทันความอยาก
ดับเชื้อไฟแห่งความยึดหยุดความวุ่น
อุปาทานดับ ภพชาติดับเกื้อหนุน
เหลือเพียงใจอบอุ่นด้วยธรรมอันสงบเย็น
[ท่อนที่ 2]
ธรรมบทนี้ พระองค์ทรงสอน
ให้ย้อนมองเหตุแห่งทุกข์ที่มองไม่เห็น
มิใช่โทษของโลกหรือผู้ใดเป็น
แต่เกิดจากใจที่ยังลุ่มหลงตน
เมื่อรู้เหตุ ก็รู้ทางดับ
ไม่ต้องนับกี่ภพกี่หน
เพียงเห็นจริงตามเหตุและผล
ใจย่อมพ้นจากเครื่องร้อยรัด
[สะพานเพลง]
ภิกษุผู้ยืนฟังอยู่ข้างทาง
ได้รับแสงสว่างแห่งธรรมชัด
พระองค์ตรัสให้ศึกษาไม่ขาด
จดจำและปฏิบัติให้แจ้งจริง
เพราะธรรมนี้มีคุณอันยิ่งใหญ่
เป็นจุดเริ่มต้นแห่งชีวิตอันประเสริฐยิ่ง
เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์อ้างอิง
นำใจเข้าสู่ความจริงแห่งนิพพาน
[ท่อนฮุก]
เพราะตัณหา จึงยึดมั่นถือมั่น
เกิดอุปาทานผูกพันไม่รู้คลาย
ก่อภพ ก่อชาติ เวียนว่ายตายเกิดมากมาย
ทุกข์ทั้งหลายจึงหลั่งไหลไม่สิ้นสุด
แต่เมื่อใจ รู้ทันความอยาก
ดับเชื้อไฟแห่งความยึดหยุดความวุ่น
อุปาทานดับ ภพชาติดับเกื้อหนุน
เหลือเพียงใจอบอุ่นด้วยธรรมอันสงบเย็น
[ท่อนจบ]
ขอจดจำธรรมนี้ไว้ในใจ
ดุจแสงไฟนำทางยามมืดเข็ญ
เรียนรู้เหตุแห่งทุกข์ให้ชัดเจน
แล้วจะเห็นทางดับทุกข์ด้วยตนเอง
ต้นทางแห่งพรหมจรรย์อยู่ไม่ไกล
เริ่มที่ใจรู้เท่าทันทุกข์ทั้งผอง
เมื่อปล่อยวางตัณหาและการครอบครอง
ใจจะผ่องสว่างในทางแห่งธรรม
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๕. ญาติกสูตร [๑๖๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่คิญชกาวาส [มหาปราสาทที่สร้าง ด้วยอิฐ] ใกล้บ้านพระญาติ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในที่ลับทรงเร้น อยู่ ได้ตรัสธรรมปริยายนี้ว่า เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความ ประชุมแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ เพราะอาศัยหูและ เสียง ... เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ... เพราะอาศัยลิ้นและรส ... เพราะอาศัยกาย และโผฏฐัพพะ ... เพราะอาศัยใจและธรรม จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุม แห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็น ปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่ง กองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [๑๖๗] เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่ง ธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนา เป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นเทียวดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ เพราะอาศัยหูและเสียง ฯลฯ เพราะอาศัยใจและธรรม จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้น เทียวดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [๑๖๘] ก็สมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งยืนแอบฟังอยู่ใกล้พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคทรงเห็นภิกษุนั้นแล้ว ได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุ เธอได้ฟังธรรมปริยาย นี้หรือ ภิกษุนั้นทูลรับว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ได้ฟังอย่างนี้ พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ภิกษุเธอจงศึกษาเล่าเรียน ทรงจำธรรมปริยายนี้ ธรรมปริยายนี้ประกอบ ด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ฯ
https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=16&A=1979

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น