ณ เชตวันอันสงบเย็น
มีผู้แสวงหาความจริงเดินมา
พร้อมคำถามที่ค้างอยู่ในอุรา
เกี่ยวกับชะตาและผลแห่งการกระทำ
เขาถามถึงเหตุและผลของชีวิต
ใครเป็นผู้ลิขิตความทุกข์สุขซ้ำๆ
พระศาสดาจึงทรงแสดงธรรม
ด้วยถ้อยคำอันลึกซึ้งและงดงาม
หากกล่าวว่า ผู้ทำและผู้รับผลเป็นคนเดียว
ก็อาจยึดแน่นเกินความจริงที่มี
หากกล่าวว่า ผู้ทำกับผู้รับผลไม่มีเกี่ยวข้องกันเลยนี้
ก็ห่างไกลจากวิถีแห่งธรรม
พระองค์ตรัสว่า อย่าติดอยู่ในสองฝั่ง
อย่าหลงทางในความเห็นที่ตอกย้ำ
แต่จงมองชีวิตตามเหตุแห่งธรรม
ที่ร้อยเรียงกันเป็นลำดับไป
[ท่อนก่อนฮุก]
เพราะอวิชชา จึงเกิดสังขาร
เพราะสังขาร จึงเกิดวิญญาณเคลื่อนไหว
เหตุปัจจัยสืบต่อกันภายใน
ก่อทุกข์ให้หมุนไปไม่รู้จบ
[ท่อนฮุก]
ทุกสิ่งเกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย
มิใช่เรื่องบังเอิญ มิใช่ใครกำหนดไว้ทั้งหมด
เมื่อเหตุเกิด ผลย่อมปรากฏ
ดั่งสายน้ำไหลคดตามทางของมัน
และเมื่อแสงแห่งปัญญาส่องมา
อวิชชาค่อยเลือนลาหายไปจากใจนั้น
เหตุแห่งทุกข์ดับลงพร้อมกัน
เหลือเพียงความสงบอันงดงาม
[ท่อนที่ 2]
เหมือนหงายของที่คว่ำไว้ให้เห็น
เหมือนเปิดสิ่งที่ซ่อนไว้ให้กระจ่าง
เหมือนบอกทางแก่ผู้หลงทาง
เหมือนจุดแสงสว่างกลางคืนมืดมน
ธรรมของพระองค์ดุจประทีป
ส่องชีวิตให้พ้นจากความสับสน
ทำให้เห็นเหตุและผลของตน
ด้วยปัญญาที่พ้นจากความงมงาย
[สะพานเพลง]
เมื่อเข้าใจความจริงแห่งชีวิต
ใจจึงไม่ติดอยู่ในความหมาย
ไม่โทษตน ไม่โทษใคร
แต่เข้าใจเหตุปัจจัยตามที่เป็น
ศรัทธาจึงผลิบานในหัวใจ
ดุจดอกไม้รับแสงยามเช้าเด่น
ก้มกราบพระรัตนตรัยด้วยใจเยือกเย็น
เป็นที่พึ่งอันมั่นคงตลอดกาล
[ท่อนฮุก]
ทุกสิ่งเกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย
มิใช่เรื่องบังเอิญ มิใช่ใครกำหนดไว้ทั้งหมด
เมื่อเหตุเกิด ผลย่อมปรากฏ
ดั่งสายน้ำไหลคดตามทางของมัน
และเมื่อแสงแห่งปัญญาส่องมา
อวิชชาค่อยเลือนลาหายไปจากใจนั้น
เหตุแห่งทุกข์ดับลงพร้อมกัน
เหลือเพียงความสงบอันงดงาม
[ท่อนจบ]
ทางสายกลางที่พระองค์ทรงชี้
คือวิถีแห่งความรู้และความเข้าใจ
ไม่สุดโต่ง ไม่หลงไปตามความคิดใด
แต่เห็นทุกอย่างตามเหตุและปัจจัย
เมื่ออวิชชาดับลงจากใจ
กองทุกข์ทั้งหลายย่อมสลาย
เหลือเพียงแสงธรรมอันพร่างพราย
นำชีวิตก้าวไปสู่ความพ้นทุกข์
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๖. อัญญตรสูตร [๑๖๙] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พราหมณ์ผู้หนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มี- *พระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ [๑๗๐] พราหมณ์นั้น ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ คนนั้นทำเหตุ คนนั้นเสวยผลหรือหนอ พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ โวหารนี้ว่า คนนั้นทำเหตุ คนนั้นเสวยผล เป็นส่วนสุด ที่หนึ่ง พราหมณ์นั้นทูลถามว่า พระโคดมผู้เจริญ ก็คนอื่นทำเหตุ คนอื่นเสวยผล หรือ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ โวหารนี้ว่า คนอื่นทำเหตุ คนอื่น เสวยผลเป็นส่วนสุดที่สอง ดูกรพราหมณ์ ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าใกล้ส่วนสุดทั้งสองนั้นดังนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะ สังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมี ด้วยประการอย่างนี้ ก็เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วย ประการอย่างนี้ ฯ [๑๗๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์นั้นได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งยิ่งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งยิ่งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางให้แก่คนหลงทาง หรือตามประทีปไว้ในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็นรูปดังนี้ ฉันใด พระองค์ ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ ขอถึงท่านพระโคดมกับทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมผู้เจริญ จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น