วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เคทีซีเชิญ"นร.ทุนของพ่อ"เล่าน้ำพระทัย"ในหลวงร.9"






เคทีซีจัดกิจกรรม "ด้วยสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ....จากนักเรียนทุนของพ่อ" ที่พระราชทานทุนการศึกษาแก่นิสิตนักศึกษา



“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยนางสาวพจนีย์พร ชำนาญภักดี ผู้อำนวยการ  - ทรัพยากรบุคคล ได้จัดกิจกรรมเสวนา “ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ....จากนักเรียนทุนของพ่อ” ให้กับผู้บริหาร พนักงานและนิสิต นักศึกษาโครงการ Learn and Earn โดยเชิญอดีตผู้ได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล เล่าถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานทุนการศึกษาแก่นิสิตนักศึกษาสาขาต่างๆ ไปศึกษาเพิ่มเติม ณ ต่างประเทศ เพื่อจะได้กลับมาทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่ตัวเองสนใจ และได้ทำประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมือง



เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นิสิต นักศึกษาของโครงการฯ ในการทำความดีต่อไป เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ กิตติคุณ นายแพทย์จรัญ มหาทุมะรัตน์ ประธานชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ดร.เจน ชาญณรงค์ ผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ปี พ.ศ. 2532 ดร.กฤชชลัช ฐิติกมล ผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกธรรมศาสตร์ ปี พ.ศ. 2533 ผศ.ดร.วรภรรณ เรืองผกา ผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกเกษตรศาสตร์ ปี พ.ศ. 2541 และดร.ปัญญา แซ่ลิ้ม ผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกเกษตรศาสตร์ ปี พ.ศ. 2548 งานดังกล่าวจัดขึ้น ณ “เคทีซี ป็อป” ชั้น บี 1 สุขุมวิท 33 เมื่อเร็วๆ นี้

วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"มจร"ขอบคุณ"บิ๊กตู่"ห่วงคุณภาพการศึกษาม.สงฆ์



"มจร"ขอบคุณ"บิ๊กตู่"ห่วงคุณภาพการศึกษาม.สงฆ์ แจงมีคนเข้ามาเรียนมาก ปัจจัยไม่ได้อยู่ที่เงินหรือค่าเล่าเรียนราคาถูก


วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ตามที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใยในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17  ตุลาคม พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมาถึงเรื่องคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยพระสงฆ์ 2 แห่งคือมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร)  และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย(มมร)  ซึ่งเปิดสอนระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก และค่าเล่าเรียนราคาถูกจึงมีคนสนใจไปเรียนมาก จึงฝากให้กระทรวงศึกษาธิการได้พิจารณากำกับดูแลให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น 


ต่อนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ได้แจ้งในที่ประชุมองค์กรหลัก กระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 36/2560 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2560 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ และได้มอบหมายให้นายพีระ รัตนวิจิตร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาดูแลรับผิดชอบในเรื่องนี้นั้น


พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส,รศ.ดร. ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ และผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา ได้แสดงความเห็นว่า หลังจากอ่านประโยคข้างบนนั้น ส่วนตนแล้ว ชื่นชมท่านนายกฯ ที่ตระหนักรู้ และให้ความใส่ใจต่อสถานการณ์การเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ได้ทรงสถาปนาโดยใช้พระนามของพระองค์ตั้งชื่อของมหาวิทยาลัย จากความห่วงใยดังกล่าวจึงได้สั่งการให้รองปลัด และเลขาธิการ สกอ. ดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ในชั้นนี้ จึงประสงค์จะอธิบายรายละเอียดบางประการเพื่อให้สอดรับความห่วงใยของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีต่อมหาจุฬาฯ ใน 2 ประเด็นหลัก คือ


ประเด็นที่ 1 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้ดำเนินการเปิดสอนในระดับตรี  โท และเอก ซึ่งทำให้ท่านนายกรัฐมนตรีเกิดความห่วงใยต่อ "คุณภาพ" ของการบริหารจัดการหลักสูตรต่างๆ จึงมอบหมายให้นายพีระ รัตนวิจิตร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ดูแลรับผิดชอบในเรื่องนี้ การที่จะทำให้ทราบชัดว่า "มีคุณภาพ" ในเชิงประจักษ์นั้น เครื่องมือสำคัญที่สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา หรือ สกอ. ใช้เป็นมาตรวัดในการประเมิน คือ "การประกันคุณภาพการศึกษา" หรือ "Quality Assurance:QA" เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจว่ามีคุณภาพ


ด้วยเหตุนี้ ในระหว่างวันที่ 16-18 ตุลาคม 2560 คณะกรรมการตรวจและประเมินคุณภาพการศึกษาภายในระดับสถาบัน ซึ่งมีรายชื่ออยู่บัญชีผู้ประเมินของ สกอ. นำโดย ผศ.ดร.ตวงรักษ์ นันทวิสารกุล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า บางมด ประธานกรรมการ รศ.ดร.สุบรรณ เอี่ยมวิจารณ์ มหาวิทยาลัยสารคาม กรรมการ รศ. ภรณี ศิริโชติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กรรมการ ผศ.ดร.พันธ์ศักดิ์ พลสารัมย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรรมการ อาจารย์ไฉไลฤดี ยุวนะศิริ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กรรมการและเลขานุการ ได้เข้ามาประเมินคุณภาพการศึกษาภายในระดับสถาบัน ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย


คณะกรรมการทั้ง 5 ท่านซึ่งเป็นผู้แทนของ สกอ. ได้ทำหน้าที่พิชญพิจารณ์ ตลอด 3 วัน ทั้งการพิจารณาเอกสาร หลักฐาน และการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นิสิต และผู้ใช้บริการ ซึ่งผลการประเมินในภาพรวมจาก 5 องค์ประกอบระดับสถาบัน คือ การผลิตบัณฑิต การวิจัย การบริการวิชาการ การทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรม และการบริหารจัดการ อยู่ในเกณฑ์ระดับดี โดยได้ 4.04 จากระดับคะแนน 5


เมื่อพิจารณาจากพัฒนาการของการประเมินคุณภาพการศึกษาในระดับสถาบันของมหาจุฬาฯ จาก 3 ปีย้อนหลัง คือ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2557 – 2559 มีผลการประเมินดีขึ้นตามลำดับ โดยในปีการศึกษา 2557 มีผลการประเมิน 3.53 คะแนน ปีการศึกษา 2558 มีผลการประเมิน 3.87 คะแนน และ ในปีการศึกษา 2559 มีผลการประเมิน 4.04 คะแนน จะเห็นว่า ผลการประกันคุณภาพที่มีพัฒนาการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงระดับดีนั้น ย่อมสามารถทำให้ท่านนายกรัฐมนตรีคลายความห่วงใยได้ว่า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้ทุ่มเทสรรพกำลังในการจัดการศึกษาให้สอดรับกับพระราชปณิธานของล้นเกล้ารัชการที่ 5 มุ่งสร้างให้มหาจุฬาฯ เป็นสถานบันการศึกษาพระไตรปิฏกและวิชาชั้นสูง


ประเด็นที่ 2 มีค่าเล่าเรียนราคาถูก จึงมีคนสนใจไปเรียนมากขึ้น ค่าเล่าเรียนถูกมิใช่ตัวแปรหลักเพียงประการเดียวที่ทำให้นิสิตจำนวนมากตัดสินใจเลือกที่จะมาเรียนที่มหาจุฬาฯ ในฐานะที่เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ได้ทรงสถาปนา แต่เพราะอาศัยตัวแปรอื่นๆ เข้ามาประกอบในการตัดสินใจด้วย เช่น ความเป็นพุทธศาสนิกชน การศึกษาทางโลกกำลังพบกับความตีบตันทางปัญญา มหาจุฬาฯ เน้นวิชาชีวิตเติมเต็มวิชาชีพโดยการบูรณาการพระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่ การได้มีโอกาสได้ศึกษาธรรมะจากพระสงฆ์โดยตรง การมีทุนสนับสนุนจากพุทธศาสนิกชนทั่วโลก รวมถึงทุนเล่าเรียนหลวง และการมีทุนทรัพย์จำนวนน้อย มหาจุฬาฯ จึงมีหน้าที่เข้าไปช่วยรัฐในการจัดการศึกษาเพื่อรองรับ และสนับสนุนกลุ่มคนที่เป็นพระสงฆ์และคฤหัสถ์ซึ่งพลาดโอกาสทางการศึกษา และขาดทุนทรัพย์ในการเรียนระดับมหาวิทยาลัย


ถามต่อว่า "เป็นไปได้หรือไม่ว่า ค่าเล่าเรียนถูก จะทำให้ด้อยคุณภาพลง" แม้ว่าค่าเล่าเรียนของมหาจุฬาฯ จะถูก แต่มิได้หมายความว่า มาตรฐานในการจัดการศึกษาของมหาจุฬาฯ จะด้อยคุณภาพลง ดังจะเห็นได้จากผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในระดับสถาบัน ที่ได้คะแนน 4.04 จาก 5 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับดี ในขณะเดียวกัน มหาจุฬาฯ ได้พัฒนานิสิตออกไปรับใช้สังคมจำนวนมาก ดังจะเห็นได้จากศิษย์เก่าของมหาจุฬาฯ เช่น สมเด็จพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พระพรหมบัณฑิต,ศ.ดร. พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ศ.พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ ศ.ดร.สมภาร พรมทา และศ.ดร.วัชระ งามจิตรเจริญ จะเห็นว่า ความถูกของมูลค่ามิได้ทำให้คุณค่าลดต่ำลง ด้วยเหตุนี้ มหาจุฬาฯ ในฐานะเป็นสถาบันการจัดการศึกษาด้านพระพุทธศาสนา จึงมุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเน้นประโยชน์สูง แต่ประหยัดสุด


กล่าวโดยสรุปแล้ว ข้อห่วงใยของท่านนายกฯ ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนั้น นับได้ว่าเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความปลาบปลื้มยินดี และภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษาด้านพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฏหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 พยายามที่จะตอกย้ำให้นำการศึกษาตามแนวพระพุทธศาสนาเถรวาทมาเป็นพื้นฐานสำคัญในการปฏิบัติและการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เพื่อพัฒนาจิตใจและปัญญา อาศัยความห่วงใยนี้ มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งจึงมองว่าเป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนามหาวิทยาลัยให้สามารถเจริญก้าวหน้า สามารถตอบโจทย์ชีวิตและสังคมอย่างสมสมัยและสอดรับกับความต้องการต่อไป

"บิ๊กตู่"ห่วงคุณภาพการศึกษาม.สงฆ์-"มจร"ประเมินได้ระดับดี



"บิ๊กตู่"ห่วงคุณภาพการศึกษาม.สงฆ์ สั่งศธ.เข้มกำกับดูแลเข้มข้น ยกเหตุค่าเล่าเรียนราคาถูกมีคนสนใจเรียนมาก ขณะที่ สกอ.เข้าประเมิน "มจร" ได้คะแนน 4.04 จาก 5 อยู่ในระดับดี



วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเว็บไซต์ข่าวสำนักรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการที่รายงานผลการที่นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมองค์กรหลัก กระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 36/2560 เมื่อวันอังคารที่ 17 ตุลาคม 2560 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ



โดยในเรื่องที่นายกรัฐมนตรีสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้ระบุว่า นายพะโยม ชิณวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุมครั้งนี้ว่า รมว.ศึกษาธิการ ได้แจ้งเรื่องในการประชุมคณะรัฐมนตรี ให้ที่ประชุมรับทราบโดยในจำนวนนี้มีที่ระบุว่ามหาวิทยาลัยพระ 2 แห่ง (มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย(มมร)) ซึ่งเปิดสอนระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก และค่าเล่าเรียนราคาถูก จึงมีคนสนใจไปเรียนมาก



"พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงเรื่องคุณภาพ จึงฝากให้กระทรวงศึกษาธิการได้พิจารณากำกับดูแลให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น ซึ่งที่ประชุมองค์กรหลักได้มอบหมายให้นายพีระ รัตนวิจิตร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  และนายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ดูแลรับผิดชอบในเรื่องนี้" นายพะโยม กล่าว


ขณะเดียวกันวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2560 น. พระพรหมบัณฑิต (ป.ธ.9, ศ.,ดร.,ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์, อัคคมหาบัณฑิต) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เจ้าคณะภาค 2 อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นประธานในการรับฟังผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ณ ห้องประชุม 401 อาคารสำนักงานอธิการบดี มจร อ.วังน้อย จ.พระนครศรคอยุธยา ตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)   คณะกรรมการประเมินฯ นำโดย ผศ.ดร.ตวงรักษ์ นันทวิสารกุล คณบดีคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง



ได้เข้าทำการประเมินคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคมเป็นต้นมาและได้ประกาศผลออกมาว่า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยผ่านการประเมินคุณภาพการศึกษาด้วยคะแนน 4.04(คะแนนเต็ม5) จัดว่าอยู่ในระดับดี อย่างไรก็ตามบางส่วนงานอยู่ในระดับดีมาก พร้อมกันนี้ได้แนะนำให้พิจารณาสนับสนุนส่วนงานที่มีความพร้อมให้ใช้เกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาที่มีความเข้มข้นมากขึ้น เช่น เกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ (EdPEx)


ศิษย์เก่า มจร รายหนึ่ง กล่าวว่า ในเรื่องนี้ ในฐานะผู้นำประเทศจะพูดถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยเฉพาะเรื่องนโยบายและการมอบหมายนโยบายควรจะระมัดระวังและศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน เพราะเมื่อพูด แสดงออก ให้นโยบายและมอบหมายนโยบายไปแล้วก็ย่อมมีผลกระต่อสิ่งนั้นๆไม่มากก็น้อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากหรือสลับซับซ้อนอะไรเลย ก่อนที่จะพูดหรือชี้อะไรลงไปที่สถาบันการศึกษานั้นโดยเฉพาะเรื่องคุณภาพการผลิตบัณฑิต การเรียนการสอนหรือที่พูดรวมๆว่าคุณภาพการศึกษา เบื้องต้นควรเรียกให้ ศธ. มารายงานผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในประเทศมาดูเป็นข้อมูลพื้นฐานเสียก่อน ดูเพื่อทวนให้เข้าใจ ให้ตรงกับข้อเท็จจริงของมหาวิทยาลัยนั้นๆ แล้วค่อยศึกษาในรายละเอียด เช่น อัตลักษณ์ บริบทแวดล้อมอื่นๆเข้าไปด้วย หรือจะมอบทีมงาน ทีมที่ปรึกษาเป็นตัวช่วยก็ได้  เพื่อจะได้มองให้ทะลุและมอบนโยบายให้ตรง


ถ้าศึกษาให้ดีจะพบข้อเท็จจริงประการหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นคำตอบในคำถามพื้นฐานง่ายๆของประเทศนี้ ถ้าพบข้อเท็จจริงนี้แล้วผู้นำที่ดีควรจะต้องขอบคุณ มจร ด้วยซ้ำไป นั่นคือรัฐไทยในปัจจุบันนี้ไม่สามารถจะจัดการศึกษาในประเทศนี้ (ในทุกระดับ) ให้คนไทยทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาของรัฐได้อย่างเสมอภาคกัน ย้ำ อย่างเสมอภาคกัน ไม่ว่าจะเป็นคนรวย คนจน หรือคนในภูมิภาคๆก็ตาม คนไทยจำนวนมากมายโดยเฉพาะเด็กยากจนในขนบทไทย  จึงตกบันไดการศึกษานี้ (ดูสถิติผู้ได้เรียนในการศึกษาขั้นพื้นฐานและสถิติผู้ไม่รู้หนังสือได้) บางครอบครัวแตกแยก ลูกต้องอาศัยวัดให้ได้รับการศึกษาถึงขั้นระดับปริญญาเอก       

การมองแบบตื้นเขินโดยวัดคุณภาพการศึกษาจากราคาค่าหน่วยกิตโดยละทิ้งบริบทอื่นๆเข่นนี้โอกาสผิดพลาดย่อมมีเปอร์เซ็นที่สูงจึ้น โดยเฉพาะมนระดับผู้นำแล้ว ต้องสุขุม รอบคอบ อย่าเกรี้ยวกราด หรือมีอคติว่าคนในสถาบันการศึกษานั้นๆเคยยืนในความเห็นที่แตกต่างตรงข้ามกับรัฐบาล อย่าเพิ่งมองการศึกษาแบบสินค้า หรือแบบเสื้อผ้าเช่น แพงคือยี่ห้อหมายถึงคุณภาพ ราคาถูกหมายถึงตลาดนัดคุณภาพต่ำ ตรรกะแบบนี้สถาบันการศึกษานั้นๆ จะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ ผู้นำทึ่กอรปด้วยปัญญาย่อมมองเห็นนัยที่สำคัญทั้งเรื่อง พระพุทธศาสนา ศาตร์สมัยใหม่ คณะสงฆ์ สังคม คนด้อยโอกาสและการเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาของประเทศ   วันนี้เมื่อรัฐยื่นโอกาสทางการศึกษาได้ไม่ทั่วถึง กระท่อนกระแท่น คนทั่วโลกก็มองเห็น มจร ต่างหากเล่าที่เข้ามาสอดรับ ยื่นมือและเติมเต็มในแนวพื้นฐานนโยบายแห่งรัฐในส่วนของการศึกษานี้
      

"วันนี้ มจร จึงไม่ใช่การศึกษาเฉพาะพระสงฆ์ไทยเท่านั้นแต่ยังสนองตอบพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 5 ในการจัดการศึกษาพระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่เพื่อพัฒนาจิตใจและสังคม สถาบันแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาระดับโลกไปแล้วในเวลานี้ วันนี้ มจร จึงเป็นทั้งโอกาส และสันติในดวงใจ  วันนี้ มจร จึงเป็นที่พึ่งของทุกชนชั้น ไม่เฉพาะแต่ชาวไทยเท่านั้นแต่ยังหมายรวมถึงคณะสงฆ์และชาวพุทธทั่วโลกอีกด้วย" ศิษย์เก่า มจร รายนั้นระบุ



............


(หมายเหตุ : ข้อมูลจาก http://www.moe.go.th/websm/2017/oct/541.html)

วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"บัวขาว"บวชถวาย"ในหลวงร.9"ที่วัดบางเเวก



วันที่ 18  ตุลาคม 2560 เฟซบุ๊ก  Banchamek Gym (Buakaw Banchamek, บัวขาว บัญชาเมฆ ได้แจ้งว่า "วันที่ 19 ตุลาคม 2560  เวลา 08.00 น.  บัวขาว ลาอุปสมบท อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ณ วัดบางเเวก จรัญสนิทวงศ์13 แขวงคูหาสวรรค์ เขตภาษีเจริญ (เข้าซอยบางแวก3)

กำหนดการ

-08.00น. ปลงผมนาค

-09.00น. นำนาคเข้าอุปสมบท

-11.00น. ฉลองพระใหม่ ถวายภัตตาหาร เพลสงฆ์

แฟนๆท่านใดสะดวก มาที่วัดเลยครับ


ข้าพเจ้าขอลาอุปสมบท ขอส่วนบุญส่วนกุศลที่ข้าพเจ้าได้บวชในครั้งนี้ จงมีแก่ท่านทั้งหลาย หากสิ่งใดที่ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินท่าน ด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม หรือ
หากข้าพเจ้าเคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อท่านไม่ว่ากรณีใดก็ตาม  ขอทุกท่านโปรดจง อโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด และขอทุกท่านได้อนุโมทนาผลบุญกุศลนี้ อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 โดยข้าพเจ้าจะตั้งใจปฎิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นที่สุด"

นักบวชฮินดูทุ่มงบ2,100ล้านรูปีพัฒนาพุทธสถาน




โยคีอาทิตยานาถนักบวชฮินดู ทุ่มงบ 2,100 ล้านรูปีพัฒนาพุทธสถานรัฐอุตตรประเทศอินเดีย ยกพระพุทธศาสนานั้นเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ



วันที่ 17 ตุลาคม 2560   ที่เมืองกุสินารา รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย สถานที่ปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   โยคี อาทิตยานาถ (Yogi Adityanath) มุขมนตรีรัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย  นักบวชฮินดู เจ้าอาวาสวัดโครักคนาถ  เมืองโครักคปูร์ พร้อมด้วยรัฐมนตรีการท่องเที่ยว และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เดินทางมาเป็นประธานเปิดการท่องเที่ยว เพื่อดูแลอำนวยความสะดวกแก่ผู้แสงบุญ และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาในรัฐอุตตรประเทศ ซึ่งมีประชากรมากที่สุดกว่า 199 ล้านคน โดยมีพระสงฆ์นานาชาติจากวัดต่างๆ ในเมืองกุสินาราได้รับนิมนต์ให้เดินทางไปร่วมงานในครั้งนี้



โยคีอาทิตยานาถ มุขมนตรีแห่งรัฐอุตตรประเทศ ได้กล่าวว่า พระพุทธศาสนานั้นเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ มีพุทธศาสนิกชนอยู่ทั่วโลก ซึ่งจุดกำเนินนั้นอยู่ในประเทศอินเดีย ในรัฐอุตตรประเทศนี้มีพุทธสถานมากที่สุด 6 ที่ ทั้งกุสินารา สารนาถ สาวัตถี โกสัมพี สังกัสสะ กบิลพัสดุ์ ในแต่ละปีมีชาวพุทธเดินทางมาจำนวนมาก ทั้งไทย พม่า ศรีลังกา และประเทศอื่นๆ ซึ่งท่านเคยเดินทางไปเยือนทั้ง ๓ ประเทศ ล้วนดูแลนักท่องเที่ยวเป็นอย่างนี้ดี



ขมนตรีแห่งรัฐอุตตรประเทศ กล่าวต่อว่า เราจึงต้องพัฒนาจัดสรรงบประมาณ 2,100 ล้านรูปี เพื่อดูแลพัฒนาพุทธสถานทั้ง 6  ที่ให้ดี ทั้งจัดทำถนนหนทางให้สะดวกสบาย สร้างสนามบินนานาชาติ สถานนีรถไฟ จัดทำห้องน้ำดูแลผู้แสวงบุญ จัดดูแลรักษาความปลอดภัย โดยจัดให้มีตำรวจท่องเที่ยว ขับมอเตอร์ไซค์ดูแลตลอด ติดตั้งกล้องวงจรปิด เพิ่มไฟแสงสว่างในพุทธสถาน และสวัสดิการอื่นๆ



โยคีอาทิตยานาถยังได้กล่าวด้วยว่า นายอำเภอจังหวัดกุศินาคาร์ และข้าราชการต้องเข้ามาช่วยงานพระ เพื่ออำนวยความสะดวก ซึ่งมีวัดนานาชาติจำนวนมาก ทั้งไทย พม่า ศรีลังกา กัมพูชา ธิเบต เวียดนาม เนปาล ภูฏาน เป็นต้น ไม่ให้มีปัญหา ถ้าวัดไหนมีปัญหาต้องเข้ามาช่วยพระ เพื่ออำนวยความสะดวก ในการทำงาน

วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560

สมเด็จมอบทุน"เอก-ดร.แอน"บริจาคซื้อที่ดิน



สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง มอบทุนการศึกษาสามเณรและเยาชนรวม 200,000 บาท พร้อมถวายทุนขยายที่ตั้ง มจร วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส เป็นสถานศึกษาด้านภาษาบาฬีและผลิตพระวิปัสสนาระดับนานาชาติ "สรพงษ์" และ "ดร.สิเรียม"ร่วมบริจาคด้วย



วันที่ 17 ตุลาคม 2560 สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพิชัยญาติการาม เป็นประธานถวายและมอบทุนการศึกษา แก่สามเณรและเยาชน จำนวน 200,000 บาท พร้อมถวายทุนเบื้องต้นในการขยายที่ตั้งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส จำนวน 1,000,000 บาท  ซึ่งอยู่บริเวณใกล้วัดละมุด วัดละมุด อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มีพื้นที่จำนวน 27 ไร่ ราคาไร่ละ 650,000 บาท



ในการนี้พระพรหมเวที เจ้าคณะภาค 15 ได้ถวายทุนในการจัดซื้อที่ดิน อีก 1 ล้านบาท พร้อมด้วยพระเถรานุเถระและพุทธศาสนิกชนร่วมกันบริจาค ในจำนวนนี้มี
นายกรีพงษ์ เทียมเศวต หรือ "สรพงษ์ ชาตรี"  และดร.สิภาภัสส์ ภักดีดำรงฤทธิ์ หรือ "แอน-สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์" ดารานักแสดงอาวุฬา ได้เข้าร่วมในงานดังกล่าว และปวารณาร่วมจัดซื้อที่ดิน คนละ 1 ไร่



มจร วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆสแห่งนี้ได้ก่อตั้งตามดำริของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เพื่อให้เป็นสถานศึกษาวิชาการด้านพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะด้านภาษาบาลีซึ่งเป็นรากฐานด้านภาษาและพระพุทพจน์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนี้ยังได้มุ่งเน้นการเรียนการสอนด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยเปิดหลักสูตร วิปัสสนาภาวนามหาบัณฑิต ถือเป็นหัวใจแห่งหลักคำสอนของพระพุทธองค์ ผลิตพระวิปัสสนาจารย์ ออกเผยแผ่และสั่งสอนวิปัสสนาทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งการขยายวิทยาเขตให้สามารถรองรับผู้เข้ามาศึกษาด้านภาษาบาฬีและด้านวิปัสสนาระดับนานาชาติ

ทอดกฐิวัดพุทธวิหารออกซฟอร์ดสมทบทุนสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติ


 



 งานทำบุญทอดกฐิน วัดพุทธวิหารออกซฟอร์ด เพื่อนำปัจจัยสมทบทุนซื้อที่ดินและอาคาร สร้างเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติ 


วันอาทิตย์ ที่ 15 ตุลาคม 2560 ณ Tingewick Hall มีพิธีทำบุญทอดกฐิน  ที่วัดพุทธวิหารอ๊อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เพื่อนำปัจจัยสมทบทุนซื้อที่ดินและอาคาร สร้างเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติ


ด้วยวัดพุทธวิหารออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษประเทศอังกฤษ เป็นวัดที่สร้างมาเป็นระยะเวลาครบสิบปีในปี พ.ศ.2560 นี้ โดยการดำริของ พระอาจารย์ ดร.คำหมาย ธัมมะสามิ เจ้าอาวาส อธิการบดีมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา โดยก่อสร้างเมื่อท่านเป็นนิสิตปริญญาเอก มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด


ปัจจุบันมีพุทธศาสนิกชนหลายชนชาติ ที่อยู่ในเมืองออกซฟอร์ด เมืองใกล้เคียง ทั้งในประเทศอังกฤษเอง รวมทั้งประเทศยุโรป หลายประเทศ มีความสนใจและเข้ามาปฏิบัติธรรม ณ วัดออกซฟอร์ดพุทธวิหารเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี เมื่อเปิดคอร์สอบรมวิปัสสนากรรมฐานทำให้สถานที่วัดไม่เพียงพอ ไม่สามารถรองรับผู้สนใจที่ต้องการจะเข้ามาปฏิบัติธรรมได้ทั้งหมด


ทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เพื่ออนุเคราะห์พุทธศาสนิกชนทุกเชื้่อชาติ ทุกประเทศ ที่ประสงค์จะเข้าฝึกพระกรรมฐาน เข้าปฏิบัติธรรมได้ตลอดเวลา พระอาจารย์ ดร.คำหมาย จึงมีโครงการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ฝึกอบรมพระกรรมฐานสำหรับผู้สนใจ ศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาตินี้ มีลักษณะคือ แต่ละเดือนจะมีคอร์สในการปฏิบัติธรรมหลักสุตรต่างๆ  ได้รับความเมตตาจากครูบาอาจารย์ พระวิปัสสนาจารย์ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา ทั้งพระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาที่มีความช่ำชองชำนาญ มากด้วยประสบการณ์ ความรู้ในการปฏิบัติกรรมฐานจากนานาประเทศ เช่น ประเทศไทย พม่า ศรีลังกา ทิเบต ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม จีน อเมริกา เป็นต้น ได้เดินทางมาบรรยาย นำปฏิบัติการเจริญกรรมฐาน ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถเข้าศึกษาได้ตามความสนใจ


เมื่อปีที่ผ่านมาหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี หรือหลวงพ่อพระภาวนาเขมคุณ วัดมเหยงค์ จ.อยุธยา ซึ่งเป็นพระเถระ เป็นพระวิปัสสนาจารย์ที่มีประสบการณ์ด้านการปฏิบัติ ก็ได้เดินทางมาสอนกรรมฐานในประเทศอังกฤษ และได้มีโอกาสมาสอนวิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางมหาสติปัฎฐานสี่ ได้รับความสนใจจากชาวอังกฤษ ชาวศรีลังกา ชาวไทย และอีกหลายเชื้อชาติเป็นอย่างมาก แต่สถานที่ของวัดพุทธวิหารออกซฟอร์ดก็ยังไม่เพียงพอ ไม่สะดวกต่อผู้สนใจที่เข้าปฏิบัติธรรม


ศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติแห่งนี้ จะเปิดกว้างและยินดีในความเมตตาของพระวิปัสสนาจารย์จากนานาชาติที่เดินทางมาสอน บรรยายและนำปฏิบัติ ดังนั้นจึงขอประชาสัมพันธ์ให้สาธุชนทุกท่านที่ประสงค์อยากจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการก่อสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติแห่งนี้ ติอต่อได้ที่วัดพุทธวิหารออกซฟอร์ด ในส่วนของที่ดินและสิ่งก่อสร้าง เพื่อจะจัดตั้งศูนย์ฯ นั้น พระอาจารย์ ดร.คำหมาย และคณะกรรมการวัด ได้ช่วยกันหาและดูราคา ณ ขณะนี้ได้สถานที่แล้ว ตัดสินใจที่จะทำการจัด ซื้อสถานที่ และหาผู้มีจิตศรัทธาที่จะร่วมช่วยกัน ราคาที่แห่งนี้ตกประมาณ 980,000 ปอนด์ เนื้อที่ 4.5 เอเคอร์ (ประมาณ 10 ไร่) มีสิ่งก่อสร้างและอาคารที่อยู่อาศัย การสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติแห่งนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยการสนับสนุนจากทุกท่าน จึงขอฝากข่าวบุญนี้


...............

(หมายเหตุ : ที่มาแห่งข้อมูลความเป็นมา
http://odc.mcu.ac.th/?p=2797
http://www.dhammaduta20.com/2016/03/01/นักเรียนมัธยมศึกษา-จากโ/
http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9480000083661
เฟสบุ๊ค Oxford Buddha vihara)

เพลง: เดินเดี่ยวดั่งนอแรด หลักธรรมจากขุททกนิกาย จูฬนิทเทส ปารายนวรรค ขัคควิสาณสุตตนิทเทส

  เพลง: เดินเดี่ยวดั่งนอแรด หลักธรรมจากขุททกนิกาย จูฬนิทเทส ปารายนวรรค ขัคควิสาณสุตตนิทเทส [Verse 1] วางอาชญา อย่าเบียดเบียนใคร ไม่สร้างแผลไ...