วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เลือกตั้ง 2569 กับ “จุดตัดแห่งกรรม” “รู้ว่าเป็นคนไม่ดียังเลือก = คนมีกรรม” สะท้อนวิกฤตศีลธรรมการเมืองไทย


  เลือกตั้ง 2569 กับ “จุดตัดแห่งกรรม”  “รู้ว่าเป็นคนไม่ดียังเลือก = คนมีกรรม”  สะท้อนวิกฤตศีลธรรมการเมืองไทยท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งคาดว่าประชาชนจะออกมาใช้สิทธิสูงถึงร้อยละ 92 ได้เกิดการถกเถียงในวงกว้างถึงวาทกรรมเชิงคติธรรมที่ว่า

“รู้ว่าเป็นคนไม่ดียังเลือก เรียกว่าคนมีกรรม แต่หากไม่เลือก เรียกว่าหมดกรรม”

ซึ่งนักวิชาการด้านพุทธปรัชญาและรัฐศาสตร์มองว่า ไม่ใช่เพียงถ้อยคำเตือนใจ แต่เป็นกรอบคิดที่เชื่อมโยง “กฎแห่งกรรม” เข้ากับพฤติกรรมการเมืองของประชาชนอย่างลึกซึ้ง

บทวิเคราะห์เชิงธรรมาธิปไตยฉบับล่าสุด ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มิใช่เพียงกลไกประชาธิปไตยตามวาระปกติ หากแต่เป็น “จุดตัดแห่งกรรม” ของสังคมไทย ท่ามกลางสิ่งที่ผู้สังเกตการณ์ต่างชาตินิยามว่าเป็น “พายุที่สมบูรณ์แบบ” จากวิกฤตเศรษฐกิจ ภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น และวิกฤตศรัทธาในจริยธรรมของผู้นำทางการเมือง


ถอดรหัส “คนพาล–บัณฑิต” จากพระไตรปิฎกสู่คูหาเลือกตั้ง

นักวิชาการอธิบายว่า ในพุทธศาสนา คำว่า “คนไม่ดี” มิได้หมายถึงเพียงบุคคลที่มีนิสัยไม่เหมาะสม แต่หมายถึง “คนพาล” หรือ “อสัตบุรุษ” ซึ่งมีลักษณะของการทุจริตทั้งทางใจ วาจา และการกระทำ ตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและมงคลสูตรที่ระบุว่า “การไม่คบคนพาล” คือมงคลข้อแรกแห่งความเจริญ

ในบริบทการเมือง คนพาลมักปรากฏในรูปของนักการเมืองที่เห็นแก่ประโยชน์ตนและพวกพ้อง บิดเบือนความจริง ใช้นโยบายประชานิยมสุดโต่ง หรือพยายามฟอกขาวประวัติทุจริตในอดีต ขณะที่ “บัณฑิต” หรือ “สัตบุรุษ” คือผู้นำที่มีคุณสมบัติตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ประการ เช่น รู้เหตุรู้ผล รู้ตน รู้จักประมาณ และยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นใหญ่


รู้ว่าไม่ดีแต่ยังเลือก = การสร้างกรรมใหม่

บทวิเคราะห์ชี้ว่า หัวใจของวาทกรรมดังกล่าวอยู่ที่ “เจตนา” ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นตัวกรรม การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจึงไม่ใช่การกระทำที่เป็นกลาง หากผู้มีสิทธิ “รู้” ว่านักการเมืองมีพฤติกรรมทุจริต แต่ยังเลือกด้วยเหตุแห่งผลประโยชน์ ความกลัว หรืออคติ จิตในขณะนั้นย่อมประกอบด้วยโลภะและโมหะ เป็นการสร้าง “อกุศลกรรมใหม่”

ยิ่งไปกว่านั้น การเลือกหรือสนับสนุนคนพาลเข้าสู่อำนาจ ยังถือเป็นการ “อนุโมทนาบาป” หรือการมีส่วนร่วมในกรรมของผู้กระทำ เพราะเป็นการมอบอำนาจให้บุคคลนั้นไปกระทำการแทนประชาชน ส่งผลให้สังคมต้องแบกรับ “วิบากกรรมร่วม”


บทเรียนจากวิบากกรรมการเมือง 2568–2569

นักวิชาการยกเหตุการณ์สำคัญในช่วงปี 2568–2569 เป็นกรณีศึกษาของวิบากกรรมทางการเมือง อาทิ โศกนาฏกรรมอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินถล่ม การพ้นตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีจากกรณีฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง และความล้มเหลวในการบริหารจัดการมหาอุทกภัยในภาคใต้ เหตุการณ์เหล่านี้ถูกมองว่าเป็นผลพวงจากการเลือกผู้นำในอดีต


“ไม่เลือกคนพาล” ทางออกสู่การตัดวงจรกรรม

บทวิเคราะห์เสนอว่า ส่วนสำคัญของวาทกรรมคือประโยคหลังที่ว่า “หากไม่เลือก เรียกว่าหมดกรรม” ซึ่งสอดคล้องกับหลักนิโรธในพุทธศาสนา การ “ไม่เลือกคนพาล” หรือแม้แต่การใช้สิทธิไม่ประสงค์ลงคะแนน ถือเป็นการงดเว้นจากความชั่ว เป็นการตัดวงจรการเมืองอุบาทว์ และรักษาความบริสุทธิ์แห่งเจตนาของพลเมือง

แนวคิดดังกล่าวสอดรับกับ “ธรรมิกสังคมนิยม” ของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่มองว่าการเมืองคือธรรมะ และรัฐสภาจะเป็นสภาที่แท้จริงได้ก็ต่อเมื่อประกอบด้วยสัตบุรุษ


เลือกตั้งไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่คือ “หน้าที่ทางธรรม”

บทสรุปของบทวิเคราะห์ย้ำว่า การเลือกตั้งปี 2569 ไม่ใช่เพียงการใช้สิทธิตามกฎหมาย แต่เป็น “หน้าที่ทางธรรม” ของพลเมืองไทยในการกำหนดกรรมของตนเองและประเทศชาติ ว่าจะวนเวียนอยู่ในวงจรความทุกข์ หรือจะตัดสินใจเลือกด้วยสติปัญญาเพื่อพาประเทศออกจากความมืดบอด

นักวิชาการทิ้งท้ายว่า หากสังคมไทยยึดมั่นในหลัก “ไม่เลือกคนพาล เลือกคนดี” อย่างพร้อมเพรียง คำว่า “หมดกรรม” อาจไม่ใช่เพียงวาทกรรมเชิงศีลธรรม แต่จะกลายเป็นความจริงใหม่ของการเมืองไทยในอนาคต


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เลือกตั้ง 2569 กับ “จุดตัดแห่งกรรม” “รู้ว่าเป็นคนไม่ดียังเลือก = คนมีกรรม” สะท้อนวิกฤตศีลธรรมการเมืองไทย

  เลือกตั้ง 2569 กับ “จุดตัดแห่งกรรม”  “รู้ว่าเป็นคนไม่ดียังเลือก = คนมีกรรม”  สะท้อนวิกฤตศีลธรรมการเมืองไทยท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งสมาช...