ในบริบทการเมืองไทยร่วมสมัย ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสถาบันสงฆ์ยังคงดำรงอยู่ในลักษณะพึ่งพาอาศัยกันมาอย่างยาวนาน โดยรัฐธรรมนูญทุกฉบับต่างบัญญัติรับรองบทบาทของรัฐในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ในฐานะรากฐานทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของชาติ อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กิจการพระพุทธศาสนาเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งปัญหากฎหมายที่ทับซ้อน วิกฤตศรัทธา และข้อถกเถียงเรื่องขอบเขตการตรวจสอบจากภาครัฐ จนนำไปสู่เสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปเชิงระบบอย่างจริงจัง
ท่ามกลางบริบทดังกล่าว ชื่อของ ดร.นิยม เวชกามา กลายเป็นตัวแสดงสำคัญในสมรภูมิ “การเมือง–ศาสนา” โดยบทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ล่าสุดชี้ให้เห็นว่า บทบาทของเขาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใช้ศาสนาเป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง หากแต่เป็นความพยายามแปลง “ทุนทางศาสนา” ให้กลายเป็นนโยบายสาธารณะที่มีผลเชิงโครงสร้าง และเชื่อมโยงโดยตรงกับการแข่งขันทางการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569
จาก “ดร.มหานิยม” สู่ผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนาในสนามการเมือง
ดร.นิยม เวชกามา มีภูมิหลังทางวิชาการที่แตกต่างจากนักการเมืองท้องถิ่นทั่วไป โดยสำเร็จการศึกษาระดับพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พุทธจิตวิทยา) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วุฒิการศึกษาดังกล่าวไม่เพียงสร้างความชอบธรรมทางปัญญา แต่ยังเปิดทางให้เขาสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์เชิงลึกกับพระสังฆาธิการทั่วประเทศ จนเกิดฐานสนับสนุนที่มีลักษณะเป็น “คะแนนเสียงจัดตั้งตามธรรมชาติ”
ตลอดเส้นทางการเมืองในฐานะอดีต ส.ส.จังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ดร.นิยม มีบทบาทเด่นในการอภิปรายและผลักดันประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์และกิจการคณะสงฆ์ ทั้งกรณีการคุ้มครองสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของพระสงฆ์ คดีเงินทอนวัด ไปจนถึงสวัสดิการพระสงฆ์ในช่วงวิกฤตโควิด-19 บทบาทเหล่านี้ทำให้เขาถูกมองว่าเป็น “เกราะกำบัง” ของคณะสงฆ์จากการใช้อำนาจรัฐที่ถูกวิพากษ์ว่าขาดความเป็นธรรม
ก้าวสู่ฝ่ายบริหาร: จากวาทกรรมสู่กลไกนโยบาย
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ ดร.นิยม ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในปี 2567 การเข้าสู่ฝ่ายบริหารทำให้เขามีอำนาจเชิงเครื่องมือในการผลักดันข้อเสนอที่เคยอภิปรายในสภาให้กลายเป็นนโยบายที่จับต้องได้ หนึ่งในผลงานสำคัญคือการวางกรอบ “นโยบาย 8 ประการ” เพื่อปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ตั้งแต่การแก้ปัญหาที่ดินวัด การปรับบทบาทสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไปจนถึงการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลในระบบทะเบียนพระภิกษุสามเณร
ผลสัมฤทธิ์ที่ถูกจับตามากที่สุด คือการผลักดัน ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2568 ซึ่งถูกมองว่าเป็นการสร้าง “ป้อมปราการทางกฎหมาย” ให้กับพระพุทธศาสนา โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ผสานทั้งมิติด้านกฎหมาย การบริหาร ความมั่นคง และการเงินเข้าด้วยกัน
นอกจากนี้ บทบาทด้าน “การทูตพุทธศาสนา” เช่น การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากสาธารณรัฐประชาชนจีน มาประดิษฐานในประเทศไทย ยังสะท้อนการใช้ศาสนาเป็นพลัง Soft Power ควบคู่กับการสร้างผลงานเชิงประจักษ์ทางการเมืองในช่วงก่อนการเลือกตั้ง
พรรคโอกาสใหม่ กับสมการเลือกตั้ง 2569
การตัดสินใจย้ายสังกัดมาสู่ พรรคโอกาสใหม่ และลงสมัคร ส.ส. เขต 2 จังหวัดสกลนคร หมายเลข 6 ในการเลือกตั้งปี 2569 ถูกมองว่าเป็นหมากการเมืองที่มีนัยสำคัญ พรรคโอกาสใหม่วางตำแหน่งตนเองเป็นพรรคที่เน้น “การบริหารนำการเมือง” และผสานนโยบายรัฐสวัสดิการ การแก้หนี้ และสิ่งแวดล้อม เข้ากับฐานศรัทธาทางพุทธศาสนา
ยุทธศาสตร์หาเสียงของ ดร.นิยม จึงเป็นการผสมผสานระหว่างการรักษาฐานเสียงเดิมในเครือข่ายวัด กับการขยายฐานสู่ประชาชนรากหญ้าผ่านนโยบายเศรษฐกิจและสวัสดิการของพรรค ซึ่งถูกมองว่าเป็นบททดสอบสำคัญว่า การเมืองแบบ “เทคนิคผสมศรัทธา” จะสามารถท้าทายการเมืองท้องถิ่นแบบดั้งเดิมได้หรือไม่
จากศาสนากับการเมือง สู่บรรทัดฐานใหม่?
บทวิเคราะห์สรุปว่า ดร.นิยม เวชกามา มิได้เป็นเพียงนักการเมืองที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือหาเสียง หากแต่เป็น “ผู้ออกแบบนโยบายสาธารณะด้านศาสนา” ที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างอำนาจรัฐและความเป็นอิสระของคณะสงฆ์ ภายใต้กรอบกฎหมายและการบริหารจัดการสมัยใหม่
การเลือกตั้งปี 2569 ในพื้นที่สกลนคร เขต 2 จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันของตัวบุคคล แต่สะท้อนคำถามใหญ่ของการเมืองไทยว่า ศาสนาและการเมืองจะสามารถเกื้อกูลกันอย่างยั่งยืน โดยไม่ตกอยู่ในกับดักของการอุปถัมภ์แบบเดิมได้หรือไม่
บทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์: พลวัตการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาภายใต้บทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา และนัยสำคัญทางการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569
บทนำ: ภูมิทัศน์ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสถาบันสงฆ์ในบริบทการเมืองไทยร่วมสมัย
ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ (State) และสถาบันสงฆ์ (Sangha) ดำรงอยู่ในลักษณะความสัมพันธ์แบบอิงอาศัย (Symbiotic Relationship) ที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของโครงสร้างอำนาจทางการเมือง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับได้บัญญัติรับรองสถานะของรัฐในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของศาสนาพุทธในฐานะรากฐานทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของชาติ อย่างไรก็ตาม ในห้วงทศวรรษที่ผ่านมา การบริหารจัดการกิจการพระพุทธศาสนาเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งจากปัญหาข้อกฎหมายที่ทับซ้อน การตีความพระธรรมวินัยที่ขัดแย้งกับกฎหมายบ้านเมือง และวิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นจากกรณีความขัดแย้งภายในวงการสงฆ์และการตรวจสอบจากภาครัฐ เหตุการณ์เหล่านี้ได้นำไปสู่การเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกลไกการคุ้มครองพุทธศาสนาให้มีความรัดกุมและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น
รายงานการวิจัยฉบับนี้ มุ่งเน้นการศึกษาเชิงวิเคราะห์เจาะลึกถึงบทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา บุคคลสำคัญทางการเมืองที่มีความโดดเด่นในการขับเคลื่อนนโยบายด้านพระพุทธศาสนา ทั้งในฐานะอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสถานะล่าสุดในฐานะผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6 ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569
ส่วนที่ 1: พัฒนาการทางอุดมการณ์และรากฐานอำนาจทางการเมืองของ ดร.นิยม เวชกามา
1.1 ภูมิหลังทางวิชาการและอัตลักษณ์ "ดร.มหานิยม"
ดร.นิยม เวชกามา มิใช่นักการเมืองท้องถิ่นในรูปแบบดั้งเดิมที่อาศัยเพียงระบบอุปถัมภ์ทางเครือญาติ แต่เป็นนักการเมืองที่สร้างฐานอำนาจผ่านความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Specialized Expertise) ในกิจการพระพุทธศาสนา ท่านสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (สาขาพุทธจิตวิทยา) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)
ฉายา "ดร.มหานิยม" หรือ "อาจารย์นิยม" จึงไม่ได้เป็นเพียงชื่อเรียกขาน แต่เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงสถานะ "คนกลาง" (Intermediary) ผู้ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างโลกทางโลก (อาณาจักร) และโลกทางธรรม (พุทธจักร) ท่านได้วางตำแหน่งของตนเองอย่างชัดเจนในฐานะ "ผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนา" (Guardian of Buddhism) ซึ่งแตกต่างจากนักการเมืองทั่วไปที่มักหลีกเลี่ยงประเด็นความขัดแย้งทางศาสนา
1.2 เส้นทางการเมืองและบทบาทนิติบัญญัติในอดีต
ก่อนจะก้าวเข้าสู่การสังกัดพรรคโอกาสใหม่ ดร.นิยม มีประวัติการทำงานการเมืองที่ยาวนานและต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นสังกัดพรรคพลังประชาชน และต่อมาคือพรรคเพื่อไทย ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนครหลายสมัย
ตารางที่ 1: สรุปบทบาทสำคัญและจุดยืนทางการเมืองของ ดร.นิยม เวชกามา (ช่วงสังกัดพรรคเพื่อไทย)
| ประเด็นปัญหา | บทบาทและการดำเนินการในสภาผู้แทนราษฎร | นัยสำคัญทางการเมือง | อ้างอิง |
| การคุ้มครองพระสงฆ์และการแสดงออกทางการเมือง | ปกป้องพระมหาสมปอง ตาลปุตโต จากการถูกตรวจสอบโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยยืนยันสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของพระสงฆ์ต่อความล้มเหลวของรัฐบาล | สร้างภาพลักษณ์การเป็น "เกราะกำบัง" ให้กับพระสงฆ์จากการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม และท้าทายอำนาจขององค์กรกำกับดูแลศาสนา | |
| คดีเงินทอนวัด | เสนอญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาคดีเงินทอนวัด เพื่อขอความเป็นธรรมให้แก่พุทธศาสนิกชนและวัดที่ถูกดำเนินคดี | พยายามรื้อฟื้นความยุติธรรมและลดกระแสความหวาดกลัวในหมู่พระสังฆาธิการต่อการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดิน | |
| สวัสดิการพระสงฆ์ (COVID-19) | อภิปรายทวงถามเงินเยียวยาพระสงฆ์รูปละ 60 บาท และค่านิตยภัตที่ล่าช้า ในช่วงวิกฤตการระบาดของโรคโควิด-19 | สะท้อนความล้มเหลวของระบบรัฐสวัสดิการที่ไม่ครอบคลุมถึงสถาบันสงฆ์ และแสดงบทบาทตัวแทนผลประโยชน์ของพระสงฆ์ | |
| การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่น | หารือเรื่องการขยายเขตไฟฟ้า การย้ายชุมชน และการขุดลอกอ่างเก็บน้ำในจังหวัดสกลนคร | ผสมผสานบทบาทผู้แทนราษฎรระดับท้องถิ่นเข้ากับการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ตอบสนองความต้องการพื้นฐานของประชาชน |
จากตารางข้างต้น จะเห็นได้ว่ายุทธศาสตร์ของ ดร.นิยม ในช่วงที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ คือการใช้กลไกรัฐสภาในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจบริหารที่กระทำต่อคณะสงฆ์ โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ที่มักตอบสนองต่อใบสั่งทางการเมืองมากกว่าพระธรรมวินัย
ส่วนที่ 2: การเปลี่ยนผ่านสู่อำนาจบริหารและการขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้าง (พ.ศ. 2567-2568)
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในเส้นทางการเมืองของ ดร.นิยม เกิดขึ้นเมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็น "ข้าราชการการเมือง" ในตำแหน่ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การกำกับดูแลของ รองศาสตราจารย์ ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567
2.1 วิเคราะห์ "นโยบาย 8 ประการ" เพื่อการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา
ดร.นิยม ได้วางกรอบนโยบาย 8 ข้อ เพื่อมอบให้แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นแม่บทในการปฏิรูปกิจการศาสนาในยุคปัจจุบัน การวิเคราะห์เชิงลึกของนโยบายเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการแก้ปัญหารากเหง้าเชิงโครงสร้างมากกว่าการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
การดูแลคุ้มครองพระพุทธศาสนา: เปลี่ยนจากมาตรการเชิงรับเป็นเชิงรุก โดยสร้างกลไกป้องกันการบ่อนทำลายศรัทธาและการตีความคำสอนที่บิดเบือน
การจัดการปัญหาที่ดินวัด (The Temple Land Dilemma): นัยสำคัญ: นี่คือนโยบายที่มีผลกระทบกว้างขวางที่สุด เนื่องจากวัดจำนวนมากในประเทศไทย โดยเฉพาะวัดป่าสายปฏิบัติ ตั้งอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับป่าสงวนหรือที่ดินรัฐ ทำให้มีสถานะเป็น "ที่พักสงฆ์" ไม่สามารถตั้งวัดได้ตามกฎหมาย ส่งผลให้ขาดโอกาสในการรับงบประมาณ ดร.นิยม ได้ผลักดันให้มีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติและประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เพื่อนิรโทษกรรมหรือผ่อนผันการใช้ประโยชน์ที่ดิน
แนวทางการอุปถัมภ์วัดและคณะสงฆ์: ปรับปรุงระเบียบการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนให้มีความคล่องตัวและโปร่งใส ลดความเสี่ยงของการเกิดคดีเงินทอนวัดซ้ำรอย
การเผยแผ่พระพุทธศาสนา: สนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรให้แก่พระธรรมทูตและหน่วยงานเผยแผ่
การปรับโครงสร้างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.): ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรของ พศ. จาก "ผู้กำกับดูแล" (Regulator) ให้กลายเป็น "ผู้สนับสนุน" (Facilitator) ที่ทำงานสนองงานคณะสงฆ์อย่างแท้จริง
การดูแลวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน: ฟื้นฟูบทบาทของวัดในมิติทางสังคมสงเคราะห์และการพัฒนาชุมชน
การพัฒนาพุทธมณฑล: ยกระดับพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาโลกทั้งในทางกายภาพและกิจกรรม
รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ในกิจการสงฆ์: การบูรณาการฐานข้อมูลทะเบียนพระภิกษุสามเณร (Smart Monk Card) เพื่อความถูกต้องในการจัดสรรสวัสดิการและการตรวจสอบสถานะพระภิกษุ
2.2 นวัตกรรมทางกฎหมาย: ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2568
ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมสูงสุดของการใช้อำนาจบริหารในยุคนี้ คือการผลักดันและประกาศใช้ "ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2568"
โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ:
ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดแรกตามระเบียบนี้
ประธานกรรมการ: ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ
วิเคราะห์: การแต่งตั้ง อ.ธงทอง ซึ่งเป็นนักกฎหมายมหาชนและผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ราชประเพณี เป็นการส่งสัญญาณว่าการคุ้มครองพุทธศาสนาจะดำเนินการภายใต้กรอบของนิติรัฐและจารีตประเพณีที่เคร่งครัด ไม่ใช่การใช้อำนาจตามอำเภอใจ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ:
ด้านการศึกษา: คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา – เชื่อมโยงวัดกับการศึกษาและเยาวชน
ด้านวิชาการพุทธศาสนา: ผศ.ประพจน์ อัศววิรุฬหการ – รับรองความถูกต้องตามหลักวิชาการ
ด้านความมั่นคง: พล.ต.ท. อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร – ดูแลประเด็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางศาสนา
ด้านการเงินและสินทรัพย์: นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ และ นายปรเมธี วิมลศิริ – เน้นการบริหารจัดการศาสนสมบัติให้โปร่งใส ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญในอดีต
กลไกคณะกรรมการชุดนี้ ที่มีองค์ประกอบทั้งฝ่ายข้าราชการประจำและผู้ทรงคุณวุฒิ คือมรดกทางนโยบายที่ ดร.นิยม ได้วางรากฐานไว้ เพื่อให้เป็น "ป้อมปราการ" ทางกฎหมายในการคุ้มครองพระพุทธศาสนาในระยะยาว
2.3 การทูตพุทธศาสนา (Buddhist Diplomacy)
นอกเหนือจากงานด้านกฎหมาย ดร.นิยม ยังมีบทบาทสำคัญในการเจรจาระดับพหุภาคี โดยประสบความสำเร็จในการอัญเชิญ พระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน มาประดิษฐานชั่วคราว ณ ท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ถึง 14 กุมภาพันธ์ 2568
Soft Power: ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ในวาระเฉลิมฉลอง
Political Marketing: เป็นการสร้างกิจกรรมขนาดใหญ่ (Mega Event) ที่ดึงดูดศรัทธาของมหาชน และสร้างผลงานเชิงประจักษ์ให้แก่รัฐบาลและตัว ดร.นิยม เอง ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้ง
ส่วนที่ 3: ยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง 2569 และพลวัตของ "พรรคโอกาสใหม่"
การตัดสินใจย้ายสังกัดจากพรรคเพื่อไทยมาสู่ พรรคโอกาสใหม่ (Okas Mai Party) ของ ดร.นิยม เวชกามา ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569 ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองและมีนัยสำคัญทางการเมืองอย่างยิ่ง การวิเคราะห์ปัจจัยและยุทธศาสตร์ของพรรคใหม่นี้จะช่วยให้เห็นทิศทางการเมืองไทยในอนาคต
3.1 อุดมการณ์และโครงสร้างของ "พรรคโอกาสใหม่"
พรรคโอกาสใหม่ ก่อตั้งขึ้นโดยมีแกนนำสำคัญคือ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์
ตารางที่ 2: นโยบายหลักของพรรคโอกาสใหม่และการบูรณาการกับฐานเสียงพุทธศาสนา
| นโยบายหลัก (Flagship Policies) | รายละเอียดและกลไกการปฏิบัติ | การบูรณาการกับแนวทางของ ดร.นิยม และฐานเสียงชาวพุทธ | อ้างอิง |
| รัฐสวัสดิการ (Welfare State) | ดูแลประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย เปลี่ยนจากการสงเคราะห์เป็น "สิทธิ" ขั้นพื้นฐาน | สอดคล้องกับหลักเมตตาธรรมในพุทธศาสนา และตอบโจทย์พระสงฆ์สูงอายุที่ขาดคนดูแล | |
| การแก้หนี้สิน (Economic Relief) | นโยบาย "แช่แข็งหนี้ 3 ปี" (Debt Freeze) พักต้น พักดอกเบี้ย เพื่อให้ประชาชนตั้งตัวได้ | ดร.นิยม นำมาขยายผลในพื้นที่ว่า "เมื่อโยมหมดหนี้ พระก็อยู่ได้" เป็นการแก้ปัญหาปากท้องเพื่อค้ำจุนศาสนา | |
| สิ่งแวดล้อมและ PM 2.5 | เพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดฝุ่นพิษ เปลี่ยนรถราชการเป็น EV | เชื่อมโยงกับนโยบาย "วัดสีเขียว" และป่าชุมชนที่พระสงฆ์เป็นผู้ดูแลรักษา (รุกขมรดก) | |
| การเมืองแบบใหม่ | "มีเราไม่มีมืด" เน้นความสว่างไสว โปร่งใส และยุติธรรม | สื่อความหมายโดยนัยถึง "แสงสว่างแห่งปัญญา" (Panya) และการขจัดความมืดบอดทางอวิชชา หรือความไม่ยุติธรรมในวงการสงฆ์ |
3.2 ยุทธศาสตร์การหาเสียงในพื้นที่จังหวัดสกลนคร เขต 2
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ดร.นิยม ผู้สมัครหมายเลข 6 เขต 2 จังหวัดสกลนคร ได้ใช้ยุทธศาสตร์แบบผสมผสาน (Hybrid Strategy) ระหว่าง "นโยบายมหภาคของพรรค" และ "นโยบายเฉพาะด้าน (Niche Policy) ของตนเอง":
การตอกย้ำแบรนด์ "ดร.มหานิยม": ท่านยังคงรักษาฐานเสียงเดิมด้วยการลงพื้นที่พบปะกับเครือข่ายวัดและสำนักสงฆ์กว่า 20,000 แห่งที่ยังมีปัญหาสถานะทางกฎหมาย
โดยเน้นย้ำผลงานเรื่องการผลักดันเอกสารสิทธิที่ดินวัด ซึ่งเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของชุมชนและวัด การขยายฐานเสียงสู่กลุ่มคนรากหญ้า: การนำนโยบาย "แช่แข็งหนี้ 3 ปี" และ "รักษาฟรีทุกที่" (บัตรเดียวจบ) ของพรรคโอกาสใหม่ มาใช้ในการหาเสียง
ช่วยให้ท่านสามารถขยายฐานเสียงจากกลุ่มผู้เคร่งครัดในศาสนา ไปสู่กลุ่มเกษตรกรและคนยากจนที่กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจ การสร้างความแตกต่างจากพรรคเดิม: ดร.นิยม สื่อสารว่าพรรคโอกาสใหม่และหัวหน้าพรรค (นายจตุพร) มีความ "กล้าคิด กล้าทำ" และมีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งจะช่วยให้การแก้ปัญหายากๆ (เช่น กฎหมายที่ดิน) สำเร็จได้จริง แตกต่างจากการเมืองแบบเก่าที่เน้นวาทกรรม
บทวิเคราะห์และสรุปผล
การศึกษาบทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา ผ่านเอกสารราชการและบริบททางการเมือง เผยให้เห็นพลวัตที่น่าสนใจของการเมืองไทยในมิติทางศาสนา:
จาก "การเมืองเชิงสัญลักษณ์" สู่ "การเมืองเชิงโครงสร้าง": ดร.นิยม ได้ยกระดับการอุปถัมภ์พุทธศาสนาจากการทำบุญหรือร่วมพิธีกรรม มาสู่การแก้กฎหมายและระเบียบวิธีปฏิบัติราชการ (Bureaucratic Procedure) การผลักดัน "ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2568" ถือเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จในการสร้างกลไกเชิงโครงสร้างที่จะคงอยู่ถาวร
การประสานประโยชน์ระหว่าง "อาณาจักร" และ "พุทธจักร": บทบาทของท่านในฐานะผู้ช่วยรัฐมนตรี และกรรมการเบื้องหลังการจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองฯ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเจรจาต่อรองเพื่อหาจุดสมดุลระหว่างความมั่นคงของรัฐ (State Security) และความอิสระของคณะสงฆ์ (Monastic Autonomy) โดยเฉพาะในประเด็นอ่อนไหวอย่างที่ดินวัดและการตรวจสอบการเงิน
นัยทางการเมืองของ "พรรคโอกาสใหม่": การที่ ดร.นิยม เลือกสังกัดพรรคโอกาสใหม่ สะท้อนให้เห็นว่า "นโยบายศาสนา" สามารถถูกผนวกเข้ากับ "นโยบายบริหารจัดการภาครัฐสมัยใหม่" (New Public Management) ได้อย่างลงตัว การเลือกตั้ง พ.ศ. 2569 ในเขต 2 สกลนคร จึงเป็นบททดสอบสำคัญว่า แนวทางการเมืองที่เน้นการแก้ปัญหาเชิงเทคนิคและการบริหาร (Technocratic Populism) ควบคู่ไปกับการรักษาฐานศรัทธาเดิม จะสามารถเอาชนะการเมืองระบบบ้านใหญ่แบบดั้งเดิมได้หรือไม่
บทสรุปของการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า ดร.นิยม เวชกามา มิได้เป็นเพียงนักการเมืองที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือหาเสียง แต่เป็น "ผู้ออกแบบนโยบายสาธารณะด้านศาสนา" (Religious Policy Architect) ที่มีผลงานเชิงประจักษ์ และกำลังพยายามสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการเมืองไทย ที่ศาสนาและการเมืองสามารถเกื้อกูลกันได้ภายใต้กรอบของกฎหมายและการบริหารจัดการที่ดี
หมายเหตุ: รายงานฉบับนี้เรียบเรียงข้อมูลโดยอ้างอิงจากราชกิจจานุเบกษา คำสั่งนายกรัฐมนตรี ข่าวสารทางราชการ และบทสัมภาษณ์ที่ปรากฏในสื่อสาธารณะ เพื่อวัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์ทางวิชาการและการเมือง ณ ช่วงเวลาข้อมูลถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น