วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เปิดคำถามใหญ่ “พระสงฆ์ไทยควรอยู่เหนือการเมืองจริงหรือ?” ท่ามกลางเลือกตั้ง–ประชามติรัฐธรรมนูญ


การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “การเลือกตั้งสามใบ” ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันชิง 500 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น หากยังเป็นจุดตัดสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่าง
รัฐ ศาสนา และอำนาจการเมือง เมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้นพร้อมกับการทำประชามติยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา

บริบทดังกล่าวได้ดึง “สถาบันสงฆ์” เข้าสู่ศูนย์กลางของวาทกรรมทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมตั้งคำถามต่อหลักคิดดั้งเดิมที่ว่า “พระสงฆ์ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง” ว่ายังเป็นหลักประกันศรัทธา หรือกำลังกลายเป็นเครื่องมือกดทับสิทธิและปิดช่องตรวจสอบอำนาจรัฐ

ศรัทธาภายใต้เงาการเมือง

ภายใต้รัฐบาลรักษาการที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาทางการเมือง สถาบันการเมืองอ่อนแอ ขณะที่กระแสชาตินิยมถูกปลุกขึ้นมาอย่างเข้มข้น โดยมี “ชาติ” เป็นแกนกลางในการระดมความชอบธรรม

นักวิชาการชี้ว่า การเชื่อมโยงภัยคุกคามด้านความมั่นคงเข้ากับศาสนา ได้เปิดพื้นที่ให้รัฐและพรรคการเมืองบางกลุ่ม ใช้สถาบันสงฆ์เป็นเครื่องมือทางจิตวิทยา ขัดแย้งโดยตรงกับหลักการวางตัวเป็นกลางของพระสงฆ์

พระสงฆ์ไทย: พลเมืองครึ่งใบ?

ในทางกฎหมาย พระสงฆ์ไทยถูกตัดสิทธิเลือกตั้งมาอย่างยาวนาน ด้วยเหตุผลว่าเป็น “ปูชนียบุคคลเหนือความขัดแย้ง” แต่ในทางปฏิบัติ รัฐกลับใช้อำนาจผ่านกฎหมายและมหาเถรสมาคมในการกำกับ ควบคุม และใช้ประโยชน์จากสถาบันสงฆ์เพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง

ความย้อนแย้งจึงเกิดขึ้น เมื่อพระสงฆ์สามารถถือครองทรัพย์สิน ทำธุรกรรมทางแพ่ง แต่กลับไม่มีสิทธิร่วมกำหนดอนาคตประเทศ แม้ในประเด็นประชามติรัฐธรรมนูญที่ส่งผลต่อสถานะพระพุทธศาสนาโดยตรง

เลือกตั้ง 2569: เมื่อศาสนากลายเป็นสนามอุดมการณ์

นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหลักสะท้อนจุดยืนต่อบทบาทพระสงฆ์อย่างชัดเจน

  • พรรคประชาชน เสนอการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตรวจสอบงบสำนักงานพระพุทธศาสนา บัญชีวัดดิจิทัล และการแยกศาสนาออกจากอำนาจรัฐ

  • พรรคภูมิใจไทย ใช้แนวทางพุทธศาสนาแบบอุปถัมภ์ เชื่อมวัดกับเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น หลีกเลี่ยงการแตะโครงสร้างคณะสงฆ์

  • พรรครวมไทยสร้างชาติ และกลุ่มอนุรักษ์นิยม ชูพุทธศาสนาชาตินิยม ผูกความมั่นคงของชาติไว้กับศาสนา พร้อมผลักดันบทลงโทษทางกฎหมายต่อผู้ถูกมองว่า “บ่อนทำลายศาสนา”

“เหนือการเมือง” : หลักการหรือเครื่องมือ?

ฝ่ายสนับสนุนการวางตัวเป็นกลางของพระสงฆ์ เห็นว่าเป็นการรักษาศรัทธา ป้องกันความแตกแยกในคณะสงฆ์ และสกัดการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง

แต่ฝ่ายวิพากษ์กลับชี้ว่า หลักการดังกล่าวถูกบังคับใช้แบบสองมาตรฐาน เปิดทางให้รัฐใช้ศาสนาได้ แต่ปิดปากพระสงฆ์ที่ตั้งคำถามต่ออำนาจ นำไปสู่การลิดรอนสิทธิพลเมือง และลดทอนบทบาททางศีลธรรมของศาสนาในสังคมร่วมสมัย

ปมร้อนประชามติรัฐธรรมนูญ

การทำประชามติยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเฉพาะความเป็นไปได้ในการแก้ไข มาตรา 67 กลายเป็นจุดปะทะสำคัญ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมองว่าเป็น “เกราะคุ้มครองพุทธศาสนา” ขณะที่ฝ่ายปฏิรูปเห็นว่าเป็นช่องทางให้รัฐแทรกแซงกิจการสงฆ์และละเมิดความเป็นกลางทางศาสนา

ทางแยกของพุทธศาสนาไทย

บทวิเคราะห์สรุปว่า สถานะ “ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง” ของพระสงฆ์ไทย มิได้เป็นเพียงหลักจริยธรรม หากแต่เป็น เครื่องมือทางอำนาจ ที่รัฐใช้ควบคุมสถาบันศาสนาในระยะยาว แม้จะสร้างความสงบในระยะสั้น แต่กลับทำให้ศาสนาพุทธอ่อนแอ ขาดความโปร่งใส และห่างไกลคนรุ่นใหม่

ข้อเสนอสำคัญคือ การเปิดถกเถียงเรื่องสิทธิพระสงฆ์ในการลงประชามติ การลดการครอบงำของรัฐต่อกิจการสงฆ์ และการส่งเสริมบทบาท “พระสงฆ์ผู้นำทางศีลธรรม” ที่กล้าวิพากษ์ปัญหาสังคมอย่างสร้างสรรค์

ท้ายที่สุด การเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกนักการเมือง หากแต่เป็นบททดสอบว่า สังคมไทยพร้อมหรือยังที่จะปลดล็อกศาสนาออกจากการเป็นเครื่องมือของอำนาจ และคืนชีวิตชีวาทางปัญญาให้พุทธศาสนาในโลกการเมืองสมัยใหม่

พลวัตแห่งศรัทธาและอำนาจ: การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ว่าด้วยสถานะ "เหนือการเมือง" ของพระสงฆ์ไทย ในบริบทการเลือกตั้งทั่วไปและประชามติรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2569

1. บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยภายใต้เงาแห่งกาสาวพัสตร์ ในปี 2569

การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มิใช่เพียงการแข่งขันเพื่อชิงเก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 500 ที่นั่งเท่านั้น แต่ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของราชอาณาจักรไทย โดยมีบริบทแวดล้อมที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง ทั้งจากการที่ต้องจัดการเลือกตั้งควบคู่ไปกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง สถานการณ์ดังกล่าวได้ปลุกเร้ากระแสชาตินิยมและดึงเอาสถาบันทางศาสนาเข้ามาเป็นใจกลางของวาทกรรมทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภายใต้การนำของรัฐบาลรักษาการนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งภายหลังจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ส่งผลให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่ง ประเทศไทยกำลังเผชิญกับคำถามที่ท้าทายรากฐานของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและศาสนา: การคงไว้ซึ่งบรรทัดฐานที่ว่า "พระสงฆ์ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง" (Apolitical Sangha) ยังคงเป็นคุณูปการต่อความมั่นคงของชาติและศรัทธาของมหาชน หรือแท้จริงแล้วเป็นเพียงกลไกในการกดทับสิทธิพลเมืองและปิดกั้นการตรวจสอบอำนาจรัฐ

รายงานฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์ข้อดีและข้อเสียของสถานะ "เหนือการเมือง" ของพระสงฆ์ไทย โดยใช้กรณีศึกษาจากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหลักในการเลือกตั้งปี 2569 ได้แก่ พรรคประชาชน (People's Party), พรรคภูมิใจไทย (Bhumjaithai Party), และพรรครวมไทยสร้างชาติ (United Thai Nation Party) รวมถึงบริบทของการทำประชามติรัฐธรรมนูญที่อาจนำไปสู่การรื้อถอนหรือเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างอำนาจของคณะสงฆ์ที่มีอยู่เดิม การวิเคราะห์จะครอบคลุมมิติทางประวัติศาสตร์ กฎหมาย รัฐศาสตร์ และศาสนวิทยา เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงความย้อนแย้ง (Paradox) และพลวัตที่กำลังขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่ทิศทางใหม่

1.1 บริบททางการเมือง: "การเลือกตั้งสามใบ" และวิกฤตศรัทธา

การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกขนานนามว่าเป็น "การเลือกตั้งสามใบ" (Three-in-one election) เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้รับบัตรลงคะแนนสามใบ: หนึ่งใบสำหรับเลือก ส.ส. เขต, หนึ่งใบสำหรับ ส.ส. บัญชีรายชื่อ, และอีกหนึ่งใบสำหรับการลงประชามติว่าด้วยการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ความซับซ้อนนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะที่สถาบันทางการเมืองมีความเปราะบางสูง รัฐบาลผสมภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยต้องเผชิญกับแรงกดดันจากพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่มีฐานเสียงคนรุ่นใหม่และชูธงการปฏิรูปโครงสร้าง

ในขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมและชาตินิยมหยิบยกประเด็น "การปกป้องชาติและศาสนา" ขึ้นมาเป็นจุดขายหลัก การเชื่อมโยงภัยคุกคามทางทหารเข้ากับภัยคุกคามทางวัฒนธรรมและศาสนา ได้สร้างสภาวะที่เอื้อต่อการดึงสถาบันสงฆ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการระดมสรรพกำลังทางจิตวิทยา (Psychological Mobilization) ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับหลักการที่ว่าพระสงฆ์ควรวางตัวเป็นกลาง

1.2 สถานะ "กึ่งพลเมือง" ของพระสงฆ์ไทย

สถานะทางกฎหมายของพระสงฆ์ไทยในปัจจุบันถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในทางนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (รวมถึงฉบับปี 2560 และฉบับก่อนหน้า) ได้บัญญัติห้ามมิให้พระภิกษุสามเณรใช้สิทธิเลือกตั้ง (Disenfranchisement) การตัดสิทธินี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า พระสงฆ์เป็น "ปูชนียบุคคล" ที่ควรลอยตัวอยู่เหนือความขัดแย้งทางโลก อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ รัฐกลับใช้อำนาจผ่านกฎหมายและมหาเถรสมาคมในการกำกับดูแลและใช้ประโยชน์จากสถาบันสงฆ์ในการสร้างความชอบธรรมทางการเมือง (Legitimacy) ความย้อนแย้งนี้ปรากฏชัดเจนเมื่อพระสงฆ์สามารถครอบครองทรัพย์สินและทำนิติกรรมทางแพ่งได้ แต่กลับถูกปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานในการกำหนดอนาคตของประเทศผ่านคูหาเลือกตั้ง


2. พัฒนาการทางประวัติศาสตร์และกรอบแนวคิด: จาก "ราชาธรรม" สู่ "นิติรัฐ"

เพื่อที่จะเข้าใจข้อดีและข้อเสียของการที่พระสงฆ์ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในการเลือกตั้งปี 2569 จำเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณารากฐานทางประวัติศาสตร์ของการผนวกสถาบันสงฆ์เข้ากับรัฐ (State-Sangha Relations)

2.1 การปฏิรูปคณะสงฆ์และการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์

จุดเริ่มต้นของโครงสร้างคณะสงฆ์ไทยสมัยใหม่เกิดขึ้นจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 (พ.ศ. 2445) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวมศูนย์อำนาจการปกครองสงฆ์ที่เคยกระจัดกระจายอยู่ตามท้องถิ่นให้เข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของส่วนกลางและพระมหากษัตริย์ การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการแปลงสถานะของพระสงฆ์จากผู้นำทางจิตวิญญาณอิสระ ให้กลายเป็นกลไกหนึ่งของรัฐราชการ ในการสร้างความเป็นเอกภาพของชาติ (Nation-building) และการกล่อมเกลาพลเมืองให้จงรักภักดี

2.2 วาทกรรม "สองอาณาจักร": อาณาจักรและศาสนจักร

แนวคิดหลักที่ใช้ในการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของพระสงฆ์คือการแบ่งแยกปริมณฑลระหว่าง "อาณาจักร" (Worldly Realm/Anachak) และ "ศาสนจักร" (Religious Realm/Satsanachak) ตามคตินิยมนี้ พระสงฆ์มีหน้าที่ดูแลด้านจิตวิญญาณและศีลธรรม ในขณะที่ฆราวาสและรัฐมีหน้าที่ดูแลด้านการเมืองการปกครอง อย่างไรก็ตาม เส้นแบ่งนี้มักเลือนลางเมื่อรัฐต้องการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการสร้างความมั่นคง เช่น ในยุคสงครามเย็น รัฐบาลทหารได้ใช้พระสงฆ์ (เช่น พระกิตติวุฒโฑ) ในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยอ้างว่าการฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่เป็นบาป ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า กฎเกณฑ์ "ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง" มักถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดเฉพาะกับพระสงฆ์ที่มีความคิดเห็นต่อต้านรัฐ แต่กลับผ่อนปรนให้กับพระสงฆ์ที่สนับสนุนรัฐ

2.3 การเคลื่อนไหวของ "พระสงฆ์นักกิจกรรม" (Engaged Buddhism)

ในทางตรงกันข้าม กระแสพุทธศาสนาเพื่อสังคม (Engaged Buddhism) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปัญญาชนอย่าง ส. ศิวรักษ์ และท่านพุทธทาสภิกขุ ได้นำเสนอแนวคิดที่ว่า การเมืองและศาสนาไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ หากการเมืองนั้นหมายถึงการจัดการทรัพยากรและความยุติธรรมทางสังคม การนิ่งเฉยต่อความอยุติธรรมทางสังคม (Social Injustice) ถือเป็นการละเลยหน้าที่ของชาวพุทธ การเคลื่อนไหวของกลุ่ม "แก๊งแครอท" หรือพระสงฆ์รุ่นใหม่ในการประท้วงปี 2563-2564 คือการปะทุขึ้นของแนวคิดนี้ ซึ่งท้าทายอำนาจนำของมหาเถรสมาคมและเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายสงฆ์


3. นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569: การปะทะกันของอุดมการณ์ทางศาสนา

การเลือกตั้งปี 2569 นำเสนอสเปกตรัมของนโยบายเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่กว้างขวางและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สะท้อนถึงจุดยืนต่อบทบาทของพระสงฆ์ในการเมือง

3.1 พรรคประชาชน (People's Party): การปฏิรูปเชิงโครงสร้างและความโปร่งใส (Structural Reform & Transparency)

พรรคประชาชน ซึ่งมีฐานเสียงหลักเป็นคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลางในเขตเมือง ได้นำเสนอนโยบายที่มุ่งเน้นการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจในวงการสงฆ์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

  • การปฏิรูปงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.): นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำพรรค และ ส.ส. ของพรรค ได้เปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณของ พศ. ที่มีการจัดสรรเงินอุดหนุนวัดอย่างไม่โปร่งใส โดยบางส่วนถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของพระสงฆ์ ซึ่งขัดต่อพระธรรมวินัยและกฎหมาย พรรคเสนอให้มีการรื้อระบบการจัดสรรงบประมาณใหม่ โดยเน้นที่การอุดหนุนด้านการศึกษาและการสาธารณูปโภค แทนการให้เงินสด

  • ระบบบัญชีดิจิทัล: พรรคเสนอให้วัดที่มีรายได้หรือเงินบริจาคเกิน 100,000 บาท ต้องเข้าสู่ระบบบัญชีดิจิทัลที่ตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการฟอกเงินและการทุจริต "เงินทอนวัด" นโยบายนี้แม้จะดูเป็นเรื่องการบริหารจัดการ แต่มีนัยทางการเมืองสูงในการลดอิทธิพลของ "เจ้าคุณ" หรือพระผู้ใหญ่ที่มีบารมีทางการเงิน

  • จุดยืนต่อประชามติ: พรรคสนับสนุนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งฝ่ายอนุรักษ์นิยมตีความว่าอาจนำไปสู่การแก้ไขหมวดศาสนาและลดบทบาทของรัฐในการอุปถัมภ์พุทธศาสนา

3.2 พรรคภูมิใจไทย (Bhumjaithai Party): พุทธศาสนาแบบอุปถัมภ์และเครือข่ายท้องถิ่น (Patronage Buddhism)

ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทยใช้วัดและเครือข่ายสงฆ์เป็นฐานคะแนนเสียงในระบบ "บ้านใหญ่"

  • ยุทธศาสตร์: พรรคเน้นการสนับสนุนโครงการพัฒนาท้องถิ่นผ่านวัด เช่น การสร้างเมรุ ศาลาวัด หรือการจัดงานบุญประเพณี ซึ่งเป็นการผสานผลประโยชน์ระหว่างนักการเมืองท้องถิ่นและเจ้าอาวาส

  • ความสัมพันธ์กับคณะสงฆ์: พรรควางตัวเป็น "ผู้ปกป้อง" สถาบันหลักและหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์มหาเถรสมาคม ทำให้นโยบายของพรรคได้รับการยอมรับจากพระสงฆ์ฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ต้องการความมั่นคงและงบประมาณสนับสนุนต่อเนื่อง การที่นายอนุทินสามารถขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ ได้ ส่วนหนึ่งมาจากการประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจเก่า ซึ่งรวมถึงเครือข่ายสงฆ์ระดับสูง

3.3 พรรครวมไทยสร้างชาติ (UTN) และกลุ่มอนุรักษ์นิยม: พุทธศาสนาชาตินิยม (Nationalist Buddhism)

กลุ่มพรรคอนุรักษ์นิยม ใช้วาทกรรมที่ผูกโยงความมั่นคงของชาติเข้ากับความมั่นคงของศาสนาอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในบริบทความขัดแย้งชายแดน

  • วาทกรรม "ภัยคุกคาม": การรณรงค์หาเสียงมักเน้นย้ำว่า "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" กำลังถูกบ่อนทำลายจาก "ลัทธิก้าวร้าว" (ซึ่งหมายถึงฝ่ายเสรีนิยม) และภัยคุกคามจากต่างชาติ

  • นโยบาย: เสนอการเพิ่มบทลงโทษทางกฎหมายสำหรับผู้ที่หมิ่นศาสนาหรือบิดเบือนคำสอน และการส่งเสริมบทบาทของพุทธศาสนาในฐานะอัตลักษณ์ของชาติ นโยบายนี้มุ่งดึงดูดฐานเสียงชาวพุทธสายจารีตและกลุ่มพลังเงียบที่กังวลต่อการเปลี่ยนแปลง

ตารางที่ 1: เปรียบเทียบนโยบายและจุดยืนทางศาสนาของพรรคการเมืองหลักในการเลือกตั้ง 2569

มิติการเปรียบเทียบพรรคประชาชน (People's Party)พรรคภูมิใจไทย (Bhumjaithai)พรรครวมไทยสร้างชาติ (UTN)
อุดมการณ์หลักเสรีนิยมก้าวหน้า, แยกศาสนาจากรัฐ (Secularization)ประชานิยม, อุปถัมภ์นิยม, อนุรักษ์นิยมสายกลางอนุรักษ์นิยมขวาจัด, ชาตินิยมศาสนา
นโยบายเด่นตรวจสอบงบ พศ., บัญชีวัดดิจิทัล, แก้ไข พ.ร.บ. สงฆ์สนับสนุนงบพัฒนาวัดท้องถิ่น, ส่งเสริมประเพณีเพิ่มโทษหมิ่นศาสนา, ปกป้องพุทธศาสนาจากภัยคุกคาม
จุดยืนต่อพระสงฆ์พระสงฆ์ควรอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกับพลเมือง, ตรวจสอบได้พระสงฆ์เป็นพันธมิตรในการพัฒนาชุมชนพระสงฆ์เป็นสัญลักษณ์ความมั่นคงของชาติ
ฐานเสียงเป้าหมายคนรุ่นใหม่, ปัญญาชน, กลุ่มพุทธก้าวหน้าชาวบ้านในชนบท, เครือข่ายหัวคะแนนท้องถิ่นกลุ่มอนุรักษ์นิยม, ข้าราชการ, ผู้สูงอายุ

4. วิเคราะห์ข้อดีและข้อเสีย: พระสงฆ์ไทยกับการไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง

การกำหนดให้พระสงฆ์ต้องวางตัวเป็นกลางหรือไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองมีนัยสำคัญที่ซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาผ่านเลนส์ของการเลือกตั้งปี 2569 ที่มีความขัดแย้งทางความคิดสูง

4.1 ข้อดีของการที่พระสงฆ์ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง (The Case for an Apolitical Sangha)

1. การรักษาศรัทธาและความบริสุทธิ์ทางศาสนา (Preservation of Faith & Sanctity) ในสังคมไทย พุทธศาสนิกชนจำนวนมากยังคงคาดหวังให้พระสงฆ์เป็น "นาบุญ" หรือผู้สละทางโลก (Renouncer) การที่พระสงฆ์ลงมาคลุกคลีกับความขัดแย้งทางการเมือง การเลือกข้าง หรือการขึ้นเวทีปราศรัย อาจถูกมองว่าเป็นการแปดเปื้อนด้วยกิเลสทางโลก (Worldly Defilements)

  • ในบริบทปี 2569: หากพระสงฆ์แสดงตัวสนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่งอย่างชัดเจน ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียงที่ดุเดือดและการสาดโคลน อาจทำให้วัดกลายเป็นพื้นที่ขัดแย้งและเสื่อมศรัทธาจากประชาชนที่มีความเห็นต่าง การวางตัวเป็นกลางจึงช่วยรักษา "พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์" ให้เป็นที่พึ่งทางใจของคนทุกกลุ่ม

2. การป้องกันความแตกแยกภายในสังฆมณฑล (Unity of the Sangha)

คณะสงฆ์ไทยมีการปกครองตามลำดับชั้น (Hierarchy) ที่เข้มงวด การอนุญาตให้พระสงฆ์แสดงออกทางการเมืองได้อย่างเสรีอาจนำไปสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายภายในวัดและระหว่างนิกาย (มหานิกาย vs ธรรมยุต) หรือระหว่างวัดในเมืองกับวัดป่า

  • บทเรียนจากอดีต: ความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม "พุทธะอิสระ" (กปปส.) และ "พระเสื้อแดง" ในทศวรรษที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองสามารถทำลายเอกภาพของสงฆ์ได้อย่างรุนแรง ในการเลือกตั้ง 2569 ที่มีเดิมพันสูงเรื่องรัฐธรรมนูญ หากไม่มีกฎห้ามยุ่งเกี่ยวการเมือง ความขัดแย้งนี้อาจบานปลายจนยากจะควบคุม

3. การป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์ (Prevention of Exploitation) หากพระสงฆ์สามารถยุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้ ย่อมเปิดช่องให้นักการเมืองใช้อามิสสินจ้าง เงินบริจาค หรือตำแหน่งสมณศักดิ์ ในการซื้อตัวพระสงฆ์ให้เป็นหัวคะแนน ซึ่งขัดต่อพระวินัยข้อ "อเนสนา" (การหาเลี้ยงชีพในทางที่ไม่สมควร)

  • ในบริบทปี 2569: ด้วยงบประมาณหาเสียงและเดิมพันทางการเมืองที่สูงลิ่ว วัดอาจกลายเป็นเป้าหมายหลักในการซื้อเสียงผ่านรูปแบบการ "ทำบุญ" หากไม่มีกฎหมายห้ามไว้

4.2 ข้อเสียของการที่พระสงฆ์ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง (The Case Against an Apolitical Sangha)

1. สภาวะ "สองมาตรฐาน" และความเป็นกลางจอมปลอม (Hypocrisy & Selective Enforcement) ข้อวิจารณ์ที่รุนแรงที่สุดต่อแนวคิดนี้คือ ในความเป็นจริง "ความเป็นกลาง" ไม่เคยเกิดขึ้นจริง รัฐไทยมักเรียกร้องให้พระสงฆ์เป็นกลางเฉพาะเมื่อพระสงฆ์วิพากษ์วิจารณ์รัฐ แต่เมื่อรัฐต้องการใช้พระสงฆ์เพื่อโฆษณานโยบาย (เช่น โครงการหมู่บ้านศีล 5, การเกณฑ์ทหาร, การปลูกฝังความรักชาติ) พระสงฆ์กลับถูกสนับสนุนให้เข้าร่วมอย่างเต็มที่

  • ในบริบทปี 2569: พรรคภูมิใจไทยและพรรครวมไทยสร้างชาติสามารถใช้วัดเป็นฐานเสียงทางอ้อมผ่านโครงการรัฐและพิธีกรรมทางศาสนา โดยไม่ถูกมองว่าผิดกฎหมาย ในขณะที่พระสงฆ์รุ่นใหม่ที่ต้องการอภิปรายเรื่องงบประมาณ พศ. หรือสิทธิมนุษยชน กลับถูกเพ่งเล็งและปิดกั้น

2. การลิดรอนสิทธิพลเมืองและการตัดขาดจากสังคม (Disenfranchisement & Social Disconnection) การห้ามพระสงฆ์ยุ่งเกี่ยวการเมืองนำไปสู่การตัดสิทธิเลือกตั้ง (Disenfranchisement) ซึ่งนักวิชาการบางท่านเรียกว่าเป็นสภาวะ "ตายทางพลเมือง" (Civil Death) พระสงฆ์ไม่มีช่องทางตามระบอบประชาธิปไตยในการสะท้อนปัญหาหรือความต้องการของตนเอง เช่น ปัญหาสุขภาพพระสงฆ์, สวัสดิการในวัยชรา หรือปัญหาที่ดินวัด

  • วิกฤตประชามติ 2569: การที่พระสงฆ์ไม่มีสิทธิลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งที่มาตรา 67 ในรัฐธรรมนูญส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตและสถานะของพระพุทธศาสนา ถือเป็นความไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง พระสงฆ์ถูกกำหนดชะตาชีวิตโดยฆราวาส โดยไม่มีสิทธิส่งเสียง

3. การลดทอนบทบาททางปัญญาและศีลธรรม (Diminished Moral Leadership) แนวคิด "พุทธศาสนาเพื่อสังคม" (Engaged Buddhism) มองว่าหน้าที่ของพระสงฆ์ไม่ใช่เพียงการประกอบพิธีกรรม แต่คือการชี้ทางสว่างและต่อสู้กับความทุกข์เชิงโครงสร้าง (Structural Suffering) เช่น ความยากจน การกดขี่ และสงคราม การห้ามยุ่งการเมืองทำให้พระสงฆ์ต้องนิ่งเฉยต่อความอยุติธรรม ซึ่งขัดต่อจิตวิญญาณของพระโพธิสัตว์

  • ในบริบทปี 2569: ท่ามกลางปัญหาคอร์รัปชันและอาชญากรรมข้ามชาติที่รุมเร้าสังคมไทย เสียงของพระสงฆ์ที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาสังคมเหล่านี้กลับแผ่วเบา เพราะกลัวจะถูกกล่าวหาว่า "ยุ่งการเมือง" ทำให้ศาสนาพุทธสูญเสียความเกี่ยวข้อง (Relevance) กับโลกสมัยใหม่


5. ประเด็นเฉพาะ: ประชามติรัฐธรรมนูญ 2569 และมาตรา 67

การทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวสูงต่อวงการสงฆ์ คำถามประชามติที่ว่า "ท่านเห็นชอบหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ถูกตีความโดยกลุ่มปกป้องพุทธศาสนา (Buddhism Protection Center of Thailand - BPCT) และกลุ่มชาตินิยม ว่าเป็นความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การยกเลิกมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญปี 2560

มาตรา 67 บัญญัติว่า: "รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา... และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด..."

  • ฝ่ายอนุรักษ์นิยม: มองว่ามาตรานี้คือ "เกราะป้องกัน" ศาสนาพุทธจากการถูกรุกรานโดยศาสนาอื่นหรือลัทธิฆราวาสนิยม (Secularism) การลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญใหม่อาจทำให้เกราะนี้หายไป จึงมีการระดมพระสงฆ์และชาวพุทธให้ "โหวตโน" หรือคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ

  • ฝ่ายปฏิรูป (พรรคประชาชน): มองว่ามาตรา 67 ให้อำนาจรัฐแทรกแซงกิจการสงฆ์มากเกินไป และสร้างความไม่เท่าเทียมกับศาสนาอื่น การร่างรัฐธรรมนูญใหม่คือโอกาสในการสร้าง "รัฐฆราวาส" (Secular State) ที่เป็นกลางทางศาสนาอย่างแท้จริง ซึ่งจะดีต่อพระพุทธศาสนาในระยะยาว เพราะศาสนาจะเติบโตด้วยศรัทธา ไม่ใช่อำนาจรัฐ


6. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

การวิเคราะห์สถานะ "ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง" ของพระสงฆ์ไทยผ่านแว่นขยายของการเลือกตั้งปี 2569 ชี้ให้เห็นว่า หลักการนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงกรอบทางจริยธรรม แต่เป็น "เครื่องมือทางการเมือง" ที่ฝ่ายรัฐและชนชั้นนำใช้เพื่อควบคุมสถาบันสงฆ์ให้อยู่ในระเบียบและรับใช้เป้าหมายของรัฐ (Nation-State Goals) ในขณะเดียวกันก็ปิดกั้นเสียงเรียกร้องการปฏิรูปจากภายในวงการสงฆ์เอง

ข้อดีของการวางตัวเป็นกลางนั้นชัดเจนในแง่ของการรักษาภาพลักษณ์และความสงบเรียบร้อยในระยะสั้น แต่ข้อเสียในระยะยาวคือการทำให้สถาบันสงฆ์อ่อนแอลงเรื่อยๆ ทั้งจากการขาดการตรวจสอบ (จนเกิดวิกฤตศรัทธาเรื่องเงินทอนวัด) และการขาดการเชื่อมโยงกับปัญหาสังคมสมัยใหม่ จนทำให้คนรุ่นใหม่หันหลังให้วัด

ข้อเสนอแนะ (Recommendations)

  1. การทบทวนสิทธิทางการเมืองของพระสงฆ์: รัฐควรเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงเรื่องสิทธิในการลงประชามติ (Referendum Rights) ของพระสงฆ์ ในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อศาสนาโดยตรง เพื่อให้พระสงฆ์มีส่วนร่วมกำหนดชะตากรรมของตนเองตามครรลองประชาธิปไตย โดยไม่ต้องเข้าสู่การเมืองแบบพรรค

  2. การแยกศาสนาจากอำนาจรัฐ (Decoupling): พรรคการเมืองควรผลักดันนโยบายลดอำนาจรัฐในการแทรกแซงกิจการสงฆ์ เช่น การเลิกสมณศักดิ์ที่แต่งตั้งโดยรัฐ หรือการให้อิสระวัดในการบริหารจัดการตนเอง ภายใต้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยลดแรงจูงใจให้พระสงฆ์ต้องวิ่งเต้นเข้าหาอำนาจการเมือง

  3. ธรรมาภิบาลสงฆ์ (Sangha Governance): นโยบาย "ระบบบัญชีดิจิทัล" ของพรรคประชาชน เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความโปร่งใส แต่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังและเคารพในพระธรรมวินัย เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็นการคุกคาม

  4. บทบาทพุทธศาสนาเพื่อสังคม: สังคมไทยควรส่งเสริมให้พระสงฆ์มีบทบาทในการเป็น "ผู้นำทางศีลธรรม" ที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาสังคม (Social Critic) ได้อย่างสร้างสรรค์ โดยไม่ถูกตีตราว่ายุ่งการเมือง ดังเช่นแบบอย่างของท่านพุทธทาสภิกขุ หรือ ส. ศิวรักษ์

ท้ายที่สุด การเลือกตั้ง 2569 จะเป็นบททดสอบสำคัญว่า สังคมไทยพร้อมที่จะ "ปลดล็อก" พระสงฆ์จากพันธนาการทางการเมืองแบบจารีต เพื่อให้พุทธศาสนากลับมามีชีวิตชีวาและเป็นพลังทางปัญญาในการนำพาประเทศข้ามพ้นวิกฤตความขัดแย้งได้หรือไม่

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เปิดคำถามใหญ่ “พระสงฆ์ไทยควรอยู่เหนือการเมืองจริงหรือ?” ท่ามกลางเลือกตั้ง–ประชามติรัฐธรรมนูญ

การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “การเลือกตั้งสามใบ” ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันชิง 500 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎ...