วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เมื่อ ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ เอาใจช่วย “ดร.นิยม เวชกามา” เบอร์ 6 สกลนคร เขต 2


การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
กำลังกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย ไม่เพียงเพราะเกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างอำนาจและการลงประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ หากแต่ยังสะท้อนการกลับมาของ “พุทธการเมือง” อย่างเป็นรูปธรรมในสนามเลือกตั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน

หนึ่งในกรณีศึกษาที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด คือการลงสมัครของ ดร.นิยม เวชกามา อดีต สส.สกลนคร ผู้สมัครหมายเลข 6 เขต 2 ในนาม พรรคโอกาสใหม่ ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนทางความคิดและทางจิตวิญญาณจากนักวิชาการชื่อดังอย่าง ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ นักวิชาการด้านพุทธบริหารธุรกิจระดับนานาชาติ



กรณีนี้ไม่ใช่เพียงการย้ายพรรคของนักการเมืองท้องถิ่น แต่เป็นภาพสะท้อนการปะทะกันระหว่าง “พุทธศาสนานิยม” กับ “การเมืองเรื่องปากท้อง” และกระแสปฏิรูปสถาบัน ในบริบทสังคมอีสานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง


สกลนคร: สนามเลือกตั้งที่ “ตัวบุคคล” สำคัญกว่าพรรค

จังหวัดสกลนคร ซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นของพรรคเพื่อไทย กำลังเผชิญการสั่นคลอนจากหลายปัจจัย ตั้งแต่ผลการเลือกตั้งปี 2566 ที่แบรนด์พรรคไม่สามารถการันตีชัยชนะได้ ไปจนถึงปัญหาเรื้อรังเรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ดินรอบหนองหาร

ในเขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่รอบหนองหาร เช่น ต.โคกก่อง ต.ม่วงลาย และ ต.ดงชน ปัญหาที่ดินถือเป็น “บาดแผลทางประวัติศาสตร์” ที่รัฐบาลหลายยุคไม่สามารถแก้ไขได้สำเร็จ ช่องว่างนี้เองที่เปิดโอกาสให้ผู้สมัครอย่าง ดร.นิยม เข้ามานำเสนอทางเลือกใหม่ โดยเชื่อมโยง “ปากท้อง” เข้ากับ “ศรัทธา”


“ดร.มหานิยม” กับทุนทางศรัทธาในสนามการเมือง

ดร.นิยม เวชกามา มีสถานะพิเศษในสังคมอีสานในฐานะ “มหา” ผู้ผ่านการบวชเรียนและจบปริญญาเอกด้านพุทธจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ภาพลักษณ์ “ความรู้คู่คุณธรรม” สร้างความไว้วางใจในระดับลึกกับชุมชนและพระสงฆ์ในพื้นที่

ยุทธศาสตร์สำคัญของการหาเสียง คือการผลักดันนโยบาย ยกระดับสำนักสงฆ์กว่า 20,000 แห่งให้เป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ทางศาสนา แต่ยังเชื่อมโยงกับงบประมาณและการคุ้มครองทางกฎหมายของรัฐ ถือเป็นนโยบายที่ “จับต้องได้” ทั้งในมิติศรัทธาและการพัฒนา


จากเพื่อไทยสู่โอกาสใหม่: การเดิมพันของอุดมการณ์

การย้ายออกจากพรรคเพื่อไทยหลังสังกัดมายาวนานกว่า 17 ปี ถูกมองว่าเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวดแต่จำเป็นสำหรับ ดร.นิยม ผู้ยืนยันว่าภารกิจปกป้องพุทธศาสนาและการแก้ปัญหาที่ดินหนองหารไม่อาจประนีประนอมได้

ภายใต้สีเสื้อพรรคโอกาสใหม่ ดร.นิยม นำเสนอนโยบายผสมผสานระหว่าง อนุรักษ์นิยมทางศาสนา กับ ประชานิยมทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การเปลี่ยนที่ดินเป็นทุน สวัสดิการสมัยใหม่ ไปจนถึงการพัฒนาทักษะ AI สำหรับประชาชน


ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ: ผู้ให้ความชอบธรรมทางปัญญา

บทบาทของ ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การ “เอาใจช่วย” หากแต่ทำหน้าที่เสมือน ผู้สร้างกรอบคิด (Ideologue) ให้กับการเคลื่อนไหวของ ดร.นิยม โดยเชื่อมโยงหลักพุทธธรรมเข้ากับการบริหารจัดการสมัยใหม่

การสนับสนุนจากนักวิชาการระดับนานาชาติผู้นี้ ส่งสัญญาณสำคัญไปยังชนชั้นกลางและปัญญาชนพุทธว่า ดร.นิยม คือ “นักการเมืองน้ำดี” ที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม และสามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างศรัทธา กับการเมืองยุคใหม่


พุทธการเมืองกับอนาคตประชาธิปไตยไทย

การเลือกตั้งปี 2569 กำลังกลายเป็นเวทีปะทะกันอย่างชัดเจนระหว่าง

  • แนวคิด อุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนา ของพรรคโอกาสใหม่

  • กับแนวคิด ปฏิรูปและตรวจสอบ ของพรรคประชาชน

ในบริบทภาคอีสานที่วัดยังเป็นศูนย์กลางชุมชน การนำศาสนาเข้าสู่การเมืองในเชิง “โครงสร้างพื้นฐาน” มากกว่าความเชื่อเชิงนามธรรม อาจกลายเป็นยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบอย่างมีนัยสำคัญ


บทสรุป: เลือก สส. หรือเลือกทิศทางรัฐ–ศาสนา

การลงสมัครของ ดร.นิยม เวชกามา เบอร์ 6 เขต 2 สกลนคร โดยมีแรงหนุนจาก ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันของผู้สมัคร แต่เป็นการตัดสินทิศทางความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐ ศาสนา และประชาธิปไตยไทย ในทศวรรษหน้า

คำถามสำคัญคือ สังคมไทยจะเลือกเส้นทาง อุปถัมภ์ศรัทธาให้เข้มแข็งขึ้น หรือจะเดินหน้าเข้าสู่ การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ที่ท้าทายวิถีเดิม — คำตอบจะถูกตัดสินในคูหาเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569

วิเคราะห์คนพุทธลงสมัครเลือกตั้งปี 2569 กรณี ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ เอาใจช่วย ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร สส.สกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6

บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยกับการกลับมาของ "พุทธการเมือง" ในการเลือกตั้ง 2569

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นับเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่เพียงเพราะเป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางโครงสร้างอำนาจและรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะถูกลงประชามติควบคู่กันไป แต่ยังเป็นสนามประลองที่เผยให้เห็นถึง "รอยแยก" ทางอุดมการณ์ที่ลึกซึ้งและซับซ้อนยิ่งกว่าการต่อสู้ระหว่างขั้วอำนาจเก่าและใหม่ในอดีต หนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือการก่อตัวของ "กลุ่มการเมืองอัตลักษณ์พุทธ" (Buddhist Identity Politics) ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบทบาทของสถาบันสงฆ์ในทางพิธีกรรม แต่ได้ขยายปริมณฑลเข้าสู่การช่วงชิงพื้นที่ในรัฐสภาอย่างเปิดเผยและมียุทธศาสตร์

รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์กรณีศึกษาที่สะท้อนพลวัตดังกล่าวได้อย่างชัดเจนที่สุด คือการลงสมัครรับเลือกตั้งของ ดร.นิยม เวชกามา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ผู้ซึ่งผันตัวจากพรรคเพื่อไทยมาสวมเสื้อ พรรคโอกาสใหม่ (หมายเลข 6) ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร โดยได้รับการสนับสนุนทางความคิดและทางจิตวิญญาณจากนักวิชาการระดับสูงอย่าง ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ กรณีศึกษานี้มิใช่เพียงเรื่องราวของการย้ายพรรคของนักการเมืองท้องถิ่น แต่เป็นภาพสะท้อนของการปะทะสังสรรค์ระหว่าง "พุทธศาสนานิยม" (Buddhist Nationalism) กับ "การเมืองเรื่องปากท้อง" และ "กระแสการปฏิรูปสถาบัน" ในบริบทของภาคอีสานที่กำลังเปลี่ยนแปลง

การวิเคราะห์ในรายงานฉบับนี้จะเจาะลึกถึงรากฐานความคิด ยุทธศาสตร์การหาเสียง บริบทความขัดแย้งในพื้นที่รอบหนองหาร และนัยสำคัญของการที่ปัญญาชนพุทธก้าวเข้ามามีบทบาทในการสร้างความชอบธรรมให้กับผู้สมัคร สส. ท่ามกลางกระแสธารเชี่ยวกรากของการเมืองไทยปี 2569


1. บริบทมหภาค: การเลือกตั้ง 2569 และพลวัตของภาคอีสาน

1.1 โครงสร้างการเลือกตั้งและนัยต่อพรรคขนาดกลาง

การเลือกตั้งในปี 2569 ยังคงใช้ระบบบัตรสองใบ (เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ) ซึ่งในทางทฤษฎีเอื้อประโยชน์ต่อพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีฐานเสียงแน่นหนา อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติกลับพบว่าระบบนี้เปิดช่องว่างให้เกิด "การเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Voting) ที่ซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเข้มข้นทางวัฒนธรรมสูงอย่างภาคอีสาน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเริ่มแยกแยะระหว่าง "พรรคกระแสหลัก" ที่ดูแลภาพรวมระดับชาติ กับ "ผู้แทนราษฎร" ที่ตอบสนองโจทย์เฉพาะกลุ่มได้ โดยเฉพาะโจทย์เรื่องที่ดินทำกินและศาสนา

กำหนดการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เกษตรกรในภาคอีสานว่างเว้นจากการเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กิจกรรมทางสังคมและงานบุญประเพณีมีความคึกคัก เอื้อต่อการระดมสรรพกำลังผ่านเครือข่ายวัดและชุมชน นี่คือจุดที่ผู้สมัครที่มีต้นทุนทางสังคมสูงในทางศาสนาอย่าง ดร.นิยม เวชกามา ได้เปรียบ

1.2 สกลนคร: สนามรบที่เปลี่ยนไป

จังหวัดสกลนคร ซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคเพื่อไทย (และพรรคไทยรักไทยในอดีต) กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่จากการเลือกตั้งปี 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งพรรคเพื่อไทยสูญเสียที่นั่งบางส่วนไปให้กับพรรคการเมืองอื่น ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า "แบรนด์พรรค" เพียงอย่างเดียวไม่สามารถการันตีชัยชนะได้อีกต่อไป ปัจจัยชี้ขาดเริ่มเคลื่อนตัวไปสู่ "ตัวบุคคล" และ "นโยบายเฉพาะถิ่น" มากขึ้น

ในเขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่รอบหนองหาร (ต.ดงชน, ต.ม่วงลาย, ต.โคกก่อง ฯลฯ) ประเด็นเรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ดินเป็น "แผลเป็น" ที่เรื้อรังมานาน ความล้มเหลวของรัฐบาลในอดีตในการแก้ปัญหานี้ได้เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองใหม่ๆ อย่างพรรคโอกาสใหม่ เข้ามาเสนอทางเลือกที่แตกต่าง โดยผูกโยงเรื่องปากท้องเข้ากับศรัทธา


2. ตัวแสดงหลัก: ดร.นิยม เวชกามา และยุทธศาสตร์ "มหา" นำการเมือง

2.1 ทุนทางสังคมและสถานะ "มหาเปรียญ"

ดร.นิยม เวชกามา มิใช่นักการเมืองทั่วไป แต่เป็นบุคคลที่มีสถานะพิเศษในสังคมอีสาน คือความเป็น "มหา" หรือผู้ที่เคยบวชเรียนและมีความรู้ทางธรรมในระดับสูง การจบการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาพุทธจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นเครื่องยืนยันสถานะทางปัญญาในวงการสงฆ์ สถานะนี้สร้าง "ความไว้วางใจ" (Trust) ในระดับลึกซึ้งกับชาวบ้านและพระสงฆ์ ซึ่งเป็นผู้นำทางความคิดในชุมชนชนบท

ในสายตาของชาวบ้าน "ดร.มหานิยม" คือตัวแทนของความรู้คู่คุณธรรม ภาพลักษณ์นี้ถูกใช้อย่างชาญฉลาดในการรณรงค์หาเสียง โดยเฉพาะการชูนโยบายที่จะยกระดับสำนักสงฆ์กว่า 20,000 แห่งให้เป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย นี่คือนโยบายที่ "จับต้องได้" ทางจิตวิญญาณและทางกฎหมาย เพราะการเป็นวัดที่ถูกต้องหมายถึงการได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐและการคุ้มครองทางกฎหมาย

2.2 จาก "เพื่อไทย" สู่ "โอกาสใหม่": การเดินทางของความเจ็บปวดและอุดมการณ์

การย้ายพรรคของ ดร.นิยม จากพรรคเพื่อไทยที่สังกัดมายาวนานถึง 17 ปี มาสู่พรรคโอกาสใหม่ ไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา บทสัมภาษณ์ของท่านสะท้อนถึงความเจ็บปวดจากการถูก "บีบ" และไม่มีที่ยืนในพรรคเดิม นี่คือกรณีศึกษาคลาสสิกของความขัดแย้งระหว่าง "นักการเมืองสายอุดมการณ์เฉพาะทาง" กับ "พรรคการเมืองมวลชน" (Mass Party)

พรรคเพื่อไทย ซึ่งต้องปรับตัวให้ทันสมัยและแข่งขันกับพรรคประชาชน (อดีตก้าวไกล) อาจมองว่าประเด็นพุทธศาสนานิยมแบบเข้มข้นของ ดร.นิยม เป็นเรื่องล้าสมัยหรือเป็นภาระทางยุทธศาสตร์ แต่สำหรับ ดร.นิยม ภารกิจปกป้องพุทธศาสนาและแก้ปัญหาที่ดินรอบหนองหารเป็นเรื่องที่ประนีประนอมไม่ได้ การย้ายมาสังกัด พรรคโอกาสใหม่ จึงเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญ เพื่อพิสูจน์ว่า "คนทำงานจริง" ที่มีผลงานปกป้องศาสนา สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาร่มเงาของพรรคใหญ่

2.3 นโยบายเชิงรุก: พุทธพาณิชย์และรัฐสวัสดิการ

ภายใต้สีเสื้อของพรรคโอกาสใหม่ ดร.นิยม ได้นำเสนอนโยบายที่ผสมผสานระหว่างการอนุรักษ์นิยมทางศาสนากับประชานิยมทางเศรษฐกิจ ได้แก่:

  1. การปฏิรูปศาสนสถาน: ผลักดันสำนักสงฆ์ 2 หมื่นแห่งให้เป็นวัด นี่คือการสร้างฐานคะแนนเสียงจากพระสงฆ์ทั่วประเทศ

  2. การเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นทุน: แก้ปัญหาเอกสารสิทธิ์รอบหนองหาร เพื่อให้ที่ดินเข้าสู่ระบบสถาบันการเงินได้ นโยบายนี้ตอบโจทย์เกษตรกรและผู้ถือครองที่ดินมือเปล่าโดยตรง

  3. สวัสดิการทันสมัย: "กระเป๋าเงินออนไลน์ 300 บาทเพื่อการเรียนรู้ AI" และ "ค่าไฟฟรีมีอยู่จริง" สะท้อนความพยายามในการดึงดูดคนรุ่นใหม่และลดภาระค่าครองชีพ


3. ผู้ให้ความชอบธรรมทางปัญญา: ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ

3.1 บทบาทของนักวิชาการในสมรภูมิการเลือกตั้ง

ในสังคมไทย การสนับสนุนจากนักวิชาการหรือปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิมีผลอย่างมากต่อการสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) ให้กับนักการเมือง กรณีของ ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ ซึ่งเป็นนักวิชาการระดับนานาชาติ (รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยโลก มหาวิทยาลัย Charisma สหรัฐอเมริกา) และผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธบริหารธุรกิจ เข้ามา "เอาใจช่วย" ดร.นิยม นั้น มีนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง

ศ.ดร.อุทิส ไม่ได้เป็นเพียงผู้เชียร์ข้างสนาม แต่ท่านเปรียบเสมือน "Ideologue" หรือผู้สร้างกรอบคิดทางทฤษฎีรองรับการเคลื่อนไหวของ ดร.นิยม ท่านนำเสนอแนวคิดเรื่องการใช้หลักธรรมรับมือกับความไม่แน่นอน (Disruption) และการใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท ซึ่งสอดคล้องกับบุคลิกของ ดร.นิยม ที่นำเสนอตัวเองเป็น "ผู้คุ้มกัน" ความมั่นคงของพุทธศาสนาท่ามกลางกระแสโลกที่ผันผวน

3.2 ทำไมต้อง "นิยม"? : การมองเห็นศักยภาพในการจัดการ

จากการวิเคราะห์บทความและแนวคิดของ ศ.ดร.อุทิส ที่เน้นเรื่อง "ขุนนางดี vs ขุนนางเลว" และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ พออนุมานได้ว่า ท่านมองเห็น ดร.นิยม เป็นตัวแบบของ "นักการเมืองน้ำดี" ที่มีความกตัญญูต่อสถาบันศาสนาและมีความกล้าหาญทางจริยธรรม (Moral Courage) การสนับสนุนนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังชนชั้นกลางและปัญญาชนพุทธว่า ดร.นิยม คือตัวเลือกที่ "ปลอดภัย" และ "ถูกต้อง" ตามหลักธรรม

การที่ ศ.ดร.อุทิส เชื่อมโยงหลักพุทธศาสนาเข้ากับการบริหารจัดการสมัยใหม่ (MBA & Buddhism) ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของ ดร.นิยม จากนักการเมืองท้องถิ่น ให้ดูมีความเป็นสากลและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลขึ้น ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการดึงดูดคะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่หรือกลุ่มคนเมืองในเขตสกลนคร


4. ยานพาหนะทางการเมือง: พรรคโอกาสใหม่

4.1 โครงสร้างและอุดมการณ์ของพรรค

พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของ จตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีโครงสร้างที่น่าสนใจคือการรวมตัวกันของ "เทคโนแครต" (ข้าราชการระดับสูง) และ "นักเลือกตั้งท้องถิ่น" อุดมการณ์ของพรรคที่ระบุว่าเป็น "อนุรักษ์นิยมใหม่" (Neo-Conservatism) ผสมผสานกับ "ทุนนิยมและกลไกตลาดเสรี" สอดคล้องอย่างลงตัวกับแนวทางของ ดร.นิยม

  • อนุรักษ์นิยมใหม่: ตอบโจทย์การปกป้องสถาบันหลักและพุทธศาสนา ซึ่งเป็นฐานเสียงเดิมของ ดร.นิยม

  • ทุนนิยมเสรี: ตอบโจทย์นโยบายเปลี่ยนที่ดินรอบหนองหารให้เป็นทุน และการสนับสนุน SMEs

4.2 ยุทธศาสตร์ "ป่าล้อมเมือง" แบบใหม่

พรรคโอกาสใหม่ใช้ยุทธศาสตร์ที่แตกต่างจากพรรคใหญ่ คือการเจาะฐานเสียงเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ในกรณีของ ดร.นิยม คือกลุ่มชาวพุทธที่เคร่งครัดและเกษตรกรที่มีปัญหาที่ดิน การมีกรรมการบริหารพรรคที่เป็นอดีตข้าราชการระดับสูงจากกระทรวงมหาดไทยและทรัพยากรธรรมชาติฯ อาจเป็นปัจจัยบวกในการผลักดันนโยบายเรื่องที่ดินและเอกสารสิทธิ์ ซึ่งต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในกลไกราชการอย่างลึกซึ้ง


5. การวิเคราะห์สนามเลือกตั้ง: สกลนคร เขต 2

5.1 ภูมิรัฐศาสตร์และคู่แข่ง

เขตเลือกตั้งที่ 2 ของสกลนคร (ประกอบด้วย อ.โพนนาแก้ว, อ.กุสุมาลย์, อ.โคกศรีสุพรรณ, อ.เต่างอย และบางส่วนของ อ.เมือง) เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางเศรษฐกิจและสังคม คู่แข่งสำคัญของ ดร.นิยม ในปี 2569 ได้แก่:

ผู้สมัครพรรคจุดแข็งจุดอ่อน
ดร.นิยม เวชกามาโอกาสใหม่ฐานเสียงแน่นหนาในกลุ่มชาวพุทธ, ผลงานเรื่องที่ดินหนองหาร, ภาพลักษณ์ "มหา"ย้ายพรรคใหม่อาจทำให้ผู้เลือกตั้งสับสน, ขาดแรงหนุนจากกระแสพรรคใหญ่
นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัยเพื่อไทย

แบรนด์เพื่อไทยที่แข็งแกร่งในอีสาน, เคยเป็น สส. เขต 1 มาก่อน

ย้ายเขตจากเขต 1 มาเขต 2 อาจถูกมองเป็นคนนอก, กระแสพรรคเริ่มแผ่วลง
นายชาตรี หล้าพรหมกล้าธรรม

เป็นเจ้าของพื้นที่เดิม (ชนะเลือกตั้งปี 66), มีฐานเสียงใน อ.โพนนาแก้ว

ย้ายพรรคบ่อย (ประชาธิปัตย์ -> กล้าธรรม), พรรคกล้าธรรมเป็นพรรคใหม่ที่ยังไม่พิสูจน์ผลงาน
นายภาสพล อุฬารกุลประชาชนคนรุ่นใหม่, ทายาทตระกูลการเมืองเก่าแก่ (อุฬารกุล), กระแสพรรคประชาชนแรงในกลุ่มวัยรุ่นประสบการณ์ทางการเมืองยังน้อย, นโยบายปฏิรูปศาสนาอาจขัดใจกลุ่มอนุรักษ์นิยม

5.2 ปัจจัย "หนองหาร" และอิทธิพลวัด

พื้นที่รอบหนองหารเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ชาวบ้านใน ต.โคกก่อง ต.ม่วงลาย และ ต.ดงชน ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาที่ดิน ดร.นิยม ได้ลงพื้นที่เหล่านี้อย่างต่อเนื่องในวันที่ 25 มกราคม 2569 เพื่อตอกย้ำจุดยืนเรื่องการออกโฉนด การที่ท่านสามารถเชื่อมโยงปัญหา "ปากท้อง" (ที่ดิน) เข้ากับ "ศรัทธา" (การทำบุญกับวัด) ทำให้ท่านมี "ทุนทางสังคม" ที่คู่แข่งคนอื่นยากจะเลียนแบบ

นอกจากนี้ อิทธิพลของวัดดังในพื้นที่ เช่น วัดพระธาตุเชิงชุม และวัดป่าสายวิปัสสนาต่างๆ มีผลต่อคะแนนเสียงทางอ้อม การที่ ดร.นิยม มีภาพลักษณ์เป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิและผู้ปกป้องวงการสงฆ์ ทำให้ท่านได้รับ "ฉันทานุมัติ" ทางใจจากพุทธศาสนิกชน ซึ่งมักจะเชื่อฟังคำแนะนำของผู้นำทางจิตวิญญาณ


6. พุทธการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไทย: บทวิเคราะห์เชิงลึก

6.1 การปะทะกันของสองแนวคิด: อนุรักษ์นิยม vs ปฏิรูปนิยม

การเลือกตั้ง 2569 จะเป็นการปะทะกันทางความคิดเรื่องศาสนาที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่ง:

  • แนวทาง ดร.นิยม/พรรคโอกาสใหม่: เน้นการ "อุปถัมภ์และคุ้มครอง" รัฐต้องสนับสนุนงบประมาณให้วัด รับรองสถานะสำนักสงฆ์ และใช้อำนาจรัฐในการปกป้องศาสนาจากภัยคุกคาม แนวทางนี้สอดคล้องกับความต้องการของคณะสงฆ์ส่วนใหญ่

  • แนวทางพรรคประชาชน: เน้นการ "ปฏิรูปและตรวจสอบ" เสนอให้แยกศาสนาจากรัฐ ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินวัด และเก็บภาษีพระสงฆ์ที่มีรายได้สูง แนวทางนี้ดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความโปร่งใส

ดร.นิยม วางตำแหน่งตัวเองเป็น "กำแพง" ป้องกันไม่ให้แนวคิดปฏิรูปสุดโต่งเข้ามาทำลายศรัทธา การสนับสนุนจาก ศ.ดร.อุทิส ยิ่งช่วยตอกย้ำความชอบธรรมของแนวทางอนุรักษ์นิยมนี้ว่า เป็นแนวทางที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและการบริหารจัดการองค์กรศาสนา

6.2 ความเสี่ยงและโอกาสของ "พุทธการเมือง"

การใช้ศาสนาเป็นธงนำในการหาเสียงมีความเสี่ยง หากบริหารจัดการไม่ดีอาจถูกมองว่าเป็น "พุทธสุดโต่ง" อย่างไรก็ตาม ในบริบทของภาคอีสานที่วิถีชีวิตยังผูกพันกับวัด การพูดถึงนโยบายศาสนาในเชิง "การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน" (เปลี่ยนสำนักสงฆ์เป็นวัด) ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด เพราะมันเปลี่ยนเรื่องนามธรรมให้เป็นเรื่องรูปธรรมที่จับต้องได้ และเกี่ยวข้องกับงบประมาณพัฒนาท้องถิ่น


7. บทสรุปและข้อเสนอแนะ

การลงสมัครรับเลือกตั้งของ ดร.นิยม เวชกามา ในนามพรรคโอกาสใหม่ โดยมีแรงหนุนจาก ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงความพยายามในการสร้าง "พื้นที่ทางการเมืองสายกลาง" ที่ยึดโยงกับอัตลักษณ์ท้องถิ่นและศรัทธาทางศาสนา ท่ามกลางการต่อสู้ของพรรคการเมืองใหญ่ที่เน้นนโยบายประชานิยมระดับชาติ

ปัจจัยชี้ขาดชัยชนะ:

  1. ความสามารถในการเปลี่ยน "ศรัทธา" เป็น "คะแนนเสียง": ดร.นิยม ต้องระดมเครือข่ายสำนักสงฆ์ 20,000 แห่งให้กลายเป็น "หัวคะแนนธรรมชาติ" ที่ทรงพลัง

  2. การแก้โจทย์ "ย้ายพรรค": ต้องสื่อสารให้ชาวบ้านเข้าใจว่าการย้ายพรรคคือความจำเป็นเพื่อรักษาอุดมการณ์ ไม่ใช่การทรยศ

  3. พลังของการรับรอง (Endorsement): บทบาทของ ศ.ดร.อุทิส ต้องถูกขยายผลให้เข้าถึงกลุ่มปัญญาชนและคนชั้นกลางในสกลนคร เพื่อสร้างกระแสยอมรับในวงกว้าง

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทนไปนั่งในสภา แต่เป็นการตัดสินทิศทางความสัมพันธ์ระหว่าง "รัฐ" กับ "ศาสนา" ในทศวรรษหน้าของประเทศไทย ว่าจะเดินหน้าไปสู่การอุปถัมภ์ที่เข้มข้นขึ้น หรือจะถูกท้าทายด้วยกระแสปฏิรูปที่รุนแรงกว่าเดิม


ตารางเปรียบเทียบข้อมูลผู้สมัครหลัก เขต 2 สกลนคร ปี 2569

ตารางต่อไปนี้แสดงข้อมูลเปรียบเทียบเชิงลึกของผู้สมัครหลักในเขต 2 เพื่อให้เห็นภาพความได้เปรียบเสียเปรียบที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

หัวข้อเปรียบเทียบดร.นิยม เวชกามา (เบอร์ 6)นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัยนายชาตรี หล้าพรหมนายภาสพล อุฬารกุล
พรรคสังกัดโอกาสใหม่เพื่อไทยกล้าธรรมประชาชน
ฐานเสียงหลักกลุ่มชาวพุทธ, วัด, ชุมชนรอบหนองหารฐานเสียงเดิมเพื่อไทย, คนเสื้อแดงฐานเสียงส่วนตัวใน อ.โพนนาแก้วคนรุ่นใหม่, กลุ่มปฏิรูป
จุดเน้นนโยบายยกระดับสำนักสงฆ์, โฉนดที่ดินหนองหาร, สวัสดิการถ้วนหน้านโยบายพรรค (ดิจิทัลวอลเล็ต), พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสานต่อโครงการเดิม, นโยบายแก้หนี้เกษตรกรปฏิรูปโครงสร้าง, สวัสดิการเด็กเล็ก, กระจายอำนาจ
จุดอ่อนสังกัดพรรคใหม่ที่ยังไม่มีฐาน, ภาพลักษณ์ผูกติดศาสนามากเกินไปย้ายข้ามเขต (จากเขต 1), กระแสพรรคตกต่ำกว่าปี 54/62ย้ายพรรคบ่อย, ขาดความต่อเนื่องทางอุดมการณ์ประสบการณ์น้อย, แนวคิดอาจขัดแย้งกับวิถีชาวบ้านเดิม
ผู้สนับสนุนหลักศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ, เครือข่ายสงฆ์แกนนำพรรคเพื่อไทย, อบจ.ร.อ.ธรรมนัส (แกนนำกล้าธรรม)แกนนำคณะก้าวหน้า, เยาวชน

ข้อมูลรวบรวมจาก:


นัยทางนโยบายและการเมือง (Policy Implication)

  1. ด้านการบริหารจัดการที่ดิน: ข้อเสนอของ ดร.นิยม และพรรคโอกาสใหม่ เรื่องการเปลี่ยนที่ดินรอบหนองหารเป็นทุน หากทำได้จริง จะเป็นการปลดล็อกมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ต้องระวังเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นที่พรรคคู่แข่งอาจนำมาโจมตี

  2. ด้านศาสนา: การผลักดันสำนักสงฆ์เป็นวัด อาจนำไปสู่การขยายตัวของงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในทางการคลัง แต่ในทางการเมือง นี่คือการสร้าง "Loyalty" ที่ยั่งยืนที่สุด

  3. ด้านการเมืองระดับชาติ: หาก ดร.นิยม ชนะการเลือกตั้ง จะเป็นสัญญาณเตือนพรรคเพื่อไทยว่า "ยุทธศาสตร์แลนด์สไลด์" ไม่สามารถใช้ได้ผลหากละเลยความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมและตัวบุคคลที่มีคุณภาพในพื้นที่

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพลง: เดินแล้ว วางลง

[Verse 1]  เราเดินมาไกล ตามทางที่รู้ ก้าวหนึ่งด้วยสติ ก้าวหนึ่งด้วยใจ เหงื่อและลมหายใจ คือคำยืนยัน ว่าเราได้ทำดีที่สุดแล้วจริง ๆ [Verse...