การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย ไม่เพียงเพราะเกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างอำนาจและการลงประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ หากแต่ยังสะท้อนการกลับมาของ “พุทธการเมือง” อย่างเป็นรูปธรรมในสนามเลือกตั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน
หนึ่งในกรณีศึกษาที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด คือการลงสมัครของ ดร.นิยม เวชกามา อดีต สส.สกลนคร ผู้สมัครหมายเลข 6 เขต 2 ในนาม พรรคโอกาสใหม่ ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนทางความคิดและทางจิตวิญญาณจากนักวิชาการชื่อดังอย่าง ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ นักวิชาการด้านพุทธบริหารธุรกิจระดับนานาชาติ
กรณีนี้ไม่ใช่เพียงการย้ายพรรคของนักการเมืองท้องถิ่น แต่เป็นภาพสะท้อนการปะทะกันระหว่าง “พุทธศาสนานิยม” กับ “การเมืองเรื่องปากท้อง” และกระแสปฏิรูปสถาบัน ในบริบทสังคมอีสานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง
สกลนคร: สนามเลือกตั้งที่ “ตัวบุคคล” สำคัญกว่าพรรค
จังหวัดสกลนคร ซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นของพรรคเพื่อไทย กำลังเผชิญการสั่นคลอนจากหลายปัจจัย ตั้งแต่ผลการเลือกตั้งปี 2566 ที่แบรนด์พรรคไม่สามารถการันตีชัยชนะได้ ไปจนถึงปัญหาเรื้อรังเรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ดินรอบหนองหาร
ในเขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่รอบหนองหาร เช่น ต.โคกก่อง ต.ม่วงลาย และ ต.ดงชน ปัญหาที่ดินถือเป็น “บาดแผลทางประวัติศาสตร์” ที่รัฐบาลหลายยุคไม่สามารถแก้ไขได้สำเร็จ ช่องว่างนี้เองที่เปิดโอกาสให้ผู้สมัครอย่าง ดร.นิยม เข้ามานำเสนอทางเลือกใหม่ โดยเชื่อมโยง “ปากท้อง” เข้ากับ “ศรัทธา”
“ดร.มหานิยม” กับทุนทางศรัทธาในสนามการเมือง
ดร.นิยม เวชกามา มีสถานะพิเศษในสังคมอีสานในฐานะ “มหา” ผู้ผ่านการบวชเรียนและจบปริญญาเอกด้านพุทธจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ภาพลักษณ์ “ความรู้คู่คุณธรรม” สร้างความไว้วางใจในระดับลึกกับชุมชนและพระสงฆ์ในพื้นที่
ยุทธศาสตร์สำคัญของการหาเสียง คือการผลักดันนโยบาย ยกระดับสำนักสงฆ์กว่า 20,000 แห่งให้เป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ทางศาสนา แต่ยังเชื่อมโยงกับงบประมาณและการคุ้มครองทางกฎหมายของรัฐ ถือเป็นนโยบายที่ “จับต้องได้” ทั้งในมิติศรัทธาและการพัฒนา
จากเพื่อไทยสู่โอกาสใหม่: การเดิมพันของอุดมการณ์
การย้ายออกจากพรรคเพื่อไทยหลังสังกัดมายาวนานกว่า 17 ปี ถูกมองว่าเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวดแต่จำเป็นสำหรับ ดร.นิยม ผู้ยืนยันว่าภารกิจปกป้องพุทธศาสนาและการแก้ปัญหาที่ดินหนองหารไม่อาจประนีประนอมได้
ภายใต้สีเสื้อพรรคโอกาสใหม่ ดร.นิยม นำเสนอนโยบายผสมผสานระหว่าง อนุรักษ์นิยมทางศาสนา กับ ประชานิยมทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การเปลี่ยนที่ดินเป็นทุน สวัสดิการสมัยใหม่ ไปจนถึงการพัฒนาทักษะ AI สำหรับประชาชน
ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ: ผู้ให้ความชอบธรรมทางปัญญา
บทบาทของ ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การ “เอาใจช่วย” หากแต่ทำหน้าที่เสมือน ผู้สร้างกรอบคิด (Ideologue) ให้กับการเคลื่อนไหวของ ดร.นิยม โดยเชื่อมโยงหลักพุทธธรรมเข้ากับการบริหารจัดการสมัยใหม่
การสนับสนุนจากนักวิชาการระดับนานาชาติผู้นี้ ส่งสัญญาณสำคัญไปยังชนชั้นกลางและปัญญาชนพุทธว่า ดร.นิยม คือ “นักการเมืองน้ำดี” ที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม และสามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างศรัทธา กับการเมืองยุคใหม่
พุทธการเมืองกับอนาคตประชาธิปไตยไทย
การเลือกตั้งปี 2569 กำลังกลายเป็นเวทีปะทะกันอย่างชัดเจนระหว่าง
-
แนวคิด อุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนา ของพรรคโอกาสใหม่
-
กับแนวคิด ปฏิรูปและตรวจสอบ ของพรรคประชาชน
ในบริบทภาคอีสานที่วัดยังเป็นศูนย์กลางชุมชน การนำศาสนาเข้าสู่การเมืองในเชิง “โครงสร้างพื้นฐาน” มากกว่าความเชื่อเชิงนามธรรม อาจกลายเป็นยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบอย่างมีนัยสำคัญ
บทสรุป: เลือก สส. หรือเลือกทิศทางรัฐ–ศาสนา
การลงสมัครของ ดร.นิยม เวชกามา เบอร์ 6 เขต 2 สกลนคร โดยมีแรงหนุนจาก ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันของผู้สมัคร แต่เป็นการตัดสินทิศทางความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐ ศาสนา และประชาธิปไตยไทย ในทศวรรษหน้า
คำถามสำคัญคือ สังคมไทยจะเลือกเส้นทาง อุปถัมภ์ศรัทธาให้เข้มแข็งขึ้น หรือจะเดินหน้าเข้าสู่ การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ที่ท้าทายวิถีเดิม — คำตอบจะถูกตัดสินในคูหาเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569
วิเคราะห์คนพุทธลงสมัครเลือกตั้งปี 2569 กรณี ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ เอาใจช่วย ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร สส.สกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 6
บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยกับการกลับมาของ "พุทธการเมือง" ในการเลือกตั้ง 2569
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์กรณีศึกษาที่สะท้อนพลวัตดังกล่าวได้อย่างชัดเจนที่สุด คือการลงสมัครรับเลือกตั้งของ ดร.นิยม เวชกามา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ผู้ซึ่งผันตัวจากพรรคเพื่อไทยมาสวมเสื้อ พรรคโอกาสใหม่ (หมายเลข 6) ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร โดยได้รับการสนับสนุนทางความคิดและทางจิตวิญญาณจากนักวิชาการระดับสูงอย่าง ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ
การวิเคราะห์ในรายงานฉบับนี้จะเจาะลึกถึงรากฐานความคิด ยุทธศาสตร์การหาเสียง บริบทความขัดแย้งในพื้นที่รอบหนองหาร และนัยสำคัญของการที่ปัญญาชนพุทธก้าวเข้ามามีบทบาทในการสร้างความชอบธรรมให้กับผู้สมัคร สส. ท่ามกลางกระแสธารเชี่ยวกรากของการเมืองไทยปี 2569
1. บริบทมหภาค: การเลือกตั้ง 2569 และพลวัตของภาคอีสาน
1.1 โครงสร้างการเลือกตั้งและนัยต่อพรรคขนาดกลาง
การเลือกตั้งในปี 2569 ยังคงใช้ระบบบัตรสองใบ (เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ)
กำหนดการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
1.2 สกลนคร: สนามรบที่เปลี่ยนไป
จังหวัดสกลนคร ซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคเพื่อไทย (และพรรคไทยรักไทยในอดีต) กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่จากการเลือกตั้งปี 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งพรรคเพื่อไทยสูญเสียที่นั่งบางส่วนไปให้กับพรรคการเมืองอื่น
ในเขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่รอบหนองหาร (ต.ดงชน, ต.ม่วงลาย, ต.โคกก่อง ฯลฯ)
2. ตัวแสดงหลัก: ดร.นิยม เวชกามา และยุทธศาสตร์ "มหา" นำการเมือง
2.1 ทุนทางสังคมและสถานะ "มหาเปรียญ"
ดร.นิยม เวชกามา มิใช่นักการเมืองทั่วไป แต่เป็นบุคคลที่มีสถานะพิเศษในสังคมอีสาน คือความเป็น "มหา" หรือผู้ที่เคยบวชเรียนและมีความรู้ทางธรรมในระดับสูง
ในสายตาของชาวบ้าน "ดร.มหานิยม" คือตัวแทนของความรู้คู่คุณธรรม ภาพลักษณ์นี้ถูกใช้อย่างชาญฉลาดในการรณรงค์หาเสียง โดยเฉพาะการชูนโยบายที่จะยกระดับสำนักสงฆ์กว่า 20,000 แห่งให้เป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย
2.2 จาก "เพื่อไทย" สู่ "โอกาสใหม่": การเดินทางของความเจ็บปวดและอุดมการณ์
การย้ายพรรคของ ดร.นิยม จากพรรคเพื่อไทยที่สังกัดมายาวนานถึง 17 ปี มาสู่พรรคโอกาสใหม่ ไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา บทสัมภาษณ์ของท่านสะท้อนถึงความเจ็บปวดจากการถูก "บีบ" และไม่มีที่ยืนในพรรคเดิม
พรรคเพื่อไทย ซึ่งต้องปรับตัวให้ทันสมัยและแข่งขันกับพรรคประชาชน (อดีตก้าวไกล) อาจมองว่าประเด็นพุทธศาสนานิยมแบบเข้มข้นของ ดร.นิยม เป็นเรื่องล้าสมัยหรือเป็นภาระทางยุทธศาสตร์ แต่สำหรับ ดร.นิยม ภารกิจปกป้องพุทธศาสนาและแก้ปัญหาที่ดินรอบหนองหารเป็นเรื่องที่ประนีประนอมไม่ได้ การย้ายมาสังกัด พรรคโอกาสใหม่ จึงเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญ เพื่อพิสูจน์ว่า "คนทำงานจริง" ที่มีผลงานปกป้องศาสนา สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาร่มเงาของพรรคใหญ่
2.3 นโยบายเชิงรุก: พุทธพาณิชย์และรัฐสวัสดิการ
ภายใต้สีเสื้อของพรรคโอกาสใหม่ ดร.นิยม ได้นำเสนอนโยบายที่ผสมผสานระหว่างการอนุรักษ์นิยมทางศาสนากับประชานิยมทางเศรษฐกิจ ได้แก่:
การปฏิรูปศาสนสถาน: ผลักดันสำนักสงฆ์ 2 หมื่นแห่งให้เป็นวัด
นี่คือการสร้างฐานคะแนนเสียงจากพระสงฆ์ทั่วประเทศ การเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นทุน: แก้ปัญหาเอกสารสิทธิ์รอบหนองหาร เพื่อให้ที่ดินเข้าสู่ระบบสถาบันการเงินได้
นโยบายนี้ตอบโจทย์เกษตรกรและผู้ถือครองที่ดินมือเปล่าโดยตรง สวัสดิการทันสมัย: "กระเป๋าเงินออนไลน์ 300 บาทเพื่อการเรียนรู้ AI" และ "ค่าไฟฟรีมีอยู่จริง"
สะท้อนความพยายามในการดึงดูดคนรุ่นใหม่และลดภาระค่าครองชีพ
3. ผู้ให้ความชอบธรรมทางปัญญา: ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ
3.1 บทบาทของนักวิชาการในสมรภูมิการเลือกตั้ง
ในสังคมไทย การสนับสนุนจากนักวิชาการหรือปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิมีผลอย่างมากต่อการสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) ให้กับนักการเมือง กรณีของ ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ ซึ่งเป็นนักวิชาการระดับนานาชาติ (รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยโลก มหาวิทยาลัย Charisma สหรัฐอเมริกา) และผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธบริหารธุรกิจ
ศ.ดร.อุทิส ไม่ได้เป็นเพียงผู้เชียร์ข้างสนาม แต่ท่านเปรียบเสมือน "Ideologue" หรือผู้สร้างกรอบคิดทางทฤษฎีรองรับการเคลื่อนไหวของ ดร.นิยม ท่านนำเสนอแนวคิดเรื่องการใช้หลักธรรมรับมือกับความไม่แน่นอน (Disruption) และการใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท
3.2 ทำไมต้อง "นิยม"? : การมองเห็นศักยภาพในการจัดการ
จากการวิเคราะห์บทความและแนวคิดของ ศ.ดร.อุทิส ที่เน้นเรื่อง "ขุนนางดี vs ขุนนางเลว" และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
การที่ ศ.ดร.อุทิส เชื่อมโยงหลักพุทธศาสนาเข้ากับการบริหารจัดการสมัยใหม่ (MBA & Buddhism) ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของ ดร.นิยม จากนักการเมืองท้องถิ่น ให้ดูมีความเป็นสากลและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลขึ้น ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการดึงดูดคะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่หรือกลุ่มคนเมืองในเขตสกลนคร
4. ยานพาหนะทางการเมือง: พรรคโอกาสใหม่
4.1 โครงสร้างและอุดมการณ์ของพรรค
พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของ จตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
อนุรักษ์นิยมใหม่: ตอบโจทย์การปกป้องสถาบันหลักและพุทธศาสนา ซึ่งเป็นฐานเสียงเดิมของ ดร.นิยม
ทุนนิยมเสรี: ตอบโจทย์นโยบายเปลี่ยนที่ดินรอบหนองหารให้เป็นทุน และการสนับสนุน SMEs
4.2 ยุทธศาสตร์ "ป่าล้อมเมือง" แบบใหม่
พรรคโอกาสใหม่ใช้ยุทธศาสตร์ที่แตกต่างจากพรรคใหญ่ คือการเจาะฐานเสียงเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ในกรณีของ ดร.นิยม คือกลุ่มชาวพุทธที่เคร่งครัดและเกษตรกรที่มีปัญหาที่ดิน การมีกรรมการบริหารพรรคที่เป็นอดีตข้าราชการระดับสูงจากกระทรวงมหาดไทยและทรัพยากรธรรมชาติฯ
5. การวิเคราะห์สนามเลือกตั้ง: สกลนคร เขต 2
5.1 ภูมิรัฐศาสตร์และคู่แข่ง
เขตเลือกตั้งที่ 2 ของสกลนคร (ประกอบด้วย อ.โพนนาแก้ว, อ.กุสุมาลย์, อ.โคกศรีสุพรรณ, อ.เต่างอย และบางส่วนของ อ.เมือง)
| ผู้สมัคร | พรรค | จุดแข็ง | จุดอ่อน |
| ดร.นิยม เวชกามา | โอกาสใหม่ | ฐานเสียงแน่นหนาในกลุ่มชาวพุทธ, ผลงานเรื่องที่ดินหนองหาร, ภาพลักษณ์ "มหา" | ย้ายพรรคใหม่อาจทำให้ผู้เลือกตั้งสับสน, ขาดแรงหนุนจากกระแสพรรคใหญ่ |
| นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย | เพื่อไทย | แบรนด์เพื่อไทยที่แข็งแกร่งในอีสาน, เคยเป็น สส. เขต 1 มาก่อน | ย้ายเขตจากเขต 1 มาเขต 2 อาจถูกมองเป็นคนนอก, กระแสพรรคเริ่มแผ่วลง |
| นายชาตรี หล้าพรหม | กล้าธรรม | เป็นเจ้าของพื้นที่เดิม (ชนะเลือกตั้งปี 66), มีฐานเสียงใน อ.โพนนาแก้ว | ย้ายพรรคบ่อย (ประชาธิปัตย์ -> กล้าธรรม), พรรคกล้าธรรมเป็นพรรคใหม่ที่ยังไม่พิสูจน์ผลงาน |
| นายภาสพล อุฬารกุล | ประชาชน | คนรุ่นใหม่, ทายาทตระกูลการเมืองเก่าแก่ (อุฬารกุล), กระแสพรรคประชาชนแรงในกลุ่มวัยรุ่น | ประสบการณ์ทางการเมืองยังน้อย, นโยบายปฏิรูปศาสนาอาจขัดใจกลุ่มอนุรักษ์นิยม |
5.2 ปัจจัย "หนองหาร" และอิทธิพลวัด
พื้นที่รอบหนองหารเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ชาวบ้านใน ต.โคกก่อง ต.ม่วงลาย และ ต.ดงชน
นอกจากนี้ อิทธิพลของวัดดังในพื้นที่ เช่น วัดพระธาตุเชิงชุม และวัดป่าสายวิปัสสนาต่างๆ
6. พุทธการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไทย: บทวิเคราะห์เชิงลึก
6.1 การปะทะกันของสองแนวคิด: อนุรักษ์นิยม vs ปฏิรูปนิยม
การเลือกตั้ง 2569 จะเป็นการปะทะกันทางความคิดเรื่องศาสนาที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่ง:
แนวทาง ดร.นิยม/พรรคโอกาสใหม่: เน้นการ "อุปถัมภ์และคุ้มครอง" รัฐต้องสนับสนุนงบประมาณให้วัด รับรองสถานะสำนักสงฆ์ และใช้อำนาจรัฐในการปกป้องศาสนาจากภัยคุกคาม
แนวทางนี้สอดคล้องกับความต้องการของคณะสงฆ์ส่วนใหญ่ แนวทางพรรคประชาชน: เน้นการ "ปฏิรูปและตรวจสอบ" เสนอให้แยกศาสนาจากรัฐ ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินวัด และเก็บภาษีพระสงฆ์ที่มีรายได้สูง
แนวทางนี้ดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความโปร่งใส
ดร.นิยม วางตำแหน่งตัวเองเป็น "กำแพง" ป้องกันไม่ให้แนวคิดปฏิรูปสุดโต่งเข้ามาทำลายศรัทธา การสนับสนุนจาก ศ.ดร.อุทิส ยิ่งช่วยตอกย้ำความชอบธรรมของแนวทางอนุรักษ์นิยมนี้ว่า เป็นแนวทางที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและการบริหารจัดการองค์กรศาสนา
6.2 ความเสี่ยงและโอกาสของ "พุทธการเมือง"
การใช้ศาสนาเป็นธงนำในการหาเสียงมีความเสี่ยง หากบริหารจัดการไม่ดีอาจถูกมองว่าเป็น "พุทธสุดโต่ง" อย่างไรก็ตาม ในบริบทของภาคอีสานที่วิถีชีวิตยังผูกพันกับวัด การพูดถึงนโยบายศาสนาในเชิง "การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน" (เปลี่ยนสำนักสงฆ์เป็นวัด) ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด เพราะมันเปลี่ยนเรื่องนามธรรมให้เป็นเรื่องรูปธรรมที่จับต้องได้ และเกี่ยวข้องกับงบประมาณพัฒนาท้องถิ่น
7. บทสรุปและข้อเสนอแนะ
การลงสมัครรับเลือกตั้งของ ดร.นิยม เวชกามา ในนามพรรคโอกาสใหม่ โดยมีแรงหนุนจาก ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงความพยายามในการสร้าง "พื้นที่ทางการเมืองสายกลาง" ที่ยึดโยงกับอัตลักษณ์ท้องถิ่นและศรัทธาทางศาสนา ท่ามกลางการต่อสู้ของพรรคการเมืองใหญ่ที่เน้นนโยบายประชานิยมระดับชาติ
ปัจจัยชี้ขาดชัยชนะ:
ความสามารถในการเปลี่ยน "ศรัทธา" เป็น "คะแนนเสียง": ดร.นิยม ต้องระดมเครือข่ายสำนักสงฆ์ 20,000 แห่งให้กลายเป็น "หัวคะแนนธรรมชาติ" ที่ทรงพลัง
การแก้โจทย์ "ย้ายพรรค": ต้องสื่อสารให้ชาวบ้านเข้าใจว่าการย้ายพรรคคือความจำเป็นเพื่อรักษาอุดมการณ์ ไม่ใช่การทรยศ
พลังของการรับรอง (Endorsement): บทบาทของ ศ.ดร.อุทิส ต้องถูกขยายผลให้เข้าถึงกลุ่มปัญญาชนและคนชั้นกลางในสกลนคร เพื่อสร้างกระแสยอมรับในวงกว้าง
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทนไปนั่งในสภา แต่เป็นการตัดสินทิศทางความสัมพันธ์ระหว่าง "รัฐ" กับ "ศาสนา" ในทศวรรษหน้าของประเทศไทย ว่าจะเดินหน้าไปสู่การอุปถัมภ์ที่เข้มข้นขึ้น หรือจะถูกท้าทายด้วยกระแสปฏิรูปที่รุนแรงกว่าเดิม
ตารางเปรียบเทียบข้อมูลผู้สมัครหลัก เขต 2 สกลนคร ปี 2569
ตารางต่อไปนี้แสดงข้อมูลเปรียบเทียบเชิงลึกของผู้สมัครหลักในเขต 2 เพื่อให้เห็นภาพความได้เปรียบเสียเปรียบที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ดร.นิยม เวชกามา (เบอร์ 6) | นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย | นายชาตรี หล้าพรหม | นายภาสพล อุฬารกุล |
| พรรคสังกัด | โอกาสใหม่ | เพื่อไทย | กล้าธรรม | ประชาชน |
| ฐานเสียงหลัก | กลุ่มชาวพุทธ, วัด, ชุมชนรอบหนองหาร | ฐานเสียงเดิมเพื่อไทย, คนเสื้อแดง | ฐานเสียงส่วนตัวใน อ.โพนนาแก้ว | คนรุ่นใหม่, กลุ่มปฏิรูป |
| จุดเน้นนโยบาย | ยกระดับสำนักสงฆ์, โฉนดที่ดินหนองหาร, สวัสดิการถ้วนหน้า | นโยบายพรรค (ดิจิทัลวอลเล็ต), พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน | สานต่อโครงการเดิม, นโยบายแก้หนี้เกษตรกร | ปฏิรูปโครงสร้าง, สวัสดิการเด็กเล็ก, กระจายอำนาจ |
| จุดอ่อน | สังกัดพรรคใหม่ที่ยังไม่มีฐาน, ภาพลักษณ์ผูกติดศาสนามากเกินไป | ย้ายข้ามเขต (จากเขต 1), กระแสพรรคตกต่ำกว่าปี 54/62 | ย้ายพรรคบ่อย, ขาดความต่อเนื่องทางอุดมการณ์ | ประสบการณ์น้อย, แนวคิดอาจขัดแย้งกับวิถีชาวบ้านเดิม |
| ผู้สนับสนุนหลัก | ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ, เครือข่ายสงฆ์ | แกนนำพรรคเพื่อไทย, อบจ. | ร.อ.ธรรมนัส (แกนนำกล้าธรรม) | แกนนำคณะก้าวหน้า, เยาวชน |
ข้อมูลรวบรวมจาก:
นัยทางนโยบายและการเมือง (Policy Implication)
ด้านการบริหารจัดการที่ดิน: ข้อเสนอของ ดร.นิยม และพรรคโอกาสใหม่ เรื่องการเปลี่ยนที่ดินรอบหนองหารเป็นทุน หากทำได้จริง จะเป็นการปลดล็อกมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ต้องระวังเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นที่พรรคคู่แข่งอาจนำมาโจมตี
ด้านศาสนา: การผลักดันสำนักสงฆ์เป็นวัด อาจนำไปสู่การขยายตัวของงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในทางการคลัง แต่ในทางการเมือง นี่คือการสร้าง "Loyalty" ที่ยั่งยืนที่สุด
ด้านการเมืองระดับชาติ: หาก ดร.นิยม ชนะการเลือกตั้ง จะเป็นสัญญาณเตือนพรรคเพื่อไทยว่า "ยุทธศาสตร์แลนด์สไลด์" ไม่สามารถใช้ได้ผลหากละเลยความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมและตัวบุคคลที่มีคุณภาพในพื้นที่

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น