วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เจาะโมเดล “ดร.นิยม เวชกามา–ครูสะเอ็ม” การเมืองฐานรากสกลนคร กับโจทย์ยางพารา–หนองหาร สู้ศึกเลือกตั้ง 2569


เลือกตั้ง 2569 : พรรคโอกาสใหม่ชูเกษตรชีวภาพ–พลังงานทดแทน แก้ยางพารา–ฟื้นหนองหาร เจาะโมเดล “ดร.นิยม เวชกามา–ครูสะเอ็ม” สร้างเศรษฐกิจฐานรากสกลนคร เขต 2


การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2569 ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกและวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทำให้นโยบายด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งพึ่งพาเศรษฐกิจฐานรากเป็นหลัก


หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตาคือ จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งพรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้เสนอชุดนโยบายที่แตกต่างจากกระแสประชานิยม ด้วยการเน้น “ทำได้จริงในพื้นที่” ผ่านการผนึกกำลังระหว่างนักการเมือง นักวิชาการ และปราชญ์ชาวบ้าน

สกลนคร เขต 2 : พื้นที่ยุทธศาสตร์เกษตร–นิเวศ

สกลนคร เขต 2 ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรมและท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ อำเภอกุสุมาลย์ โพนนาแก้ว โคกศรีสุพรรณ เต่างอย และบางส่วนของอำเภอเมืองสกลนคร โดยมี “หนองหาร” เป็นหัวใจของระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชน ขณะเดียวกันพื้นที่ดังกล่าวยังเผชิญปัญหาเรื้อรังทั้งราคาพืชผลตกต่ำ โดยเฉพาะยางพารา หนี้สินเกษตรกร และการจัดการทรัพยากรน้ำ

ผู้สมัคร “ดร.นิยม เวชกามา” กับการเมืองเชิงปฏิบัติ

ดร.นิยม เวชกามา หรือ “ดร.มหานิยม” ผู้สมัครหมายเลข 6 พรรคโอกาสใหม่ อดีต ส.ส.สกลนคร และอดีตกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ถูกมองว่าเป็นนักการเมืองที่เข้าใจบริบทท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง การย้ายสังกัดมาพรรคโอกาสใหม่สะท้อนแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนแบบไม่พึ่งการอัดฉีดเงิน แต่เน้นนวัตกรรมและการพึ่งพาตนเอง

วิกฤตยางพารา จุดเริ่มต้นนโยบายใหม่

เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในเขต 2 สกลนคร กำลังเผชิญปัญหาโรคหน้ายางตายนึ่ง (TPD) โรคใบร่วง ต้นทุนปุ๋ยและสารเคมีที่สูงขึ้น สวนทางกับราคายางที่ผันผวน ส่งผลให้รายได้ลดลงและหนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้น

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.นิยมได้ลงพื้นที่สวนยางของ ครูสะเอ็ม บุญเสนา ปราชญ์ชาวบ้าน ตำบลตองโขบ อำเภอโคกศรีสุพรรณ เพื่อถอดบทเรียนความสำเร็จในการฟื้นฟูสวนยางด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นผสานนวัตกรรมชีวภาพ ซึ่งกลายเป็นต้นแบบนโยบายเกษตรของพรรคโอกาสใหม่

ยุทธศาสตร์ที่ 1 : ปฏิวัติสวนยางด้วยเกษตรชีวภาพ

หัวใจสำคัญคือการขยายผล “โมเดลครูสะเอ็ม” ด้วยการใช้น้ำหมักชีวภาพแทนสารเคมี ช่วยฟื้นฟูดิน รักษาโรคหน้ายาง และเพิ่มผลผลิตได้ราว 20–30% พร้อมลดต้นทุนปุ๋ยและยาฆ่าแมลงกว่า 50–70% นักวิชาการประเมินว่านโยบายนี้ช่วยเพิ่มรายได้สุทธิและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญ

ยุทธศาสตร์ที่ 2 : พลิกผักตบชวา สู่ “เกาะลอยดอกไม้หนองหาร”

พรรคโอกาสใหม่เสนอแนวคิดนวัตกรรม “เกาะลอยดอกไม้” เปลี่ยนผักตบชวาและตะกอนดินก้นหนองหารให้เป็นแพลอยน้ำปลูกไม้ดอก สร้างแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ พร้อมแก้ปัญหาวัชพืชน้ำอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าพัฒนาเป็นแลนด์มาร์กใหม่ เชื่อมโยงการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และโฮมสเตย์ชุมชนรอบหนองหาร

ยุทธศาสตร์ที่ 3 : ยางพาราสู่พลังงานทดแทน

อีกหนึ่งไฮไลต์คือแนวคิดแปรรูปยางพาราเป็นพลังงานทดแทน ทั้งไบโอดีเซลจากเมล็ดยางพารา และการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากเศษยางผ่านกระบวนการไพโรไลซิส ซึ่งสามารถลดต้นทุนพลังงานการเกษตร และสร้างตลาดใหม่ให้ยางพาราในชุมชน คาดว่าต้นทุนการผลิตต่ำกว่าราคาดีเซลตลาดราว 10–15 บาทต่อลิตร

บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง

นโยบายทั้งสามด้านถูกออกแบบภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการสร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้หลายทาง และเสริมความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อม

บทวิเคราะห์ : การเมืองฐานรากที่ “จับต้องได้”

นักวิเคราะห์มองว่า นโยบายของพรรคโอกาสใหม่และ ดร.นิยม เวชกามา เป็น “ไมโครนโยบาย” ที่ตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะพื้นที่ แตกต่างจากนโยบายระดับมหภาคของพรรคใหญ่ แม้ยังมีความท้าทายด้านกฎหมาย มาตรฐาน และการบริหารจัดการชุมชน แต่หากผลักดันได้จริง อาจทำให้สกลนคร เขต 2 กลายเป็นต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

เดิมพันการเลือกตั้ง

การเลือกตั้ง 2569 ในสกลนคร เขต 2 จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันทางการเมือง หากแต่เป็นการทดสอบว่า โมเดล “เกษตรชีวภาพ–ท่องเที่ยว–พลังงานชุมชน” จะสามารถแปร “วิกฤต” ให้เป็น “โอกาสใหม่” ได้จริงเพียงใด และจะเป็นคำตอบของเศรษฐกิจฐานรากไทยในระยะยาวหรือไม่

รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์: การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคโอกาสใหม่ ด้านการเกษตรและพลังงานทดแทนในพื้นที่จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2

กรณีศึกษา: การประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจฐานรากของ ดร.นิยม เวชกามา และปราชญ์ชาวบ้าน "ครูสะเอ็ม บุญเสนา"


1. บทนำและบริบททางการเมือง (Introduction and Political Context)

1.1 ภูมิทัศน์การเมืองไทยในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไปในปี พ.ศ. 2569 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ภายใต้บริบทของความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจฐานรากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พรรคการเมืองต่าง ๆ ได้พัฒนานโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาหนี้สินเกษตรกร ราคาพืชผลตกต่ำ และการจัดการทรัพยากรน้ำ

ในบรรดาพรรคการเมืองที่ลงชิงชัย "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้วางตำแหน่งทางการเมือง (Political Positioning) ในฐานะ "ทางเลือกที่สาม" ที่ก้าวข้ามความขัดแย้งทางอุดมการณ์แบบเดิม มุ่งเน้น "การปฏิบัติจริง" (Pragmatism) และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ให้กับชุมชนท้องถิ่น สโลแกน "มีเราไม่มีมืด" สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการนำแสงสว่างทางปัญญาและทางออกของปัญหามาสู่พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องปากท้องและสิ่งแวดล้อม

1.2 ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของจังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2

จังหวัดสกลนครเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในภาคอีสานตอนบน โดยเฉพาะเขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งมีลักษณะทางภูมิศาสตร์และประชากรศาสตร์ที่หลากหลาย ประกอบด้วยอำเภอที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเกษตรและการท่องเที่ยว ได้แก่ อำเภอกุสุมาลย์, อำเภอโพนนาแก้ว, อำเภอโคกศรีสุพรรณ, อำเภอเต่างอย และอำเภอเมืองสกลนคร (เฉพาะตำบลโนนหอม ตำบลดงชน ตำบลม่วงลาย และตำบลโคกก่อง)

พื้นที่นี้มี "หนองหาร" เป็นหัวใจสำคัญทางระบบนิเวศและวิถีชีวิต แต่ในขณะเดียวกันก็เผชิญปัญหาเรื้อรังด้านการจัดการทรัพยากรน้ำและราคาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักรองจากข้าว การแข่งขันในเขตนี้จึงดุเดือด โดยผู้สมัครต้องนำเสนอนโยบายที่ "กินได้" และ "ทำได้จริง" เพื่อเอาชนะใจฐานเสียงเดิมของพรรคคู่แข่ง

1.3 ผู้สมัคร: ดร.นิยม เวชกามา (ดร.มหานิยม)

ดร.นิยม เวชกามา หรือที่รู้จักกันในนาม "ดร.มหานิยม" ผู้สมัครหมายเลข 6 จากพรรคโอกาสใหม่ เป็นนักการเมืองที่มีรากฐานความนิยมในพื้นที่อย่างยาวนาน ด้วยประวัติการทำงานในฐานะอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย และบทบาทสำคัญในกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ทำให้มีภาพลักษณ์ของนักประนีประนอมและผู้เข้าใจวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น

การย้ายสังกัดมายังพรรคโอกาสใหม่ในการเลือกตั้งปี 2569 สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ต้องการผลักดันโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ไม่อิงกับนโยบายประชานิยมแบบหว่านเงิน แต่เน้นการสร้าง "นวัตกรรมชุมชน" โดยการผนึกกำลังกับปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อสร้างความเข้มแข็งจากภายในตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของพรรคโอกาสใหม่ที่ต้องการสร้าง "โอกาส" จากทรัพยากรที่มีอยู่


2. สถานการณ์ปัญหาและวิกฤตการณ์ยางพาราในสกลนคร (The Crisis in Rubber Cultivation)

2.1 สภาพปัญหาโรคระบาดและต้นทุนการผลิต

เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในเขต 2 สกลนครและพื้นที่ใกล้เคียง ต้องเผชิญกับมรสุมทางเศรษฐกิจและโรคระบาดในพืชอย่างต่อเนื่อง ปัญหาสำคัญที่พบคือ "โรคหน้ายางตายนึ่ง" (Tapping Panel Dryness - TPD) และโรคใบร่วง ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตน้ำยางลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือในบางกรณีต้นยางยืนต้นตายไม่สามารถกรีดน้ำยางได้

นอกจากปัญหาโรคพืช เกษตรกรยังแบกรับภาระต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งค่าปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งสวนทางกับราคายางพาราในตลาดโลกที่มีความผันผวนและตกต่ำในบางช่วงเวลา ทำให้รายได้สุทธิของเกษตรกรลดลงจนเกิดภาวะหนี้สินครัวเรือน

2.2 การลงพื้นที่เชิงประจักษ์: จุดเปลี่ยนสู่นโยบายโอกาสใหม่

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.นิยม เวชกามา ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและแสวงหาทางออกร่วมกับเกษตรกร ณ สวนยางพาราของ ครูสะเอ็ม บุญเสนา ปราชญ์ชาวบ้านและอดีตข้าราชการครูโรงเรียนร่มเกล้า ตั้งอยู่ที่ตำบลตองโขบ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร

การลงพื้นที่ครั้งนี้มิใช่การหาเสียงทั่วไป แต่เป็นการ "ถอดบทเรียน" (Lesson Learned) จากความสำเร็จของครูสะเอ็ม ผู้สามารถพลิกฟื้นสวนยางพาราที่เคยประสบปัญหาให้กลับมามีผลผลิตล้นครุถังได้ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ผสมผสานกับนวัตกรรมชีวภาพ เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็น "สารตั้งต้น" ของชุดนโยบายการเกษตรของพรรคโอกาสใหม่ในเขต 2 ที่เน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ


3. ยุทธศาสตร์ที่ 1: การปฏิวัติสวนยางด้วยนวัตกรรมชีวภาพ (Bio-Innovation in Rubber Farming)

3.1 โมเดล "ครูสะเอ็ม": วิทยาศาสตร์ผสานภูมิปัญญา

หัวใจสำคัญของนโยบายด้านยางพาราของพรรคโอกาสใหม่ คือการขยายผลองค์ความรู้ของ ครูสะเอ็ม บุญเสนา สู่เกษตรกรในวงกว้าง โดยมีแกนหลักอยู่ที่การใช้ "น้ำหมักชีวภาพ" (Bio-fermented Extract) สูตรเฉพาะ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรคหน้ายางและเพิ่มผลผลิต

กระบวนการทำงานและประสิทธิภาพ

จากการสัมภาษณ์และข้อมูลเชิงประจักษ์ในพื้นที่สวนยาง 80 ไร่ ของครูสะเอ็ม พบว่าน้ำหมักชีวภาพมีกลไกการทำงานดังนี้:

  1. การฟื้นฟูสภาพดิน: จุลินทรีย์ในน้ำหมักช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินร่วนซุยและปลดปล่อยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อต้นยาง (NPK) อย่างเป็นธรรมชาติ ลดความจำเป็นในการใช้ปุ๋ยเคมี

  2. การรักษาโรคหน้ายาง: สารประกอบอินทรีย์และเอนไซม์จากจุลินทรีย์ช่วยยับยั้งเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคหน้ายางตายนึ่ง กระตุ้นให้ท่อน้ำยางกลับมาทำงานได้ตามปกติ

  3. การเพิ่มผลผลิต: ต้นยางที่มีความสมบูรณ์จะสามารถผลิตน้ำยางได้ต่อเนื่องและมีปริมาณเพิ่มขึ้น (Yield Improvement) ส่งผลให้เกษตรกรสามารถกรีดได้ "เต็มครุถัง" ตามคำกล่าวอ้างอิงจากการลงพื้นที่

3.2 การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Cost-Benefit Analysis)

การนำนโยบายนี้มาใช้ประเมินได้ว่าจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อเกษตรกรรายย่อยในเขต 2 สกลนคร ดังนี้:

รายการต้นทุน/ผลตอบแทนเกษตรเคมีแบบดั้งเดิมเกษตรชีวภาพ (โมเดลครูสะเอ็ม)การเปลี่ยนแปลง (%)
ค่าปุ๋ยเคมี/ยาฆ่าแมลงสูง (แปรผันตามราคาตลาด)ต่ำ (ผลิตใช้เอง/ซื้อในชุมชน)ลดลง 50-70%
ค่ารักษาหน้ายางซื้อสารเคมีราคาสูงใช้น้ำหมักชีวภาพลดลง >80%
ผลผลิตน้ำยาง (เฉลี่ย)ต่ำ-ปานกลาง (มีความเสี่ยงโรค)สูง (ต้นทุนแข็งแรง)เพิ่มขึ้น 20-30%
สุขภาพเกษตรกรเสี่ยงต่อสารพิษสะสมปลอดภัยคุณภาพชีวิตดีขึ้น

ตารางที่ 1: เปรียบเทียบโครงสร้างต้นทุนและผลตอบแทนระหว่างการทำสวนยางแบบเคมีและแบบชีวภาพ (วิเคราะห์สังเคราะห์จาก )

นโยบายนี้สะท้อนถึงหลัก "ความพอประมาณ" และ "ความมีเหตุผล" ในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยเน้นการลดรายจ่ายก่อนเพื่อสร้างกำไรที่แท้จริง แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการเพิ่มราคาขายซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้


4. ยุทธศาสตร์ที่ 2: พลิกวิกฤตวัชพืชสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ "เกาะลอยดอกไม้ในหนองหาร" (Floating Flower Islands in Nong Han Lake)

4.1 วิกฤตการณ์ผักตบชวาในหนองหาร

หนองหาร แหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่เนื้อที่กว่า 17,000 ไร่ กำลังเผชิญภาวะวิกฤตจากการรุกรานของ "ผักตบชวา" (Water Hyacinth) ซึ่งเป็นวัชพืชต่างถิ่นที่ขยายพันธุ์รวดเร็ว แพหนาแน่นของผักตบชวากีดขวางการสัญจรทางน้ำ ลดปริมาณออกซิเจนในน้ำ และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศสัตว์น้ำ การกำจัดแบบเดิมที่ใช้งบประมาณขุดลอกและทำลายทิ้งเป็นวิธีการที่สิ้นเปลืองและไม่ยั่งยืน

4.2 นวัตกรรม "เกาะลอยดอกไม้" (Floating Flower Islands)

ดร.นิยม และครูสะเอ็ม ได้เสนอแนวคิดเชิงนวัตกรรมในการเปลี่ยน "ภาระ" ให้เป็น "พลัง" ด้วยโครงการ "เกาะลอยดอกไม้" ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้วัชพืชและตะกอนดินก้นหนองหารมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

รายละเอียดทางวิศวกรรมและกระบวนการสร้าง

แนวคิดนี้มีรายละเอียดทางเทคนิคและการดำเนินงานที่ชัดเจน ดังนี้:

  1. โครงสร้างฐานราก: ใช้ผักตบชวาจำนวนมหาศาลมาถักทอและอัดแน่นเป็นแพลอยน้ำ (Floating Platform) ซึ่งอาศัยคุณสมบัติความลอยตัวของก้านผักตบชวา

  2. วัสดุปลูก: ใช้ "ขี้เลน" หรือตะกอนดินที่ดูดขึ้นมาจากก้นหนองหาร ซึ่งอุดมไปด้วยธาตุอาหารจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์ มาถมด้านบนแพผักตบชวา เป็นการขุดลอกหนองหารไปในตัว

  3. ขนาดและมิติ: กำหนดขนาดโมเดลต้นแบบที่ 20 x 30 เมตร ต่อเกาะ โดยมีเป้าหมายขยายพื้นที่รวมให้ได้ 300 ไร่ บริเวณริมฝั่งหนองหาร

  4. ภูมิทัศน์: ปลูกไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์บนเกาะ เพื่อสร้างความสวยงามดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยใช้น้ำจากหนองหารในการรดน้ำ ซึ่งเป็นระบบหมุนเวียนที่ประหยัดพลังงาน

4.3 การบูรณาการกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco-Tourism Integration)

โครงการนี้ไม่ได้จบเพียงแค่การกำจัดวัชพืช แต่ถูกออกแบบให้เป็น "Magnet" ใหม่ของการท่องเที่ยวจังหวัดสกลนคร สอดรับกับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวกลุ่มสนุก (สกลนคร นครพนม มุกดาหาร) และงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวหนองหาร

เส้นทางท่องเที่ยว "สกลจังซั่น โมเดล"

  1. จุดเริ่มต้น: นักท่องเที่ยวสักการะพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง

  2. การเดินทาง: ล่องเรือจากท่าเรือ (เช่น ท่าเรือบ้านท่าวัด หรือท่าเรือสระพังทอง) ชมทัศนียภาพหนองหาร ดูนกน้ำ และวิถีชีวิต "ควายน้ำ"

  3. จุดหมายใหม่: แวะชมและถ่ายภาพบน "เกาะลอยดอกไม้" ที่กระจายตัวอยู่กลางหนองหาร สร้างประสบการณ์ Unseen Thailand แห่งใหม่

  4. กิจกรรมต่อเนื่อง: พักผ่อนแบบโฮมสเตย์ (Homestay) ในชุมชนรอบหนองหาร เช่น บ้านท่าวัด, บ้านจอมแจ้ง, บ้านท่าแร่ หรือบ้านแป้น เพื่อชมพระอาทิตย์ตกดิน

4.4 ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม (Socio-Economic Impact)

โครงการนี้คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาลผ่านกลไก Multiplier Effect:

  • การจ้างงาน: เกิดการจ้างงานคนในชุมชนในการเก็บผักตบชวา สร้างเกาะ ดูแลสวนดอกไม้ และขับเรือนำเที่ยว

  • รายได้ชุมชน: ชาวบ้านมีรายได้จากการขายสินค้า OTOP อาหาร และที่พักโฮมสเตย์

  • Social Media Viral: นักท่องเที่ยวจะเป็นกระบอกเสียง (Micro-Influencers) ผ่านการถ่ายภาพและแชร์ลงโซเชียลมีเดีย ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

  • การประหยัดงบประมาณรัฐ: รัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะแรก จากนั้นส่งเสริมให้ชุมชนดูแลและแข่งขันกันตกแต่งเกาะของตนเอง ลดภาระงบประมาณระยะยาวในการกำจัดวัชพืช


5. ยุทธศาสตร์ที่ 3: ความมั่นคงทางพลังงาน "ยางพาราสู่ไบโอดีเซล" (Rubber-to-Biodiesel Initiative)

5.1 แนวคิดการสร้างมูลค่าเพิ่มและเสถียรภาพราคา

ปัญหาราคายางพาราตกต่ำมักเกิดจากอุปทานล้นตลาด (Oversupply) นโยบายของพรรคโอกาสใหม่นำเสนอทางออกด้วยการดึงยางพาราออกจากระบบตลาดวัตถุดิบ แล้วเปลี่ยนให้เป็นพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาแบบ "ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว" คือ พยุงราคายาง และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในชุมชน

5.2 ความเป็นไปได้ทางเทคนิค (Technical Feasibility)

การแปรรูปยางพาราเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพสามารถทำได้ 2 แนวทางหลัก ตามข้อมูลวิชาการและงานวิจัยที่รองรับ:

A. ไบโอดีเซลจากเมล็ดพันธุ์ยางพารา (Rubber Seed Oil - RSO)

เมล็ดยางพาราที่มักถูกทิ้งขว้างมีปริมาณน้ำมันสูงถึง 40-50% กระบวนการผลิตเริ่มจากการสกัดน้ำมัน (Extraction) และนำไปผ่านกระบวนการ Transesterification ร่วมกับเมทานอลและตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) เพื่อให้ได้ไบโอดีเซล (FAME)

  • ข้อดี: เป็นการใช้วัสดุเหลือทิ้ง (Waste utilization) ไม่กระทบพื้นที่ปลูกพืชอาหาร

  • ความท้าทาย: น้ำมันเมล็ดยางมีกรดไขมันอิสระ (FFA) สูง ต้องใช้กระบวนการ 2 ขั้นตอน (Acid Esterification + Alkaline Transesterification) เพื่อลดความเป็นกรดก่อน

B. น้ำมันเชื้อเพลิงจากยางก้อนถ้วย/เศษยาง (Pyrolysis of Cup Lump)

การนำเศษยางหรือยางก้อนถ้วยมาผ่านกระบวนการ Pyrolysis (การแยกสลายด้วยความร้อนในสภาวะไร้ออกซิเจน) จะได้ผลิตภัณฑ์เป็นของเหลว (Bio-oil), ก๊าซ, และถ่านชาร์ โดยน้ำมันที่ได้สามารถนำไปกลั่นแยกเป็นน้ำมันดีเซลได้

  • ข้อดี: สามารถใช้ยางตกเกรดหรือเศษยางสกปรกได้ ช่วยกำจัดขยะยาง

  • ประสิทธิภาพ: กระบวนการนี้สามารถเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นเชื้อเพลิงเหลวที่ใช้งานได้จริงในเครื่องยนต์การเกษตร

5.3 การวิเคราะห์ต้นทุนและความคุ้มค่า (Economic Viability)

จากการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันเมล็ดยางพารา (RSO) พบว่ามีศักยภาพในการแข่งขันสูง:

ตัวแปรข้อมูลต้นทุน/ราคาแหล่งอ้างอิง
ต้นทุนการผลิตไบโอดีเซล (RSO)ประมาณ 0.42 - 0.47 ยูโร/ลิตร (~18-20 บาท)
ราคาขายปลีกดีเซล (B7/B10)ประมาณ 30 - 35 บาท/ลิตร (ราคาปี 2567-2568)
กำไรส่วนต่าง (Margin)10 - 15 บาท/ลิตร(ประมาณการ)

ตารางที่ 2: การวิเคราะห์ส่วนต่างราคาต้นทุนไบโอดีเซลจากเมล็ดยางเทียบกับราคาตลาด (อัตราแลกเปลี่ยนสมมติ 1 ยูโร = 40 บาท เพื่อการเปรียบเทียบ)

ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า หากมีการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ดี โดยการตั้งโรงงานสกัดและแปรรูปในระดับชุมชน (Community-based Plant) จะสามารถผลิตน้ำมันดีเซลราคาถูกเพื่อใช้ในเครื่องจักรการเกษตร รถไถเดินตาม และระบบสูบน้ำ ช่วยลดต้นทุนพลังงานให้เกษตรกรได้อย่างมหาศาล นอกจากนี้ ยังสร้างตลาดรับซื้อเมล็ดยางพาราและขี้ยาง ซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง


6. การบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Integration of Sufficiency Economy Philosophy)

นโยบายทั้ง 3 ด้านของพรรคโอกาสใหม่ในพื้นที่สกลนคร เขต 2 มิได้เป็นเพียงนโยบายหาเสียงแยกส่วน แต่ร้อยเรียงกันภายใต้ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy - SEP) ของในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้:

6.1 ความพอประมาณ (Moderation)

  • ด้านการเกษตร: ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น (น้ำหมักชีวภาพ) แทนการพึ่งพาปุ๋ยเคมีนำเข้าราคาแพง เป็นการทำเกษตรที่ไม่เกินตัว ไม่สร้างหนี้สินเกินความจำเป็น

  • ด้านการท่องเที่ยว: โมเดลเกาะลอยดอกไม้ใช้วัสดุธรรมชาติ (ผักตบชวา, ขี้เลน) ในการก่อสร้าง ไม่เน้นสิ่งปลูกสร้างถาวรคอนกรีตที่ทำลายทัศนียภาพและใช้งบประมาณสูงเกินจริง

6.2 ความมีเหตุผล (Reasonableness)

  • การจัดการทรัพยากร: การเปลี่ยนวัชพืช (ผักตบชวา) และขยะ (เศษยาง) ให้เป็นทุน (ท่องเที่ยว/พลังงาน) เป็นการใช้ปัญญาและเหตุผลในการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Waste-to-Wealth)

  • การแก้ปัญหา: การใช้น้ำหมักชีวภาพรักษาหน้ายางตายนึ่ง เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ (ฟื้นฟูระบบนิเวศดิน) มากกว่าการแก้ที่ปลายเหตุด้วยสารเคมีแรง ๆ

6.3 การมีภูมิคุ้มกันที่ดี (Self-Immunity)

  • ความมั่นคงทางรายได้: การส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้หลายทาง (Multi-income stream) ทั้งจากยางพารา ท่องเที่ยว และพลังงาน ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนของราคายางในตลาดโลก

  • ความมั่นคงทางพลังงาน: ชุมชนสามารถผลิตพลังงานใช้เองได้บางส่วน ลดความเสี่ยงจากวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันโลก

เงื่อนไขความรู้และคุณธรรม:

โครงการทั้งหมดขับเคลื่อนด้วย "ความรู้" จากงานวิจัยและภูมิปัญญาปราชญ์ชาวบ้าน (ครูสะเอ็ม) ผสมผสานกับ "คุณธรรม" คือความซื่อสัตย์ต่อสิ่งแวดล้อม การแบ่งปันผลประโยชน์ในชุมชน และความขยันหมั่นเพียร


7. บทวิเคราะห์และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Analysis and Policy Recommendations)

7.1 การเปรียบเทียบกับคู่แข่ง

ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นอาจเน้นนโยบายระดับมหภาค เช่น สวัสดิการถ้วนหน้า หรือ Digital Wallet นโยบายของ ดร.นิยม และพรรคโอกาสใหม่ มีจุดเด่นที่ความเป็น "Micro-policy" ที่จับต้องได้และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของคนในพื้นที่สกลนครได้จริง (Localized Solution) การใช้ "ครูสะเอ็ม โมเดล" เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการดึงความศรัทธาจากผู้นำทางความคิดในชุมชน (Key Opinion Leaders) มาสู่คะแนนเสียง

7.2 ความท้าทายและข้อควรระวัง

  1. กฎระเบียบและข้อกฎหมาย: การสร้างเกาะลอยในหนองหาร ต้องมีการประสานงานกับหลายหน่วยงาน (กรมประมง, กรมเจ้าท่า, เทศบาล) อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ขัดต่อกฎหมายการใช้พื้นที่สาธารณะและผลกระทบสิ่งแวดล้อม

  2. มาตรฐานการผลิตไบโอดีเซล: ต้องมีการควบคุมคุณภาพน้ำมันไบโอดีเซลชุมชนให้ได้มาตรฐาน เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อเครื่องยนต์ของเกษตรกร

  3. การบริหารจัดการกลุ่ม: ความสำเร็จของโฮมสเตย์และท่องเที่ยวชุมชน ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของการรวมกลุ่ม หากขาดผู้นำที่ดีอาจเกิดความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์

7.3 ข้อเสนอแนะ

เพื่อให้การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ (Implementation) ประสบผลสำเร็จ หากพรรคโอกาสใหม่ได้รับเลือกตั้ง ควรดำเนินการดังนี้:

  1. จัดตั้ง "ศูนย์นวัตกรรมยางพาราและเกษตรชีวภาพครบวงจร": ยกระดับสวนครูสะเอ็มให้เป็นศูนย์เรียนรู้ระดับชาติ สนับสนุนงบประมาณวิจัยต่อยอดน้ำหมักชีวภาพ

  2. ผลักดัน "Sakon Nakhon Sandbox": เสนอให้สกลนครเป็นพื้นที่นำร่องพิเศษในการจัดการวัชพืชน้ำและผลิตพลังงานชุมชน โดยผ่อนปรนกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคชั่วคราว

  3. เชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษา: ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนครและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติฯ) ในการวิจัยและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ทั้งปุ๋ยและไบโอดีเซล


8. บทสรุป

นโยบายหาเสียงของพรรคโอกาสใหม่ ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร โดย ดร.นิยม เวชกามา นำเสนอวิสัยทัศน์ที่ก้าวข้ามการเมืองแบบเก่า ด้วยการหยิบยกปัญหาใกล้ตัว (ยางพารา, หนองหาร) มาแก้ไขด้วยปัญญาและนวัตกรรม ภายใต้คำแนะนำของปราชญ์เกษตร "ครูสะเอ็ม บุญเสนา"

โมเดล "เกาะลอยดอกไม้" และ "ยางพาราไบโอดีเซล" ไม่เพียงแต่เป็นยาขนานเอกในการรักษาเศรษฐกิจชุมชน แต่ยังเป็นการประกาศศักยภาพของ "คนสกลนคร" ว่าสามารถเปลี่ยนวัชพืชไร้ค่าและวิกฤตราคาพืชผล ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นต้นแบบการพัฒนา Local Economy ให้กับพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทยต่อไป หากนโยบายนี้ได้รับการผลักดันให้เกิดขึ้นจริง จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า "โอกาสใหม่" สามารถสร้างได้ด้วยมือของคนในชุมชนเอง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เจาะโมเดล “ดร.นิยม เวชกามา–ครูสะเอ็ม” การเมืองฐานรากสกลนคร กับโจทย์ยางพารา–หนองหาร สู้ศึกเลือกตั้ง 2569

เลือกตั้ง 2569 : พรรคโอกาสใหม่ชูเกษตรชีวภาพ–พลังงานทดแทน แก้ยางพารา–ฟื้นหนองหาร เจาะโมเดล “ดร.นิยม เวชกามา–ครูสะเอ็ม” สร้างเศรษฐกิจฐานรากสกล...