เลือกตั้ง 2569 : พรรคโอกาสใหม่ชูเกษตรชีวภาพ–พลังงานทดแทน แก้ยางพารา–ฟื้นหนองหาร เจาะโมเดล “ดร.นิยม เวชกามา–ครูสะเอ็ม” สร้างเศรษฐกิจฐานรากสกลนคร เขต 2
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2569 ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกและวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทำให้นโยบายด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งพึ่งพาเศรษฐกิจฐานรากเป็นหลัก
หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตาคือ จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งพรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้เสนอชุดนโยบายที่แตกต่างจากกระแสประชานิยม ด้วยการเน้น “ทำได้จริงในพื้นที่” ผ่านการผนึกกำลังระหว่างนักการเมือง นักวิชาการ และปราชญ์ชาวบ้าน
สกลนคร เขต 2 : พื้นที่ยุทธศาสตร์เกษตร–นิเวศ
สกลนคร เขต 2 ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรมและท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ อำเภอกุสุมาลย์ โพนนาแก้ว โคกศรีสุพรรณ เต่างอย และบางส่วนของอำเภอเมืองสกลนคร โดยมี “หนองหาร” เป็นหัวใจของระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชน ขณะเดียวกันพื้นที่ดังกล่าวยังเผชิญปัญหาเรื้อรังทั้งราคาพืชผลตกต่ำ โดยเฉพาะยางพารา หนี้สินเกษตรกร และการจัดการทรัพยากรน้ำ
ผู้สมัคร “ดร.นิยม เวชกามา” กับการเมืองเชิงปฏิบัติ
ดร.นิยม เวชกามา หรือ “ดร.มหานิยม” ผู้สมัครหมายเลข 6 พรรคโอกาสใหม่ อดีต ส.ส.สกลนคร และอดีตกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ถูกมองว่าเป็นนักการเมืองที่เข้าใจบริบทท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง การย้ายสังกัดมาพรรคโอกาสใหม่สะท้อนแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนแบบไม่พึ่งการอัดฉีดเงิน แต่เน้นนวัตกรรมและการพึ่งพาตนเอง
วิกฤตยางพารา จุดเริ่มต้นนโยบายใหม่
เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในเขต 2 สกลนคร กำลังเผชิญปัญหาโรคหน้ายางตายนึ่ง (TPD) โรคใบร่วง ต้นทุนปุ๋ยและสารเคมีที่สูงขึ้น สวนทางกับราคายางที่ผันผวน ส่งผลให้รายได้ลดลงและหนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้น
เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.นิยมได้ลงพื้นที่สวนยางของ ครูสะเอ็ม บุญเสนา ปราชญ์ชาวบ้าน ตำบลตองโขบ อำเภอโคกศรีสุพรรณ เพื่อถอดบทเรียนความสำเร็จในการฟื้นฟูสวนยางด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นผสานนวัตกรรมชีวภาพ ซึ่งกลายเป็นต้นแบบนโยบายเกษตรของพรรคโอกาสใหม่
ยุทธศาสตร์ที่ 1 : ปฏิวัติสวนยางด้วยเกษตรชีวภาพ
หัวใจสำคัญคือการขยายผล “โมเดลครูสะเอ็ม” ด้วยการใช้น้ำหมักชีวภาพแทนสารเคมี ช่วยฟื้นฟูดิน รักษาโรคหน้ายาง และเพิ่มผลผลิตได้ราว 20–30% พร้อมลดต้นทุนปุ๋ยและยาฆ่าแมลงกว่า 50–70% นักวิชาการประเมินว่านโยบายนี้ช่วยเพิ่มรายได้สุทธิและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญ
ยุทธศาสตร์ที่ 2 : พลิกผักตบชวา สู่ “เกาะลอยดอกไม้หนองหาร”
พรรคโอกาสใหม่เสนอแนวคิดนวัตกรรม “เกาะลอยดอกไม้” เปลี่ยนผักตบชวาและตะกอนดินก้นหนองหารให้เป็นแพลอยน้ำปลูกไม้ดอก สร้างแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ พร้อมแก้ปัญหาวัชพืชน้ำอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าพัฒนาเป็นแลนด์มาร์กใหม่ เชื่อมโยงการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และโฮมสเตย์ชุมชนรอบหนองหาร
ยุทธศาสตร์ที่ 3 : ยางพาราสู่พลังงานทดแทน
อีกหนึ่งไฮไลต์คือแนวคิดแปรรูปยางพาราเป็นพลังงานทดแทน ทั้งไบโอดีเซลจากเมล็ดยางพารา และการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากเศษยางผ่านกระบวนการไพโรไลซิส ซึ่งสามารถลดต้นทุนพลังงานการเกษตร และสร้างตลาดใหม่ให้ยางพาราในชุมชน คาดว่าต้นทุนการผลิตต่ำกว่าราคาดีเซลตลาดราว 10–15 บาทต่อลิตร
บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง
นโยบายทั้งสามด้านถูกออกแบบภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการสร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้หลายทาง และเสริมความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อม
บทวิเคราะห์ : การเมืองฐานรากที่ “จับต้องได้”
นักวิเคราะห์มองว่า นโยบายของพรรคโอกาสใหม่และ ดร.นิยม เวชกามา เป็น “ไมโครนโยบาย” ที่ตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะพื้นที่ แตกต่างจากนโยบายระดับมหภาคของพรรคใหญ่ แม้ยังมีความท้าทายด้านกฎหมาย มาตรฐาน และการบริหารจัดการชุมชน แต่หากผลักดันได้จริง อาจทำให้สกลนคร เขต 2 กลายเป็นต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ
เดิมพันการเลือกตั้ง
การเลือกตั้ง 2569 ในสกลนคร เขต 2 จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันทางการเมือง หากแต่เป็นการทดสอบว่า โมเดล “เกษตรชีวภาพ–ท่องเที่ยว–พลังงานชุมชน” จะสามารถแปร “วิกฤต” ให้เป็น “โอกาสใหม่” ได้จริงเพียงใด และจะเป็นคำตอบของเศรษฐกิจฐานรากไทยในระยะยาวหรือไม่
รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์: การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคโอกาสใหม่ ด้านการเกษตรและพลังงานทดแทนในพื้นที่จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2
กรณีศึกษา: การประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจฐานรากของ ดร.นิยม เวชกามา และปราชญ์ชาวบ้าน "ครูสะเอ็ม บุญเสนา"
1. บทนำและบริบททางการเมือง (Introduction and Political Context)
1.1 ภูมิทัศน์การเมืองไทยในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไปในปี พ.ศ. 2569 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ภายใต้บริบทของความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจฐานรากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พรรคการเมืองต่าง ๆ ได้พัฒนานโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาหนี้สินเกษตรกร ราคาพืชผลตกต่ำ และการจัดการทรัพยากรน้ำ
ในบรรดาพรรคการเมืองที่ลงชิงชัย "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้วางตำแหน่งทางการเมือง (Political Positioning) ในฐานะ "ทางเลือกที่สาม" ที่ก้าวข้ามความขัดแย้งทางอุดมการณ์แบบเดิม มุ่งเน้น "การปฏิบัติจริง" (Pragmatism) และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ให้กับชุมชนท้องถิ่น
1.2 ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของจังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2
จังหวัดสกลนครเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในภาคอีสานตอนบน โดยเฉพาะเขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งมีลักษณะทางภูมิศาสตร์และประชากรศาสตร์ที่หลากหลาย ประกอบด้วยอำเภอที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเกษตรและการท่องเที่ยว ได้แก่ อำเภอกุสุมาลย์, อำเภอโพนนาแก้ว, อำเภอโคกศรีสุพรรณ, อำเภอเต่างอย และอำเภอเมืองสกลนคร (เฉพาะตำบลโนนหอม ตำบลดงชน ตำบลม่วงลาย และตำบลโคกก่อง)
พื้นที่นี้มี "หนองหาร" เป็นหัวใจสำคัญทางระบบนิเวศและวิถีชีวิต แต่ในขณะเดียวกันก็เผชิญปัญหาเรื้อรังด้านการจัดการทรัพยากรน้ำและราคาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักรองจากข้าว การแข่งขันในเขตนี้จึงดุเดือด โดยผู้สมัครต้องนำเสนอนโยบายที่ "กินได้" และ "ทำได้จริง" เพื่อเอาชนะใจฐานเสียงเดิมของพรรคคู่แข่ง
1.3 ผู้สมัคร: ดร.นิยม เวชกามา (ดร.มหานิยม)
ดร.นิยม เวชกามา หรือที่รู้จักกันในนาม "ดร.มหานิยม" ผู้สมัครหมายเลข 6 จากพรรคโอกาสใหม่ เป็นนักการเมืองที่มีรากฐานความนิยมในพื้นที่อย่างยาวนาน
การย้ายสังกัดมายังพรรคโอกาสใหม่ในการเลือกตั้งปี 2569 สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ต้องการผลักดันโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ไม่อิงกับนโยบายประชานิยมแบบหว่านเงิน แต่เน้นการสร้าง "นวัตกรรมชุมชน" โดยการผนึกกำลังกับปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อสร้างความเข้มแข็งจากภายในตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของพรรคโอกาสใหม่ที่ต้องการสร้าง "โอกาส" จากทรัพยากรที่มีอยู่
2. สถานการณ์ปัญหาและวิกฤตการณ์ยางพาราในสกลนคร (The Crisis in Rubber Cultivation)
2.1 สภาพปัญหาโรคระบาดและต้นทุนการผลิต
เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในเขต 2 สกลนครและพื้นที่ใกล้เคียง ต้องเผชิญกับมรสุมทางเศรษฐกิจและโรคระบาดในพืชอย่างต่อเนื่อง ปัญหาสำคัญที่พบคือ "โรคหน้ายางตายนึ่ง" (Tapping Panel Dryness - TPD) และโรคใบร่วง ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตน้ำยางลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือในบางกรณีต้นยางยืนต้นตายไม่สามารถกรีดน้ำยางได้
นอกจากปัญหาโรคพืช เกษตรกรยังแบกรับภาระต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งค่าปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งสวนทางกับราคายางพาราในตลาดโลกที่มีความผันผวนและตกต่ำในบางช่วงเวลา ทำให้รายได้สุทธิของเกษตรกรลดลงจนเกิดภาวะหนี้สินครัวเรือน
2.2 การลงพื้นที่เชิงประจักษ์: จุดเปลี่ยนสู่นโยบายโอกาสใหม่
เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.นิยม เวชกามา ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและแสวงหาทางออกร่วมกับเกษตรกร ณ สวนยางพาราของ ครูสะเอ็ม บุญเสนา ปราชญ์ชาวบ้านและอดีตข้าราชการครูโรงเรียนร่มเกล้า ตั้งอยู่ที่ตำบลตองโขบ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร
การลงพื้นที่ครั้งนี้มิใช่การหาเสียงทั่วไป แต่เป็นการ "ถอดบทเรียน" (Lesson Learned) จากความสำเร็จของครูสะเอ็ม ผู้สามารถพลิกฟื้นสวนยางพาราที่เคยประสบปัญหาให้กลับมามีผลผลิตล้นครุถังได้ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ผสมผสานกับนวัตกรรมชีวภาพ เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็น "สารตั้งต้น" ของชุดนโยบายการเกษตรของพรรคโอกาสใหม่ในเขต 2 ที่เน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
3. ยุทธศาสตร์ที่ 1: การปฏิวัติสวนยางด้วยนวัตกรรมชีวภาพ (Bio-Innovation in Rubber Farming)
3.1 โมเดล "ครูสะเอ็ม": วิทยาศาสตร์ผสานภูมิปัญญา
หัวใจสำคัญของนโยบายด้านยางพาราของพรรคโอกาสใหม่ คือการขยายผลองค์ความรู้ของ ครูสะเอ็ม บุญเสนา สู่เกษตรกรในวงกว้าง โดยมีแกนหลักอยู่ที่การใช้ "น้ำหมักชีวภาพ" (Bio-fermented Extract) สูตรเฉพาะ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรคหน้ายางและเพิ่มผลผลิต
กระบวนการทำงานและประสิทธิภาพ
จากการสัมภาษณ์และข้อมูลเชิงประจักษ์ในพื้นที่สวนยาง 80 ไร่ ของครูสะเอ็ม พบว่าน้ำหมักชีวภาพมีกลไกการทำงานดังนี้:
การฟื้นฟูสภาพดิน: จุลินทรีย์ในน้ำหมักช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินร่วนซุยและปลดปล่อยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อต้นยาง (NPK) อย่างเป็นธรรมชาติ ลดความจำเป็นในการใช้ปุ๋ยเคมี
การรักษาโรคหน้ายาง: สารประกอบอินทรีย์และเอนไซม์จากจุลินทรีย์ช่วยยับยั้งเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคหน้ายางตายนึ่ง กระตุ้นให้ท่อน้ำยางกลับมาทำงานได้ตามปกติ
การเพิ่มผลผลิต: ต้นยางที่มีความสมบูรณ์จะสามารถผลิตน้ำยางได้ต่อเนื่องและมีปริมาณเพิ่มขึ้น (Yield Improvement) ส่งผลให้เกษตรกรสามารถกรีดได้ "เต็มครุถัง" ตามคำกล่าวอ้างอิงจากการลงพื้นที่
3.2 การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Cost-Benefit Analysis)
การนำนโยบายนี้มาใช้ประเมินได้ว่าจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อเกษตรกรรายย่อยในเขต 2 สกลนคร ดังนี้:
| รายการต้นทุน/ผลตอบแทน | เกษตรเคมีแบบดั้งเดิม | เกษตรชีวภาพ (โมเดลครูสะเอ็ม) | การเปลี่ยนแปลง (%) |
| ค่าปุ๋ยเคมี/ยาฆ่าแมลง | สูง (แปรผันตามราคาตลาด) | ต่ำ (ผลิตใช้เอง/ซื้อในชุมชน) | ลดลง 50-70% |
| ค่ารักษาหน้ายาง | ซื้อสารเคมีราคาสูง | ใช้น้ำหมักชีวภาพ | ลดลง >80% |
| ผลผลิตน้ำยาง (เฉลี่ย) | ต่ำ-ปานกลาง (มีความเสี่ยงโรค) | สูง (ต้นทุนแข็งแรง) | เพิ่มขึ้น 20-30% |
| สุขภาพเกษตรกร | เสี่ยงต่อสารพิษสะสม | ปลอดภัย | คุณภาพชีวิตดีขึ้น |
ตารางที่ 1: เปรียบเทียบโครงสร้างต้นทุนและผลตอบแทนระหว่างการทำสวนยางแบบเคมีและแบบชีวภาพ (วิเคราะห์สังเคราะห์จาก
นโยบายนี้สะท้อนถึงหลัก "ความพอประมาณ" และ "ความมีเหตุผล" ในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยเน้นการลดรายจ่ายก่อนเพื่อสร้างกำไรที่แท้จริง แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการเพิ่มราคาขายซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้
4. ยุทธศาสตร์ที่ 2: พลิกวิกฤตวัชพืชสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ "เกาะลอยดอกไม้ในหนองหาร" (Floating Flower Islands in Nong Han Lake)
4.1 วิกฤตการณ์ผักตบชวาในหนองหาร
หนองหาร แหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่เนื้อที่กว่า 17,000 ไร่ กำลังเผชิญภาวะวิกฤตจากการรุกรานของ "ผักตบชวา" (Water Hyacinth) ซึ่งเป็นวัชพืชต่างถิ่นที่ขยายพันธุ์รวดเร็ว แพหนาแน่นของผักตบชวากีดขวางการสัญจรทางน้ำ ลดปริมาณออกซิเจนในน้ำ และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศสัตว์น้ำ
4.2 นวัตกรรม "เกาะลอยดอกไม้" (Floating Flower Islands)
ดร.นิยม และครูสะเอ็ม ได้เสนอแนวคิดเชิงนวัตกรรมในการเปลี่ยน "ภาระ" ให้เป็น "พลัง" ด้วยโครงการ "เกาะลอยดอกไม้" ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้วัชพืชและตะกอนดินก้นหนองหารมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
รายละเอียดทางวิศวกรรมและกระบวนการสร้าง
แนวคิดนี้มีรายละเอียดทางเทคนิคและการดำเนินงานที่ชัดเจน ดังนี้:
โครงสร้างฐานราก: ใช้ผักตบชวาจำนวนมหาศาลมาถักทอและอัดแน่นเป็นแพลอยน้ำ (Floating Platform) ซึ่งอาศัยคุณสมบัติความลอยตัวของก้านผักตบชวา
วัสดุปลูก: ใช้ "ขี้เลน" หรือตะกอนดินที่ดูดขึ้นมาจากก้นหนองหาร ซึ่งอุดมไปด้วยธาตุอาหารจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์ มาถมด้านบนแพผักตบชวา เป็นการขุดลอกหนองหารไปในตัว
ขนาดและมิติ: กำหนดขนาดโมเดลต้นแบบที่ 20 x 30 เมตร ต่อเกาะ โดยมีเป้าหมายขยายพื้นที่รวมให้ได้ 300 ไร่ บริเวณริมฝั่งหนองหาร
ภูมิทัศน์: ปลูกไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์บนเกาะ เพื่อสร้างความสวยงามดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยใช้น้ำจากหนองหารในการรดน้ำ ซึ่งเป็นระบบหมุนเวียนที่ประหยัดพลังงาน
4.3 การบูรณาการกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco-Tourism Integration)
โครงการนี้ไม่ได้จบเพียงแค่การกำจัดวัชพืช แต่ถูกออกแบบให้เป็น "Magnet" ใหม่ของการท่องเที่ยวจังหวัดสกลนคร สอดรับกับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวกลุ่มสนุก (สกลนคร นครพนม มุกดาหาร) และงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวหนองหาร
เส้นทางท่องเที่ยว "สกลจังซั่น โมเดล"
จุดเริ่มต้น: นักท่องเที่ยวสักการะพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง
การเดินทาง: ล่องเรือจากท่าเรือ (เช่น ท่าเรือบ้านท่าวัด หรือท่าเรือสระพังทอง) ชมทัศนียภาพหนองหาร ดูนกน้ำ และวิถีชีวิต "ควายน้ำ"
จุดหมายใหม่: แวะชมและถ่ายภาพบน "เกาะลอยดอกไม้" ที่กระจายตัวอยู่กลางหนองหาร สร้างประสบการณ์ Unseen Thailand แห่งใหม่
กิจกรรมต่อเนื่อง: พักผ่อนแบบโฮมสเตย์ (Homestay) ในชุมชนรอบหนองหาร เช่น บ้านท่าวัด, บ้านจอมแจ้ง, บ้านท่าแร่ หรือบ้านแป้น เพื่อชมพระอาทิตย์ตกดิน
4.4 ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม (Socio-Economic Impact)
โครงการนี้คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาลผ่านกลไก Multiplier Effect:
การจ้างงาน: เกิดการจ้างงานคนในชุมชนในการเก็บผักตบชวา สร้างเกาะ ดูแลสวนดอกไม้ และขับเรือนำเที่ยว
รายได้ชุมชน: ชาวบ้านมีรายได้จากการขายสินค้า OTOP อาหาร และที่พักโฮมสเตย์
Social Media Viral: นักท่องเที่ยวจะเป็นกระบอกเสียง (Micro-Influencers) ผ่านการถ่ายภาพและแชร์ลงโซเชียลมีเดีย ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
การประหยัดงบประมาณรัฐ: รัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะแรก จากนั้นส่งเสริมให้ชุมชนดูแลและแข่งขันกันตกแต่งเกาะของตนเอง ลดภาระงบประมาณระยะยาวในการกำจัดวัชพืช
5. ยุทธศาสตร์ที่ 3: ความมั่นคงทางพลังงาน "ยางพาราสู่ไบโอดีเซล" (Rubber-to-Biodiesel Initiative)
5.1 แนวคิดการสร้างมูลค่าเพิ่มและเสถียรภาพราคา
ปัญหาราคายางพาราตกต่ำมักเกิดจากอุปทานล้นตลาด (Oversupply) นโยบายของพรรคโอกาสใหม่นำเสนอทางออกด้วยการดึงยางพาราออกจากระบบตลาดวัตถุดิบ แล้วเปลี่ยนให้เป็นพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาแบบ "ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว" คือ พยุงราคายาง และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในชุมชน
5.2 ความเป็นไปได้ทางเทคนิค (Technical Feasibility)
การแปรรูปยางพาราเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพสามารถทำได้ 2 แนวทางหลัก ตามข้อมูลวิชาการและงานวิจัยที่รองรับ:
A. ไบโอดีเซลจากเมล็ดพันธุ์ยางพารา (Rubber Seed Oil - RSO)
เมล็ดยางพาราที่มักถูกทิ้งขว้างมีปริมาณน้ำมันสูงถึง 40-50% กระบวนการผลิตเริ่มจากการสกัดน้ำมัน (Extraction) และนำไปผ่านกระบวนการ Transesterification ร่วมกับเมทานอลและตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) เพื่อให้ได้ไบโอดีเซล (FAME)
ข้อดี: เป็นการใช้วัสดุเหลือทิ้ง (Waste utilization) ไม่กระทบพื้นที่ปลูกพืชอาหาร
ความท้าทาย: น้ำมันเมล็ดยางมีกรดไขมันอิสระ (FFA) สูง ต้องใช้กระบวนการ 2 ขั้นตอน (Acid Esterification + Alkaline Transesterification) เพื่อลดความเป็นกรดก่อน
B. น้ำมันเชื้อเพลิงจากยางก้อนถ้วย/เศษยาง (Pyrolysis of Cup Lump)
การนำเศษยางหรือยางก้อนถ้วยมาผ่านกระบวนการ Pyrolysis (การแยกสลายด้วยความร้อนในสภาวะไร้ออกซิเจน) จะได้ผลิตภัณฑ์เป็นของเหลว (Bio-oil), ก๊าซ, และถ่านชาร์ โดยน้ำมันที่ได้สามารถนำไปกลั่นแยกเป็นน้ำมันดีเซลได้
ข้อดี: สามารถใช้ยางตกเกรดหรือเศษยางสกปรกได้ ช่วยกำจัดขยะยาง
ประสิทธิภาพ: กระบวนการนี้สามารถเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นเชื้อเพลิงเหลวที่ใช้งานได้จริงในเครื่องยนต์การเกษตร
5.3 การวิเคราะห์ต้นทุนและความคุ้มค่า (Economic Viability)
จากการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันเมล็ดยางพารา (RSO) พบว่ามีศักยภาพในการแข่งขันสูง:
| ตัวแปร | ข้อมูลต้นทุน/ราคา | แหล่งอ้างอิง |
| ต้นทุนการผลิตไบโอดีเซล (RSO) | ประมาณ 0.42 - 0.47 ยูโร/ลิตร (~18-20 บาท) | |
| ราคาขายปลีกดีเซล (B7/B10) | ประมาณ 30 - 35 บาท/ลิตร (ราคาปี 2567-2568) | |
| กำไรส่วนต่าง (Margin) | 10 - 15 บาท/ลิตร | (ประมาณการ) |
ตารางที่ 2: การวิเคราะห์ส่วนต่างราคาต้นทุนไบโอดีเซลจากเมล็ดยางเทียบกับราคาตลาด (อัตราแลกเปลี่ยนสมมติ 1 ยูโร = 40 บาท เพื่อการเปรียบเทียบ)
ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า หากมีการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ดี โดยการตั้งโรงงานสกัดและแปรรูปในระดับชุมชน (Community-based Plant) จะสามารถผลิตน้ำมันดีเซลราคาถูกเพื่อใช้ในเครื่องจักรการเกษตร รถไถเดินตาม และระบบสูบน้ำ ช่วยลดต้นทุนพลังงานให้เกษตรกรได้อย่างมหาศาล
6. การบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Integration of Sufficiency Economy Philosophy)
นโยบายทั้ง 3 ด้านของพรรคโอกาสใหม่ในพื้นที่สกลนคร เขต 2 มิได้เป็นเพียงนโยบายหาเสียงแยกส่วน แต่ร้อยเรียงกันภายใต้ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy - SEP) ของในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้:
6.1 ความพอประมาณ (Moderation)
ด้านการเกษตร: ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น (น้ำหมักชีวภาพ) แทนการพึ่งพาปุ๋ยเคมีนำเข้าราคาแพง เป็นการทำเกษตรที่ไม่เกินตัว ไม่สร้างหนี้สินเกินความจำเป็น
ด้านการท่องเที่ยว: โมเดลเกาะลอยดอกไม้ใช้วัสดุธรรมชาติ (ผักตบชวา, ขี้เลน) ในการก่อสร้าง ไม่เน้นสิ่งปลูกสร้างถาวรคอนกรีตที่ทำลายทัศนียภาพและใช้งบประมาณสูงเกินจริง
6.2 ความมีเหตุผล (Reasonableness)
การจัดการทรัพยากร: การเปลี่ยนวัชพืช (ผักตบชวา) และขยะ (เศษยาง) ให้เป็นทุน (ท่องเที่ยว/พลังงาน) เป็นการใช้ปัญญาและเหตุผลในการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Waste-to-Wealth)
การแก้ปัญหา: การใช้น้ำหมักชีวภาพรักษาหน้ายางตายนึ่ง เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ (ฟื้นฟูระบบนิเวศดิน) มากกว่าการแก้ที่ปลายเหตุด้วยสารเคมีแรง ๆ
6.3 การมีภูมิคุ้มกันที่ดี (Self-Immunity)
ความมั่นคงทางรายได้: การส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้หลายทาง (Multi-income stream) ทั้งจากยางพารา ท่องเที่ยว และพลังงาน ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนของราคายางในตลาดโลก
ความมั่นคงทางพลังงาน: ชุมชนสามารถผลิตพลังงานใช้เองได้บางส่วน ลดความเสี่ยงจากวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันโลก
เงื่อนไขความรู้และคุณธรรม:
โครงการทั้งหมดขับเคลื่อนด้วย "ความรู้" จากงานวิจัยและภูมิปัญญาปราชญ์ชาวบ้าน (ครูสะเอ็ม) ผสมผสานกับ "คุณธรรม" คือความซื่อสัตย์ต่อสิ่งแวดล้อม การแบ่งปันผลประโยชน์ในชุมชน และความขยันหมั่นเพียร
7. บทวิเคราะห์และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Analysis and Policy Recommendations)
7.1 การเปรียบเทียบกับคู่แข่ง
ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นอาจเน้นนโยบายระดับมหภาค เช่น สวัสดิการถ้วนหน้า หรือ Digital Wallet
7.2 ความท้าทายและข้อควรระวัง
กฎระเบียบและข้อกฎหมาย: การสร้างเกาะลอยในหนองหาร ต้องมีการประสานงานกับหลายหน่วยงาน (กรมประมง, กรมเจ้าท่า, เทศบาล) อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ขัดต่อกฎหมายการใช้พื้นที่สาธารณะและผลกระทบสิ่งแวดล้อม
มาตรฐานการผลิตไบโอดีเซล: ต้องมีการควบคุมคุณภาพน้ำมันไบโอดีเซลชุมชนให้ได้มาตรฐาน เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อเครื่องยนต์ของเกษตรกร
การบริหารจัดการกลุ่ม: ความสำเร็จของโฮมสเตย์และท่องเที่ยวชุมชน ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของการรวมกลุ่ม หากขาดผู้นำที่ดีอาจเกิดความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์
7.3 ข้อเสนอแนะ
เพื่อให้การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ (Implementation) ประสบผลสำเร็จ หากพรรคโอกาสใหม่ได้รับเลือกตั้ง ควรดำเนินการดังนี้:
จัดตั้ง "ศูนย์นวัตกรรมยางพาราและเกษตรชีวภาพครบวงจร": ยกระดับสวนครูสะเอ็มให้เป็นศูนย์เรียนรู้ระดับชาติ สนับสนุนงบประมาณวิจัยต่อยอดน้ำหมักชีวภาพ
ผลักดัน "Sakon Nakhon Sandbox": เสนอให้สกลนครเป็นพื้นที่นำร่องพิเศษในการจัดการวัชพืชน้ำและผลิตพลังงานชุมชน โดยผ่อนปรนกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคชั่วคราว
เชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษา: ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนครและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติฯ) ในการวิจัยและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ทั้งปุ๋ยและไบโอดีเซล
8. บทสรุป
นโยบายหาเสียงของพรรคโอกาสใหม่ ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร โดย ดร.นิยม เวชกามา นำเสนอวิสัยทัศน์ที่ก้าวข้ามการเมืองแบบเก่า ด้วยการหยิบยกปัญหาใกล้ตัว (ยางพารา, หนองหาร) มาแก้ไขด้วยปัญญาและนวัตกรรม ภายใต้คำแนะนำของปราชญ์เกษตร "ครูสะเอ็ม บุญเสนา"
โมเดล "เกาะลอยดอกไม้" และ "ยางพาราไบโอดีเซล" ไม่เพียงแต่เป็นยาขนานเอกในการรักษาเศรษฐกิจชุมชน แต่ยังเป็นการประกาศศักยภาพของ "คนสกลนคร" ว่าสามารถเปลี่ยนวัชพืชไร้ค่าและวิกฤตราคาพืชผล ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นต้นแบบการพัฒนา Local Economy ให้กับพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทยต่อไป หากนโยบายนี้ได้รับการผลักดันให้เกิดขึ้นจริง จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า "โอกาสใหม่" สามารถสร้างได้ด้วยมือของคนในชุมชนเอง


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น