การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไป วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในจังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2 กำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งใน “สมรภูมิยุทธศาสตร์” ที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของการเมืองไทย เมื่อบทบาทของกลุ่มศาสนานิยมและเครือข่ายพลังเงียบชาวพุทธเริ่มแสดงตัวอย่างเป็นระบบ ผ่านกรณีศึกษาปฏิบัติการ “อปพส. ชวนเลือก” สนับสนุน ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส. หมายเลข 6 พรรคโอกาสใหม่
@user1632990297144 #อปพส ♬ เสียงต้นฉบับ - ผอ.ดี
รายงานวิเคราะห์ว่าด้วย พลวัตทางการเมืองและบทบาทของกลุ่มศาสนานิยมในการเลือกตั้งสกลนคร เขต 2 ปี 2569 ระบุว่า การแข่งขันครั้งนี้มิใช่เพียงการชิงที่นั่งในสภา แต่เป็นการปะทะสังสรรค์ระหว่าง “อุดมการณ์พรรคการเมือง” กับ “ศรัทธาทางศาสนา” ท่ามกลางบริบทวิกฤตซ้อนวิกฤตของประเทศ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือน และสังคมสูงวัย
สกลนคร เมืองแห่งศรัทธา กับการเมืองที่ซับซ้อนขึ้น
สกลนคร หรือ “เมืองหนองหารหลวง” มีรากฐานพุทธศาสนาเข้มแข็ง เป็นถิ่นกำเนิดพระป่าสายวิปัสสนากรรมฐานจำนวนมาก ความสัมพันธ์ระหว่างวัด ชุมชน และการเมืองจึงแนบแน่นในเชิงโครงสร้าง รายงานชี้ว่า เขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งครอบคลุมหลายอำเภอและกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ผู้ไทย ไทญ้อ และไทโย้ย เป็นพื้นที่ที่การตัดสินใจทางการเมืองไม่ได้ขึ้นกับกระแสพรรคเพียงอย่างเดียว แต่ยังผูกพันกับเครือข่ายศาสนา ระบบอุปถัมภ์ และความเชื่อถือส่วนบุคคล
ผลการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่ง ดร.นิยม เวชกามา พ่ายแพ้ด้วยคะแนนเฉือนเพียงไม่กี่ร้อยเสียง ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่การปรับยุทธศาสตร์ทางการเมืองครั้งใหญ่ ทั้งการย้ายพรรคจากเพื่อไทยมาสู่พรรคโอกาสใหม่ และการสร้างความชอบธรรมใหม่ผ่านบทบาท “ผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนา”
“อปพส.” กับการเมืองนอกพรรคที่ทรงอิทธิพล
รายงานวิเคราะห์ว่า องค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพ (อปพส.) ทำหน้าที่ในลักษณะกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง (Interest Group) มากกว่าพรรคการเมือง โดยใช้ปฏิบัติการ “ชวนเลือก” เพื่อสนับสนุนบุคคลที่มีประวัติการทำงานด้านศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม
อปพส. มอง ดร.นิยม ในฐานะ “ตัวแทนเชิงสัญลักษณ์” ที่สามารถนำประเด็นการปกป้องศาสนาเข้าสู่สภาได้จริง กลยุทธ์สำคัญคือการแยก “ตัวบุคคล” ออกจาก “สังกัดพรรค” เพื่อดึงคะแนนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อาจยังยึดโยงกับพรรคเดิม แต่ให้ความสำคัญกับศรัทธาและผลงานเฉพาะตัว
พรรคโอกาสใหม่ กับบทบาททางเลือกที่สาม
ในเชิงโครงสร้างพรรค รายงานระบุว่า พรรคโอกาสใหม่ ภายใต้การนำของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ วางตำแหน่งเป็น “ทางเลือกที่สาม” ระหว่างประชานิยมแบบเดิมกับการปฏิรูปสุดโต่ง โดยอาศัยผู้สมัครที่มีฐานเสียงท้องถิ่นแข็งแรงเป็นหัวหอกในพื้นที่ภูธร
นโยบายรัฐสวัสดิการ การแช่แข็งหนี้ และการแก้ปัญหาปากท้อง ถูก ดร.นิยม นำมาเชื่อมโยงกับหลักพุทธธรรม เพื่อสื่อสารกับชุมชนวัด โรงเรียนพระปริยัติธรรม และเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งรายงานมองว่าเป็นการผสมผสาน “นโยบายสมัยใหม่” กับ “อัตลักษณ์ทางศาสนา” อย่างมีชั้นเชิง
เส้นแบ่งกฎหมาย–จริยธรรมที่ต้องจับตา
อย่างไรก็ตาม รายงานเตือนว่า การใช้ประเด็นศาสนาในการหาเสียงยังอยู่บนเส้นแบ่งที่เปราะบาง ทั้งในมิติของกฎหมายเลือกตั้งและจริยธรรมทางศาสนา โดยเฉพาะบทบาทขององค์กรภายนอกอย่าง อปพส. ซึ่งอาจถูกตีความว่าเป็นผู้ช่วยหาเสียง หากไม่ดำเนินการอย่างระมัดระวังอาจนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายได้
ศรัทธากับอนาคตการเมืองไทย
บทสรุปของงานวิจัยชี้ว่า การเลือกตั้งสกลนคร เขต 2 ปี 2569 เป็นภาพสะท้อนการขยับจาก “การเมืองเชิงอุดมการณ์พรรค” ไปสู่ “การเมืองเชิงอัตลักษณ์” มากขึ้น โดยเฉพาะการปลุกพลังศรัทธาทางศาสนาให้กลายเป็นทุนทางการเมือง
ผลลัพธ์จากคูหาเลือกตั้งจะเป็นคำตอบสำคัญว่า ในยุควิกฤตซ้อนวิกฤต “ศรัทธา” จะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นชัยชนะทางการเมืองได้เพียงใด และจะกลายเป็นโมเดลใหม่ของการเมืองไทยในทศวรรษหน้าหรือไม่
การวิเคราะห์พลวัตทางการเมืองและบทบาทของกลุ่มศาสนานิยมในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร เขต 2 ปี พุทธศักราช 2569: กรณีศึกษาปฏิบัติการ "อปพส. ชวนเลือก" ดร.นิยม เวชกามา
บทคัดย่อ
รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งในการเลือกตั้งทั่วไป ปี พ.ศ. 2569 ของประเทศไทย โดยเจาะจงพื้นที่ศึกษาจังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีความซับซ้อนทางโครงสร้างอำนาจและวัฒนธรรมทางการเมือง การศึกษานี้ให้ความสำคัญกับกรณีศึกษาของ ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หมายเลข 6 จาก พรรคโอกาสใหม่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการและเป็นระบบจาก องค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพ (อปพส.) หรือกลุ่มพลังเงียบชาวพุทธที่มีอุดมการณ์ปกป้องจารีตประเพณี
การวิจัยนี้มุ่งตอบคำถามหลักเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง "ศาสนา" กับ "การเมือง" ในบริบทของภาคตะวันออกเฉียงเหนือยุคใหม่ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์พรรคการเมือง (Party Landscape) จากระบบสองขั้วอำนาจสู่ระบบพรรคทางเลือก (Third Party System) โดยมีพรรคโอกาสใหม่ภายใต้การนำของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ เป็นตัวแปรสำคัญ เนื้อหาของรายงานครอบคลุมการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์การเมืองท้องถิ่น, พฤติกรรมการเลือกตั้ง (Voting Behavior), ยุทธศาสตร์การรณรงค์หาเสียงผ่านวาทกรรม "ปกป้องศาสนา", การวิเคราะห์คู่แข่งและสถิติการเลือกตั้งย้อนหลังปี 2566, ตลอดจนข้อจำกัดทางกฎหมายและจริยธรรมตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ปี 2569 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มิใช่เพียงการแข่งขันเพื่อชิงที่นั่งในสภา แต่เป็นการปะทะสังสรรค์ระหว่าง "อุดมการณ์พรรคการเมือง" (Political Ideology) กับ "ศรัทธาทางศาสนา" (Religious Faith) ซึ่งจะเป็นดัชนีชี้วัดทิศทางการเมืองไทยในทศวรรษหน้า
1. บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองไทยและบริบทจังหวัดสกลนคร ปี 2569
1.1 วิกฤตซ้อนวิกฤต (Polycrisis) และพลวัตการเมืองระดับชาติ
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดขึ้นภายใต้สภาวะที่นักรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์นิยามว่า "วิกฤตซ้อนวิกฤต" (Polycrisis)
อย่างไรก็ตาม ในมิติทางสังคมวัฒนธรรม ความขัดแย้งทางความคิดระหว่าง "เสรีนิยมก้าวหน้า" กับ "อนุรักษนิยมจารีต" ยังคงดำรงอยู่และแปรเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การต่อสู้ในปริมณฑลทางศาสนาและวัฒนธรรมมากขึ้น การเกิดขึ้นของ พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) ในฐานะ "ทางเลือกที่สาม"
1.2 สกลนคร: พื้นที่ยุทธศาสตร์และ "เมืองแห่งธรรมะ"
จังหวัดสกลนคร หรือ "เมืองหนองหารหลวง" มีลักษณะพิเศษทางภูมิรัฐศาสตร์และวัฒนธรรม เป็นจังหวัดที่มีรากฐานทางพุทธศาสนาที่เข้มแข็ง เป็นถิ่นกำเนิดของพระเกจิอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน (สายพระป่า) จำนวนมาก ความผูกพันระหว่างสถาบันสงฆ์กับชุมชนในสกลนครจึงมีความแนบแน่นในระดับโครงสร้างทางสังคม (Social Structure) แตกต่างจากพื้นที่เมืองใหญ่ที่ความเป็นชุมชนเริ่มเจือจาง
ในทางการเมือง สกลนครเคยเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคเพื่อไทย (และพรรคไทยรักไทยในอดีต) มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีความตื่นตัวทางการเมืองสูง อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งปี 2566 ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ เมื่อพรรคคู่แข่งสามารถเจาะฐานที่มั่นและแบ่งเก้าอี้ ส.ส. ไปได้ รวมถึงความพ่ายแพ้ของอดีต ส.ส. แชมป์เก่าหลายสมัยอย่าง ดร.นิยม เวชกามา ในเขต 2
1.3 นัยสำคัญของเขตเลือกตั้งที่ 2
เขตเลือกตั้งที่ 2 ของจังหวัดสกลนคร ในการเลือกตั้งปี 2569 ประกอบด้วยพื้นที่อำเภอที่มีความหลากหลาย ได้แก่ อำเภอโพนนาแก้ว, อำเภอกุสุมาลย์, อำเภอโคกศรีสุพรรณ, อำเภอเต่างอย และบางส่วนของอำเภอเมือง (ตำบลดงชน, ม่วงลาย, โคกก่อง, โนนหอม)
การแข่งขันในเขตนี้จึงไม่ได้วัดกันที่กระแสพรรคเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับ "ระบบอุปถัมภ์" และ "เครือข่ายทางสังคม" โดยเฉพาะเครือข่ายวัดและโรงเรียนพระปริยัติธรรม ซึ่ง ดร.นิยม เวชกามา ได้วางรากฐานไว้อย่างยาวนาน การย้ายพรรคของท่านจาก "เพื่อไทย" สู่ "โอกาสใหม่" ในปี 2569 จึงเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญว่า "บารมีส่วนบุคคล" และ "แรงหนุนทางศาสนา" จะสามารถเอาชนะ "ตราสัญลักษณ์พรรคเก่าแก่" ได้หรือไม่
2. ตัวแสดงหลัก (Key Actors) และโครงสร้างอำนาจ
การวิเคราะห์พลวัตการเมืองในครั้งนี้จำเป็นต้องทำความเข้าใจตัวแสดงหลัก 3 ส่วน ได้แก่ ตัวผู้สมัคร, องค์กรสนับสนุน (อปพส.), และพรรคการเมืองต้นสังกัด
2.1 ดร.นิยม เวชกามา: อัตลักษณ์ "มหานิยม" และวิกฤตศรัทธาทางการเมือง
ดร.นิยม เวชกามา หรือที่ชาวบ้านเรียกขานว่า "มหานิยม" เป็นนักการเมืองที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น ท่านมีภูมิหลังจากการบวชเรียนและมีความรู้แตกฉานในทางธรรม ซึ่งเป็นต้นทุนทางสังคม (Social Capital) ที่สำคัญในภาคอีสาน
ประวัติและผลงาน: เป็นอดีต ส.ส. สกลนคร 4 สมัย สังกัดพรรคเพื่อไทยยาวนานกว่า 17 ปี
มีบทบาทโดดเด่นในสภาผู้แทนราษฎรในฐานะ "ผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนา" สถิติการอภิปรายในสภาฯ สูงถึง 277 ครั้ง สะท้อนถึงความขยันขันแข็งในการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ผลงานสำคัญได้แก่ การผลักดันร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพุทธศาสนิกชนในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา และการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินรอบหนองหาร จุดเปลี่ยนทางการเมือง (The Turning Point): ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2566 ให้กับนายชาตรี หล้าพรหม
เป็นบาดแผลทางการเมืองที่สำคัญ ประกอบกับความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย ที่ ดร.นิยม ระบุว่า "ไม่มีที่ยืน" และถูกกดดัน ทำให้ท่านต้องตัดสินใจย้ายพรรค ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็น "งูเห่า" หรือผู้ทรยศอุดมการณ์ แต่ท่านเลือกที่จะสร้างความชอบธรรมใหม่ (Re-legitimization) ด้วยจุดยืนเรื่องการปกป้องศาสนาที่ข้ามพ้นกรอบของพรรคการเมือง
2.2 องค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพ (อปพส.): ปฏิบัติการ "ชวนเลือก"
"อปพส." ในบริบทนี้ แม้จะไม่ได้มีสถานะเป็นพรรคการเมือง แต่ทำหน้าที่เป็น กลุ่มผลประโยชน์ (Interest Group) ที่ทรงพลัง โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องและจรรโลงพระพุทธศาสนาจากการคุกคามในรูปแบบต่างๆ (ตามทัศนะของกลุ่ม)
อุดมการณ์: จากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดของนักวิชาการในเครือข่ายพิทักษ์ศาสนา เช่น จรูญ วรรณกสิณานนท์
พบว่ากลุ่มแนวคิดนี้มักให้ความสำคัญกับ "พุทธธรรมนูญ" และบทบาทของผู้นำที่มีจริยธรรมแบบพุทธ (Buddhist Ethics) พวกเขามองว่าการเมืองไทยปัจจุบันกำลังถูกครอบงำด้วยแนวคิดเสรีนิยมสุดโต่งที่อาจบั่นทอนความมั่นคงของสถาบันศาสนา ทำไมต้อง "ชวนเลือก" ดร.นิยม: อปพส. มองเห็น ดร.นิยม เป็น "ตัวแทนเชิงสัญลักษณ์" (Symbolic Representative) ที่ดีที่สุดในการต่อสู้ในสภา ไม่ใช่เพียงเพราะท่านเป็นคนพุทธ แต่เพราะท่านมี "ประวัติการต่อสู้" ที่จับต้องได้ การรณรงค์ของ อปพส. จึงไม่ใช่การหาเสียงให้พรรคโอกาสใหม่โดยตรง แต่เป็นการหาเสียงให้ "บุคคล" ที่จะไปทำหน้าที่ปกป้องศาสนา ซึ่งเป็นกลยุทธ์การแยกส่วน (Decoupling) ระหว่างตัวบุคคลกับพรรค เพื่อดึงคะแนนจากคนเสื้อแดงที่ยังรักศาสนาให้มาเลือก ดร.นิยม แม้จะอยู่คนละพรรคกับที่ตนชอบก็ตาม
2.3 พรรคโอกาสใหม่: ยานพาหนะคันใหม่
พรรคโอกาสใหม่ (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ยุทธศาสตร์พรรค: การดึงตัว ดร.นิยม มาร่วมทีม เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ "เจาะพื้นที่ภูธรด้วยบ้านใหญ่" พรรคตระหนักดีว่าลำพังชื่อชั้นของพรรคใหม่ อาจเจาะพื้นที่ภาคอีสานได้ยาก จึงต้องอาศัยฐานเสียงส่วนตัวของผู้สมัครที่มีเกรดเอ
นโยบายที่สอดรับ: นโยบาย "รัฐสวัสดิการเท่าเทียม" และ "แช่แข็งหนี้ 3 ปี"
ถูกนำมาเชื่อมโยงกับหลักเมตตาธรรม เพื่อให้ ดร.นิยม สามารถนำไปสื่อสารกับฐานเสียงชาวบ้านและพระสงฆ์ได้อย่างไม่ขัดเขิน
3. วิเคราะห์สมรภูมิเลือกตั้งสกลนคร เขต 2: สถิติและคู่แข่ง
การจะเข้าใจโอกาสชนะของ ดร.นิยม จำเป็นต้องวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติจากปี 2566 และศักยภาพของคู่แข่งในปี 2569 อย่างละเอียด
3.1 บทเรียนจากความพ่ายแพ้ปี 2566
สถิติการเลือกตั้งปี 2566 ในเขต 2 สกลนคร ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
นายชาตรี หล้าพรหม (พรรคประชาธิปัตย์): 27,406 คะแนน (ผู้ชนะ)
ดร.นิยม เวชกามา (พรรคเพื่อไทย): 26,700 คะแนน (แพ้ด้วยส่วนต่างเพียง ~700 คะแนน)
นายภูเบศวร์ เห็นหลอด (พรรคก้าวไกล): 21,317 คะแนน
บทวิเคราะห์ข้อมูลปี 2566:
ความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวด: การที่ ดร.นิยม ในสีเสื้อเพื่อไทย แพ้ให้กับผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ซึ่งปกติไม่ใช่พรรคยอดนิยมในอีสาน) สะท้อนให้เห็นว่า "กระแสพรรคเพื่อไทย" เริ่มเสื่อมมนต์ขลัง หรือตัวผู้สมัครเองมีจุดอ่อนที่ทำให้ชาวบ้านปันใจ
คะแนนเสียงแตก: การมีคะแนนของพรรคก้าวไกล (ภูเบศวร์) สูงถึง 2 หมื่นคะแนน แสดงให้เห็นการเติบโตของฐานเสียง "New Voter" และกลุ่มผู้ต้องการความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นกลุ่มที่นโยบายศาสนาของ ดร.นิยม อาจเข้าไม่ถึง
3.2 ภูมิทัศน์คู่แข่งในปี 2569 (Competitor Landscape)
การเลือกตั้งปี 2569 ในเขต 2 เป็นการแข่งขันแบบ "ช้างชนช้าง" โดยมีผู้เล่นหลัก 4 ฝ่าย:
| ชื่อผู้สมัคร | พรรค | ฐานคะแนนและจุดแข็ง | ความเสี่ยงและจุดอ่อน |
| ดร.นิยม เวชกามา (เบอร์ 6) | โอกาสใหม่ | ฐานเสียงส่วนตัว, เครือข่าย อปพส./วัด/โรงเรียนพระปริยัติธรรม, กลุ่มอนุรักษนิยมท้องถิ่น | ไม่มีกระแสพรรคเพื่อไทยหนุน, ภาพลักษณ์ย้ายพรรคบ่อย, อายุมาก |
| นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย | เพื่อไทย | ย้ายมาจากเขต 1, ฐานเสียงพรรคเพื่อไทย (Hardcore Red Shirts), ทรัพยากรพรรค | เป็นคนนอกพื้นที่เขต 2 (เดิมอยู่เขต 1), ต้องสร้างความคุ้นเคยใหม่ |
| นายชาตรี หล้าพรหม | กล้าธรรม | แชมป์เก่าปี 66, ฐานเสียงส่วนตัวที่เอาชนะเพื่อไทยได้, การสนับสนุนจากกลุ่มรัฐบาลเดิม | ย้ายพรรค (จาก ปชป. สู่ กล้าธรรม), อาจเสียฐานเสียง ปชป. เดิม |
| นายภาสพล อุฬารกุล | ประชาชน | ทายาทตระกูลการเมือง (ลูกอดีต สว.วิญญู), ฐานเสียงก้าวไกลเดิม (New Voter), กระแสคนรุ่นใหม่ | ขาดเครือข่ายหัวคะแนนแบบเก่า |
3.3 การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์: "ตัดคะแนน" หรือ "เติมคะแนน"
การตัดคะแนนกันเองในขั้วเพื่อไทย: การที่พรรคเพื่อไทยส่ง "นายอภิชาติ" (อดีต ส.ส. เขต 1) ข้ามห้วยมาลงเขต 2 ชนกับ ดร.นิยม (อดีตเจ้าของพื้นที่) ถือเป็นยุทธศาสตร์ "ฆ่าตัดตอน" พรรคเพื่อไทยต้องการดึงคะแนนแฟนพันธุ์แท้คืน ในขณะที่ ดร.นิยม ต้องพยายามดึงคะแนน "แฟนคลับส่วนตัว" ออกไป สภาวะนี้อาจทำให้ ตาอยู่ (นายชาตรี หรือ นายภาสพล) คว้าพุงปลาไปกิน
ตัวแปรพรรคประชาชน: นายภาสพล อุฬารกุล ซึ่งมาแทนที่นายภูเบศวร์ มีต้นทุนทางสังคมสูงกว่าเดิมจากการเป็นลูกชายอดีต สว. หากเขาสามารถรวบรวมคะแนน 21,000 เสียงเดิมของก้าวไกล บวกกับบารมีตระกูลอุฬารกุล อาจทำให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นผู้ชนะได้ หากคะแนนขั้วอนุรักษนิยม (นิยม vs ชาตรี vs อภิชาติ) ตัดกันเองจนแหลกละเอียด
4. ยุทธศาสตร์และเนื้อหาการหาเสียง: ปฏิบัติการ "อปพส. ชวนเลือก"
หัวใจสำคัญของการศึกษานี้คือการถอดรหัสปฏิบัติการสื่อสารทางการเมืองของเครือข่ายสนับสนุน ดร.นิยม ซึ่งมีความโดดเด่นและแตกต่างจากการหาเสียงทั่วไป
4.1 วาทกรรม "ศาสนาต้องมาก่อนการเมือง"
อปพส. และทีมงานของ ดร.นิยม ได้สร้างชุดคำอธิบาย (Narrative) เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเลือกผู้สมัครข้ามขั้ว ดังนี้:
"เลือกคนดี เข้าไปเป็นปากเสียง": เน้นย้ำคุณสมบัติส่วนตัวของ ดร.นิยม ในฐานะ "มหาเปรียญ" ผู้มีความกตัญญูต่อพระพุทธศาสนา
เป็นการสื่อสารเชิงศีลธรรม (Moral Communication) ที่มีอิทธิพลสูงต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งวัยกลางคนและผู้สูงอายุในชนบท "ปกป้องสมบัติของชาติ": การเชื่อมโยงว่าพระพุทธศาสนาคือสมบัติชาติ และกำลังถูกคุกคาม ดังนั้นการเลือก ดร.นิยม คือ "หน้าที่" (Duty) ของชาวพุทธ ไม่ใช่แค่สิทธิทางการเมือง
ผลงานเชิงประจักษ์: การอ้างถึงสถิติการอภิปราย 277 ครั้ง
และบทบาทกรรมาธิการศาสนา เป็นหลักฐานยืนยันว่าท่านทำงานจริง ไม่ใช่แค่สร้างภาพ
4.2 การผสานนโยบายพรรคเข้ากับวิถีชาวพุทธ
ดร.นิยม ไม่ได้หาเสียงด้วยเรื่องศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่ได้นำนโยบายพรรคโอกาสใหม่มา "แปลความ" (Translate) ให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น
นโยบายแก้หนี้ กยศ. และแช่แข็งหนี้: ถูกนำเสนอในมุมของการ "ปลดเปลื้องทุกข์" ให้กับลูกหลานชาวนา เพื่อให้พวกเขามีชีวิตใหม่ (Samsara of Debt)
สวัสดิการถ้วนหน้า: นโยบาย "ท้องปุ๊บ ดูแลปั๊บ" และบำนาญ 3,000 บาท ถูกสื่อสารว่าเป็น "ทานบารมี" ของรัฐที่พึงมีต่อประชาชน สอดคล้องกับหลักสังคหวัตถุ 4 (การสงเคราะห์)
การยกระดับสำนักสงฆ์: นโยบายเฉพาะกิจที่ ดร.นิยม ผลักดันคือการยกฐานะสำนักสงฆ์กว่า 2 หมื่นแห่งให้เป็นวัดถูกต้องตามกฎหมาย
นโยบายนี้ทรงพลังอย่างยิ่ง เพราะเจ้าอาวาสและพระสงฆ์ในสำนักสงฆ์เหล่านี้คือ "Opinion Leader" ที่มีอิทธิพลต่อชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล การแก้ปัญหานี้ได้เท่ากับการได้ใจผู้นำชุมชนไปโดยปริยาย
4.3 พื้นที่ปฏิบัติการ (Tactical Areas)
การลงพื้นที่ของ ดร.นิยม มักมุ่งเน้นไปยังพื้นที่ที่มีสัญลักษณ์ทางศาสนาและชุมชนเข้มแข็ง เช่น:
โรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดโพนธาราม ต.กุสุมาลย์:
เป็นศูนย์กลางการศึกษาของสงฆ์ การปรากฏตัวที่นี่ส่งสัญญาณถึงการสนับสนุนการศึกษาคณะสงฆ์ ต.ตองโขบ, ต.แมดนาท่ม, ต.ห้วยยาง อ.โคกศรีสุพรรณ:
พื้นที่เหล่านี้เป็นชุมชนเกษตรกรรมที่มีความผูกพันกับวัดสูง การหาเสียงแบบเคาะประตูบ้าน (Door-to-door) ผสมผสานกับการปราศรัยย่อยในวัด ช่วยสร้างความใกล้ชิดและตอกย้ำความเป็น "คนกันเอง"
5. นัยทางกฎหมายและจริยธรรม: เส้นแบ่งที่เปราะบาง
การเคลื่อนไหวของ อปพส. และการใช้ประเด็นศาสนาในการหาเสียง ต้องถูกตรวจสอบภายใต้กรอบกฎหมายการเลือกตั้งปี 2569 ที่มีความเข้มงวด
5.1 ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการหาเสียงเลือกตั้ง 2569
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดข้อห้ามและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน
ห้ามจูงใจด้วยทรัพย์สิน: มาตรา 65(1) ห้ามให้หรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สิน ซึ่งรวมถึงการบริจาคเงินให้วัดเพื่อแลกคะแนนเสียง
ห้ามใช้สถาบันฯ และวิชาชีพ: แม้กฎหมายจะเน้นห้ามเรื่องสถาบัน แต่ระเบียบ กกต. ก็มีความละเอียดอ่อนเรื่องการนำ "สถาบันทางสังคม" มาใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความแตกแยก การหาเสียงที่ระบุว่าคู่แข่งเป็น "ภัยต่อศาสนา" อาจเข้าข่ายการใส่ร้ายด้วยความเท็จ (มาตรา 73(5)) หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยม
สถานที่ต้องห้าม: การใช้พื้นที่ "ภายในโบสถ์วิหาร" เพื่อปราศรัยทางการเมืองโดยตรงมักเป็นเรื่องต้องห้ามทางจริยธรรมและระเบียบมหาเถรสมาคม แม้ ดร.นิยม จะเป็นอดีตพระมหาเปรียญ แต่การใช้พื้นที่วัดต้องระมัดระวังไม่ให้ละเมิดความเป็นกลางของสงฆ์
5.2 ความเสี่ยงของยุทธศาสตร์ "อปพส. ชวนเลือก"
การที่องค์กรภายนอก (Third Party Organization) อย่าง อปพส. ออกมาเคลื่อนไหว มีความเสี่ยงทางกฎหมายสองด้าน:
ความเสี่ยงต่อผู้สมัคร: หาก กกต. ตีความว่า อปพส. เป็น "ผู้ช่วยหาเสียง" ของ ดร.นิยม ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของ อปพส. (เช่น ป้าย, แผ่นพับ) ต้องถูกนำมารวมในบัญชีรายรับรายจ่ายของผู้สมัคร หากไม่แจ้ง อาจนำไปสู่การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง/ใบส้ม)
ความเสี่ยงต่อองค์กร: หากการรณรงค์มีลักษณะสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ต่อศาสนาอื่น หรือโจมตีพรรคการเมืองอื่นว่าเป็นภัยความมั่นคง อาจถูกฟ้องร้องและยุบองค์กรได้
6. บทวิเคราะห์และบทสรุป: ทิศทางการเมืองไทยในอนาคต
กรณีศึกษาของ ดร.นิยม เวชกามา และ อปพส. ในเขต 2 สกลนคร สะท้อนภาพใหญ่ของการเมืองไทยในปี 2569 ได้อย่างลึกซึ้ง
6.1 จาก "การเมืองเชิงอุดมการณ์" สู่ "การเมืองเชิงอัตลักษณ์" (Identity Politics)
การเลือกตั้งครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า "ความเป็นชาวพุทธ" กำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาเป็น "อัตลักษณ์ทางการเมือง" (Political Identity) เพื่อต่อรองอำนาจในระบอบประชาธิปไตย เมื่อพรรคการเมืองกระแสหลักไม่สามารถตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณและความกังวลทางวัฒนธรรมได้ กลุ่มก้อนทางศาสนาจึงต้องสร้างพันธมิตรกับนักการเมืองที่มีจุดยืนเดียวกัน โดยไม่อิงกับสังกัดพรรค
6.2 อนาคตของพรรคโอกาสใหม่ในอีสาน
หาก ดร.นิยม สามารถชนะการเลือกตั้งได้ จะกลายเป็น "สกลนคร โมเดล" ให้กับพรรคโอกาสใหม่ ในการขยายฐานเสียงสู่จังหวัดอื่นในอีสาน โดยใช้สูตร: "นโยบายรัฐสวัสดิการ (จากพรรค) + บารมีส่วนบุคคล/ศาสนา (จากผู้สมัคร)" ซึ่งเป็นสูตรผสมที่อาจจะมาทดแทน "ประชานิยมทักษิณ" ที่เริ่มเสื่อมความนิยมลง
6.3 บทสรุป
ชัยชนะในเขต 2 สกลนคร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดีที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถ "ครองใจ" (Win the Hearts) และ "เข้าถึงโครงสร้างทางสังคม" (Access Social Structures) ของคนในพื้นที่ได้ลึกซึ้งกว่ากัน
ดร.นิยม เวชกามา มีแต้มต่อในเรื่องเครือข่ายศรัทธา แต่มีจุดอ่อนเรื่องฐานเสียงคนรุ่นใหม่และกระแสพรรคที่แผ่วลง ในขณะที่คู่แข่งอย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน มีกระแสพรรคที่แรงกว่าแต่ขาดความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณ การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงจะเป็นบทพิสูจน์ว่า "ศรัทธา" จะสามารถเอาชนะ "การเมืองเก่า" และ "กระแสใหม่" ได้หรือไม่
หาก อปพส. และ ดร.นิยม ประสบความสำเร็จ นี่จะเป็นสัญญาณเตือนไปยังทุกพรรคการเมืองว่า "เสียงของชาวพุทธพลังเงียบ" คือตัวแปรที่ไม่ควรมองข้ามในการเมืองไทยยุควิกฤตซ้อนวิกฤต

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น