วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

8 ก.พ. 2569 บทพิสูจน์ “สติและวิจารณญาณ” ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากน้อยเพียงใด

 8 ก.พ. 2569 บทพิสูจน์ “สติและวิจารณญาณ” ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกจับตามองว่าเป็นหนึ่งในหมุดหมายทางการเมืองที่ซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่เพียงเพราะการแข่งขันเพื่อชิง 500 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น หากแต่ยังผนวกการออกเสียงประชามติว่าด้วยอนาคตรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เข้าไว้ในวันเดียวกัน ท่ามกลางบริบทที่นักวิชาการเรียกว่าเป็น “จุดหักเหของระบอบประชาธิปไตยแบบไทย”

การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังพระราชกฤษฎีกายุบสภา เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทำหน้าที่รัฐบาลรักษาการ ภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมายและแรงกดดันทางสังคม ขณะเดียวกัน กกต.ต้องบริหารจัดการการเลือกตั้งที่มีต้นทุนสูงถึงราว 8,970 ล้านบาท พร้อมบัตรลงคะแนน 3 ใบ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย

จากบัตรใบเดียว สู่ “หาร 100” : คณิตศาสตร์การเมืองที่กำหนดชะตาพรรค

หัวใจสำคัญของการเลือกตั้งปี 2569 อยู่ที่การกลับมาใช้ ระบบบัตร 2 ใบ และสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบ “หาร 100” ตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากการเลือกตั้งปี 2562 ที่ใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม (MMA) และสูตรหาร 500

นักวิชาการชี้ว่า สูตรหาร 100 ได้ยกระดับ “กำแพงการเข้าสภา” ของพรรคการเมืองขนาดเล็กอย่างชัดเจน พรรคใดจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง ต้องรวบรวมคะแนนเกือบ 3.5–4 แสนคะแนน ส่งผลให้คะแนนของพรรคเล็กจำนวนมากมีแนวโน้มกลายเป็น “คะแนนตกน้ำ” และเร่งให้เกิดการรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองในมือพรรคขนาดใหญ่

บัตร 3 ใบ กับโจทย์ “ตั้งสติ” ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

การเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้มีสิทธิจะต้องใช้วิจารณญาณกับบัตร 3 ใบที่มีผลต่างกันอย่างสิ้นเชิง

  • บัตรสีเขียว (ส.ส.เขต) ใช้ระบบผู้ได้คะแนนสูงสุด ชี้ขาดด้วยตัวบุคคลและเครือข่ายท้องถิ่น

  • บัตรสีชมพู (บัญชีรายชื่อ) เป็นตัววัดความนิยมพรรคในระดับชาติ ภายใต้สูตรหาร 100

  • บัตรสีเหลือง (ประชามติรัฐธรรมนูญ) ซึ่งอาจส่งผลต่อโครงสร้างอำนาจรัฐในระยะยาวยิ่งกว่าการเลือกตั้ง ส.ส.

นักวิเคราะห์เตือนถึงความเสี่ยงของภาวะ Ballot Roll-off หรือการละเลยบัตรประชามติ ท่ามกลางกระแสหาเสียงที่ร้อนแรง ซึ่งอาจทำให้การตัดสินใจเชิงโครงสร้างของประเทศถูกกลบด้วยการแข่งขันทางการเมืองระยะสั้น

ยุทธศาสตร์ 3 ขั้วใหญ่ บนสนาม “หาร 100”

ข้อมูลการเมืองล่าสุดสะท้อนการก่อตัวของ 3 ขั้วหลัก

  • พรรคภูมิใจไทย เน้นยุทธศาสตร์ชนะเขตเลือกตั้ง อาศัยเครือข่ายท้องถิ่นและความได้เปรียบของรัฐบาลรักษาการ

  • พรรคประชาชน เดินเกมอุดมการณ์ มุ่งคะแนนบัญชีรายชื่อและเขตเมือง ท่ามกลางข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและแรงกดดันทางกฎหมาย

  • พรรคเพื่อไทย เผชิญโจทย์หนักในการรักษาฐานเสียงเดิม ท่ามกลางการแข่งขันจากทั้งสองขั้ว

สงครามข้อมูล–Deepfake : สนามรบใหม่ของการเลือกตั้ง

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การเลือกตั้ง 2569 จะเป็นสมรภูมิของ ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) และการใช้ AI–Deepfake ในการบิดเบือนข้อมูล โดยเฉพาะช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง ภาคประชาชนและองค์กรสื่อจึงเรียกร้องให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งยกระดับทักษะการรู้เท่าทันสื่อ และตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้

เดิมพันอนาคตประเทศ

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทนเข้าสภา แต่เป็นการตัดสินใจเชิงโครงสร้าง ภายใต้กติกาที่ซับซ้อนและแรงกดดันรอบด้าน นักวิชาการสรุปว่า ผลลัพธ์สุดท้ายจะขึ้นอยู่กับว่า ประชาชนสามารถใช้ “สติและวิจารณญาณ” แยกแยะระหว่างคนกับพรรค ระหว่างข้อเท็จจริงกับข่าวลวง และระหว่างผลประโยชน์ระยะสั้นกับอนาคตระยะยาวของประเทศได้มากเพียงใด

รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์: การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างของระบบเลือกตั้ง 2569 สูตรคำนวณที่นั่ง และพลวัตแห่งการใช้วิจารณญาณของผู้มีสิทธิเลือกตั้งท่ามกลางกระแสข้อมูลข่าวสาร

1. บทนำ: มหกรรมเลือกตั้งและประชามติ ภายใต้บริบทใหม่แห่งนิติสงครามและคณิตศาสตร์การเมือง

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นับเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่มิใช่เพียงการหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอำนาจบริหารตามวงรอบปกติ แต่เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่มีความซับซ้อนเชิงโครงสร้างสูงสุดครั้งหนึ่ง นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้มิได้จำกัดอยู่เพียงการแข่งขันเพื่อช่วงชิงที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 500 ที่นั่งเท่านั้น หากแต่ยังผนวกรวมเอากระบวนการออกเสียงประชามติ (Referendum) เพื่อกำหนดชะตากรรมของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เข้าไว้ในคราวเดียวกัน ภายใต้บรรยากาศที่นักวิชาการและผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองต่างให้คำนิยามว่าเป็น "จุดหักเห" (Turning Point) ของระบอบประชาธิปไตยแบบไทย

การจัดการเลือกตั้งในครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังจากพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ซึ่งส่งผลให้คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐบาลรักษาการ ท่ามกลางข้อจำกัดทางกฎหมายและแรงกดดันทางสังคม การเลือกตั้งครั้งนี้ยังถือเป็นการเลือกตั้งที่มีต้นทุนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยวงเงินงบประมาณกว่า 8,970 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงภาระกิจอันหนักอึ้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการบริหารจัดการบัตรลงคะแนนถึง 3 ใบพร้อมกัน (Three-Ballot Election) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย

รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เจาะลึกในเชิงวิชาการอย่างรอบด้าน โดยแบ่งขอบเขตการศึกษาออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่ มิติเชิงโครงสร้างและสูตรคำนวณที่นั่ง (Structural and Mathematical Analysis) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการแปลงคะแนนเสียงเป็นอำนาจรัฐ มิติเชิงยุทธศาสตร์และการแข่งขันของพรรคการเมือง (Strategic Analysis) และมิติแห่งการตื่นรู้ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (Voter Consciousness and Discernment) ท่ามกลางระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารที่เต็มไปด้วยปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูล (Information Operations) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้ที่จำเป็นสำหรับประชาชนในการ "ตั้งสติและแยกแยะ" ก่อนเดินเข้าสู่คูหาเลือกตั้ง

2. พัฒนาการและพลวัตของระบบเลือกตั้งไทย: จาก "บัตรใบเดียว" สู่ "หาร 100"

เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงนัยยะสำคัญของสูตรคำนวณที่นั่งในการเลือกตั้ง 2569 จำเป็นต้องพิจารณาย้อนกลับไปศึกษาพัฒนาการของระบบเลือกตั้งไทย ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปมาอย่างต่อเนื่องตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละยุคสมัย ซึ่งสะท้อนถึงการต่อสู้แย่งชิงความได้เปรียบทางโครงสร้างระหว่างกลุ่มอำนาจต่างๆ

2.1 รอยเลื่อนทางประวัติศาสตร์ของระบบเลือกตั้ง

ระบบเลือกตั้งของไทยได้ผ่านการวิวัฒนาการมาหลายรูปแบบ ตั้งแต่ระบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ (Multi-Member Constituency) สู่ระบบสัดส่วนผสม (Mixed-Member Proportional - MMP) และระบบคู่ขนาน (Parallel System) หรือ Mixed-Member Majoritarian (MMM) การเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมของผู้ลงคะแนนและยุทธศาสตร์ของพรรคการเมือง

  • ยุครัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550: ประเทศไทยเริ่มใช้ระบบบัตร 2 ใบ แยกกันระหว่าง ส.ส. เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ โดยใช้สูตรคำนวณแบบคู่ขนาน (Parallel System) ซึ่งเอื้อให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีฐานเสียงแน่นหนาสามารถกวาดที่นั่งได้จำนวนมาก จนนำไปสู่การเกิดรัฐบาลพรรคเดียวที่เข้มแข็ง (เช่น พรรคไทยรักไทย ในปี 2544 และ 2548)

  • ยุครัฐธรรมนูญ 2560 (การเลือกตั้ง 2562): คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้นำเสนอระบบ "จัดสรรปันส่วนผสม" (MMA) โดยใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ซึ่งคะแนนเลือก ส.ส. เขต จะถูกนำไปคำนวณหาจำนวน ส.ส. พึงมีของพรรคการเมืองนั้นๆ ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดทอนความเข้มแข็งของพรรคใหญ่ และเปิดโอกาสให้พรรคขนาดกลางและเล็กมีที่นั่งในสภา (ผ่านสูตรหาร 500) ผลลัพธ์ที่ได้คือสภาที่ประกอบด้วยพรรคการเมืองจำนวนมาก (Fragmented Parliament) และรัฐบาลผสมที่เปราะบาง

  • การแก้ไขรัฐธรรมนูญสู่การเลือกตั้ง 2566 และ 2569: รัฐสภาได้มีมติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำระบบบัตร 2 ใบกลับมาใช้ใหม่ พร้อมกับเปลี่ยนสูตรคำนวณจากระบบ "สัดส่วนผสม" (MMP) กลับไปเป็นระบบ "คู่ขนาน" (Parallel) แบบหาร 100 ตามมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับการเลือกตั้งปี 2569

2.2 การเปรียบเทียบเชิงโครงสร้าง: หาร 100 vs หาร 500

ประเด็นข้อถกเถียงเรื่อง "สูตรหาร" ไม่ใช่เพียงเรื่องทางเทคนิคคณิตศาสตร์ แต่เป็นเรื่องของ "ความเป็นและความตาย" ของพรรคการเมือง การเลือกตั้ง 2569 ยืนยันการใช้สูตร "หาร 100" ซึ่งมีนัยยะสำคัญดังตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้:

คุณลักษณะสูตรหาร 500 (ใช้ในปี 2562)สูตรหาร 100 (ใช้ในปี 2566 และ 2569)
ระบบพื้นฐานสัดส่วนผสม (MMP - Mixed Member Apportionment)คู่ขนาน (MMM - Parallel System)
ความสัมพันธ์ของบัตรคะแนนบัตรเขตมีผลต่อจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ (นำมาคิดรวม)แยกขาดจากกัน (เขตเลือกคน, ปาร์ตี้ลิสต์เลือกพรรค)
การคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อ(คะแนนรวมทั้งประเทศ / 500) - ส.ส. เขตที่ได้(คะแนนบัญชีรายชื่อรวม / 100)
คะแนนเฉลี่ยต่อ 1 ที่นั่ง (Threshold)ประมาณ 70,000 คะแนน

ประมาณ 350,000 - 380,000 คะแนน

ผู้ได้ประโยชน์พรรคขนาดกลางและเล็ก, พรรคที่แพ้เขตแต่มีคะแนนนิยมพรรคขนาดใหญ่, พรรคที่มีฐานเสียงระดับชาติเข้มแข็ง
ผลกระทบต่อพรรคปัดเศษมีโอกาสสูง (Micro-parties)มีโอกาสน้อยมาก พรรคเล็กเสี่ยงสูญพันธุ์

ข้อมูลประมวลจาก

การใช้สูตรหาร 100 ในปี 2569 หมายความว่า "กำแพง" ในการเข้าสู่สภาสำหรับพรรคการเมืองทางเลือกหรือพรรคขนาดเล็กนั้นสูงขึ้นอย่างมหาศาล พรรคการเมืองจะต้องรวบรวมคะแนนเสียงให้ได้ถึงเกือบ 4 แสนคะแนนเพื่อให้ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อเพียง 1 คน สิ่งนี้จะบีบให้เกิดการควบรวมพรรค (Consolidation) และลดจำนวนพรรคการเมืองในสภาลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เสถียรภาพของฝ่ายบริหารอาจมีความเข้มแข็งขึ้น แต่ความหลากหลายของเสียงสะท้อนในสภาอาจลดน้อยลง

3. วิเคราะห์เจาะลึกสูตรคำนวณที่นั่ง 2569: คณิตศาสตร์แห่งอำนาจ

ความเข้าใจในกลไกการคำนวณที่นั่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการ "ตั้งสติ" ก่อนลงคะแนน เพราะความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอาจนำไปสู่การวางแผนการลงคะแนนที่ผิดพลาด (Misguided Strategic Voting) โดยเฉพาะในระบบบัตรสองใบที่เปิดโอกาสให้มีการลงคะแนนแยกส่วน (Split-Ticket Voting)

3.1 ขั้นตอนการคำนวณตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับแก้ไข) การคำนวณจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน จะดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ :

  1. การหาค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส. หนึ่งคน (Quota): นำคะแนนรวมของ "บัตรดี" ในระบบบัญชีรายชื่อของทุกพรรคการเมืองทั่วประเทศมารวมกัน แล้วหารด้วย 100

    $$\text{คะแนนเฉลี่ย (Quota)} = \frac{\sum \text{คะแนนบัญชีรายชื่อทั้งประเทศ}}{100}$$

    สมมติว่ามีผู้มาใช้สิทธิ 40 ล้านคน (จากผู้มีสิทธิ 52.9 ล้านคน) ค่าเฉลี่ยนี้จะอยู่ที่ประมาณ 400,000 คะแนน

  2. การคำนวณจำนวน ส.ส. เบื้องต้น (Integer Allocation): นำคะแนนที่แต่ละพรรคได้รับ หารด้วยค่าเฉลี่ย (Quota) ผลลัพธ์ที่เป็น "จำนวนเต็ม" คือจำนวน ส.ส. ที่พรรคนั้นจะได้รับทันที

    $$\text{จำนวน ส.ส. พรรค A} = \text{จำนวนเต็มของ} \left( \frac{\text{คะแนนพรรค A}}{\text{Quota}} \right)$$
  3. การจัดสรรเศษเหลือ (Remainder Allocation): หากจำนวน ส.ส. ที่คำนวณได้จากขั้นตอนที่ 2 ยังไม่ครบ 100 คน ให้พิจารณา "เศษทศนิยม" ที่เหลือจากการหาร พรรคที่มีเศษเหลือมากที่สุดจะได้รับที่นั่งเพิ่มทีละ 1 ที่นั่ง ไล่เรียงลำดับลงไปจนกว่าจะครบ 100 คน

3.2 นัยยะของ "เศษทศนิยม" และยุทธศาสตร์พรรคการเมือง

ในระบบหาร 100 ความสำคัญของ "เศษทศนิยม" มีน้อยกว่าระบบหาร 500 มาก แต่อาจเป็นตัวชี้ขาดสำหรับพรรคขนาดกลางที่ได้คะแนน "เกือบถึง" ค่าเฉลี่ย

  • พรรคใหญ่ (เช่น เพื่อไทย, ประชาชน, ภูมิใจไทย): จะมุ่งเน้นการกวาดที่นั่งจากจำนวนเต็ม (Integer) ยุทธศาสตร์คือการระดมกระแสความนิยมระดับชาติ (National Popularity) เพื่อให้ได้ฐานคะแนนบัญชีรายชื่อหลักล้านคะแนน

  • พรรคขนาดกลาง: ต้องต่อสู้เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ (Threshold) หากได้คะแนนเพียง 200,000 - 300,000 คะแนน (ไม่ถึง Quota) พรรคเหล่านี้ต้องลุ้นให้มี "เศษเหลือ" จากพรรคใหญ่มากพอ หรือลุ้นให้ค่าเฉลี่ยต่ำลง ซึ่งเป็นความเสี่ยงสูงมาก

  • ปรากฏการณ์ "บัตรเขย่ง" หรือ "คะแนนตกน้ำ": ในระบบหาร 100 คะแนนของพรรคที่ได้ไม่ถึงค่าเฉลี่ย (เช่น พรรคที่ได้ 150,000 คะแนน) จะถูกทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ (Wasted Votes) ในเชิงการได้ที่นั่ง ซึ่งต่างจากระบบหาร 500 ที่คะแนนเหล่านี้จะถูกนำมารวมเพื่อคำนวณ ส.ส. พึงมี สิ่งนี้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้อง "แยกแยะ" ให้ดีว่า การเลือกพรรคเล็กที่ไม่มีโอกาสชนะ อาจเท่ากับการทิ้งสิทธิในการกำหนดโครงสร้างสภาไปโดยปริยาย

4. บัตรสามใบกับความท้าทายของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง: สติและการแยกแยะ

การเลือกตั้ง 2569 นำเสนอความซับซ้อนใหม่ด้วยการมีบัตรลงคะแนนถึง 3 ใบ ซึ่งแต่ละใบมีหน้าที่และผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การ "ตั้งสติ" หน้าคูหาจึงหมายถึงความเข้าใจในฟังก์ชันของบัตรแต่ละใบอย่างแม่นยำ

4.1 บัตรสีเขียว: ส.ส. เขต (เลือกคนที่รัก)

บัตรใบนี้ใช้ระบบ "ชนะคะแนนสูงสุด" (First-Past-The-Post) ผู้ชนะคือผู้ที่ได้คะแนนอันดับ 1 ในเขตนั้นเพียงคนเดียว

  • ข้อควรพิจารณา: การเลือกตั้งระบบนี้เอื้อต่อระบบ "บ้านใหญ่" หรือผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นที่มีเครือข่ายหัวคะแนนเข้มแข็ง พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล (รักษาการนายกฯ) มีความได้เปรียบสูงในระบบนี้เนื่องจากยุทธศาสตร์การดึงตัว ส.ส. เกรดเอ เข้าสังกัด

  • การแยกแยะ: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องตระหนักว่า คะแนนในบัตรใบนี้ ไม่มีผล ต่อการเพิ่มจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรคนั้นๆ (ต่างจากปี 62) ดังนั้น หากผู้สมัครในเขตมีคุณภาพดีแต่สังกัดพรรคที่ไม่ชอบ หรือผู้สมัครไม่โดดเด่นแต่สังกัดพรรคที่ชอบ ผู้เลือกตั้งสามารถใช้ยุทธศาสตร์ "แยกบัตร" ได้

4.2 บัตรสีชมพู: ส.ส. บัญชีรายชื่อ (เลือกพรรคที่ชอบ)

บัตรใบนี้เป็นตัวชี้วัดความนิยมของพรรคการเมืองในระดับชาติ (Party Brand) และกำหนดจำนวน ส.ส. 100 คน

  • ข้อควรพิจารณา: นี่คือพื้นที่ของการต่อสู้ทางอุดมการณ์ พรรคประชาชน (สืบทอดจากพรรคก้าวไกล) และพรรคเพื่อไทย จะแข่งขันกันอย่างดุเดือดในสมรภูมินี้ เนื่องจากฐานเสียงมักตัดสินใจจากนโยบายภาพรวมและจุดยืนทางการเมือง

  • การแยกแยะ: ผู้เลือกตั้งต้องระวังความสับสนเรื่อง "หมายเลข" เนื่องจากหมายเลขผู้สมัครเขต (บัตรเขียว) กับหมายเลขพรรค (บัตรชมพู) อาจไม่ตรงกันในบางเขต หรือแม้กฎหมายจะพยายามให้เป็นเบอร์เดียวกันแต่ก็อาจมีข้อยกเว้น การตรวจสอบข้อมูลหน้าหน่วยเลือกตั้งจึงสำคัญสูงสุด

4.3 บัตรสีเหลือง: ประชามติรัฐธรรมนูญ (กำหนดอนาคตประเทศ)

บัตรใบที่ 3 คือมิติใหม่ที่เพิ่มเข้ามา คำถามประชามติที่ว่า "ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่" เป็นคำถามเชิงหลักการที่มีนัยยะลึกซึ้ง

  • เห็นชอบ (Agree): เปิดทางสู่การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อยกร่างกติกาใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ หรือวุฒิสภา

  • ไม่เห็นชอบ (Disagree): ยืนยันการใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ต่อไป ซึ่งหมายถึงการคงไว้ซึ่งกลไกที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าสืบทอดอำนาจ คสช.

  • ความเสี่ยง: มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดภาวะ "Ballot Roll-off" คือผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. แต่ไม่กาบัตรประชามติ หรือกาโดยไม่เข้าใจความหมาย เนื่องจากการรณรงค์เรื่องประชามติอาจถูกกลบด้วยกระแสการหาเสียงเลือกตั้ง การ "ตั้งสติ" ในที่นี้คือการตระหนักว่า บัตรใบสีเหลืองนี้อาจมีผลระยะยาวต่อประเทศยิ่งกว่าบัตรเลือกตั้ง ส.ส. เสียอีก เพราะรัฐบาลอยู่ได้ 4 ปี แต่รัฐธรรมนูญอาจอยู่บังคับใช้ไปอีกหลายทศวรรษ

5. ภูมิทัศน์และยุทธศาสตร์พรรคการเมือง: การปรับตัวสู่สมรภูมิ 2569

จากข้อมูลวิจัยและโพลสำรวจความคิดเห็น แสดงให้เห็นแนวโน้มการก่อตัวของขั้วอำนาจหลัก 3 กลุ่ม ที่มีจุดแข็งและยุทธศาสตร์ต่างกันภายใต้กติกาหาร 100

5.1 พรรคภูมิใจไทย: ยุทธศาสตร์ "ตอกเสาเข็ม" (The Consolidation of Local Power)

ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทยได้แปลงสภาพเป็น "พรรคแกนนำ" อย่างสมบูรณ์แบบ

  • ยุทธศาสตร์: มุ่งเน้นการชนะในระบบเขตเลือกตั้ง (บัตรเขียว) อย่างเบ็ดเสร็จ โดยอาศัยทรัพยากรและความได้เปรียบของการเป็นรัฐบาลรักษาการ รวมถึงเครือข่าย "บ้านใหญ่" ในแต่ละจังหวัด โมเดลนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพากระแสโซเชียลมีเดียหรือคะแนนปาร์ตี้ลิสต์มากนัก เพราะเป้าหมายคือการกวาด ส.ส. เขตให้ได้ 100-120 ที่นั่ง เพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

  • จุดแข็ง: ความสามารถในการจัดการทรัพยากรและเครือข่ายอุปถัมภ์ที่เข้มแข็งที่สุดในปัจจุบัน

5.2 พรรคประชาชน: ยุทธศาสตร์ "ลมใต้ปีกแห่งอุดมการณ์" (Ideological Warfare)

ในฐานะร่างทรงของพรรคก้าวไกลและอนาคตใหม่ พรรคประชาชนยังคงครองใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่และชนชั้นกลางในเขตเมือง

  • ยุทธศาสตร์: มุ่งเน้นการชนะในระบบบัญชีรายชื่อ (บัตรชมพู) และเขตเลือกตั้งในเมืองใหญ่ โดยใช้นโยบายปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัล เนื่องจากข้อจำกัดด้านทรัพยากรและเครือข่ายหัวคะแนน พรรคจำเป็นต้องกระตุ้นให้เกิด "การลงคะแนนเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Voting) คือขอให้ประชาชนเลือกพรรคประชาชนทั้ง 2 ใบ หรืออย่างน้อยที่สุดคือบัตรปาร์ตี้ลิสต์

  • ความท้าทาย: การถูกสกัดกั้นทางกฎหมาย (Lawfare) และการที่ระบบหาร 100 ไม่เอื้อต่อการนำคะแนนตกน้ำมาคิด อาจทำให้จำนวน ส.ส. รวมลดลงหากไม่สามารถชนะในเขตเลือกตั้งได้มากพอ

5.3 พรรคเพื่อไทย: ยุทธศาสตร์ "ประชานิยมและความอยู่รอด" (Survival Populism)

พรรคเพื่อไทยอยู่ในสถานะที่ยากลำบากที่สุด นับตั้งแต่การเสียตำแหน่งนายกฯ ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร และนายเศรษฐา ทวีสิน

  • ยุทธศาสตร์: พยายามดึงฐานเสียงเดิมกลับมาด้วยนโยบายเศรษฐกิจปากท้อง (Economic Populism) แต่ต้องเผชิญกับการถูกตีขนาบ คือเสียฐานเสียงอุดมการณ์ให้พรรคประชาชน และเสียฐานเสียงจัดตั้งให้พรรคภูมิใจไทย

  • ความเสี่ยง: หากไม่สามารถสร้างกระแส "แลนด์สไลด์" ได้จริง พรรคเพื่อไทยอาจกลายเป็นพรรคอันดับสองหรือสาม ซึ่งจะสูญเสียอำนาจการต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาลไปอย่างสิ้นเชิง

6. วิจารณญาณท่ามกลางสงครามข้อมูลข่าวสาร: บทบาทของ IO และ Deepfake

ในยุคดิจิทัล การเลือกตั้งไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในคูหา แต่เกิดขึ้นบนหน้าจอสมาร์ทโฟน การ "ตั้งสติแยกแยะ" จึงหมายรวมถึงความเท่าทันสื่อ (Media Literacy) ในระดับสูง

6.1 ภัยคุกคามจากปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) และ AI

รายงานการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การเลือกตั้ง 2569 จะมีการใช้เทคโนโลยี Deepfake และ AI ในการสร้างข้อมูลเท็จ (Disinformation) อย่างแพร่หลาย

  • รูปแบบการโจมตี: การสร้างคลิปเสียงปลอมของผู้นำพรรคการเมือง การตัดต่อภาพเพื่อสร้างความเข้าใจผิด หรือการใช้กองทัพบอท (Bot Farms) ปั่นกระแสแฮชแท็กเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะในช่วง "คืนหมาหอน" หรือสัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจไม่มีเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริง

  • State-Sponsored IO: มีข้อกังวลเรื่องการใช้กลไกของรัฐในการทำ IO เพื่อสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลรักษาการและโจมตีฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องตระหนักและตรวจสอบที่มาของข้อมูลอย่างเข้มข้น

6.2 เครื่องมือและการตรวจสอบ (Fact-Checking Tools)

เพื่อรับมือกับปัญหานี้ ภาคประชาสังคมและองค์กรสื่อได้พัฒนาเครื่องมือตรวจสอบข้อเท็จจริง เช่น "Cofact" และ "Thai PBS Verify" รวมถึงการร่วมมือกับแพลตฟอร์มอย่าง TikTok ในการเปิดศูนย์ข้อมูลการเลือกตั้ง (In-App Election Center)

  • ข้อแนะนำสำหรับผู้เลือกตั้ง:

    1. หยุด (Stop): เมื่อเห็นข่าวที่กระตุ้นอารมณ์รุนแรง อย่าเพิ่งแชร์

    2. ตรวจสอบ (Check): ใช้เครื่องมือ Fact-Check หรือเทียบเคียงข้อมูลจากสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่ง

    3. ถาม (Ask): ตั้งคำถามถึงเจตนาของผู้ส่งสาร ว่าต้องการผลประโยชน์ใดทางการเมือง

7. บทสรุป: อนาคตประเทศไทยในมือของประชาชน

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางประชาธิปไตย แต่เป็นการเดิมพันครั้งสำคัญด้วยกติกาที่ซับซ้อนและเดิมพันที่สูงลิ่ว สูตรคำนวณ "หาร 100" ได้บีบให้สมรภูมิการเมืองเหลือเพียงผู้เล่นรายใหญ่ บัตรเลือกตั้ง 3 ใบเรียกร้องความเข้าใจที่ลึกซึ้ง และประชามติรัฐธรรมนูญจะเป็นตัวกำหนดโครงสร้างอำนาจในระยะยาว

การ "ตั้งสติแยกแยะ" จึงไม่ใช่คำขวัญสวยหรู แต่เป็นความจำเป็นเชิงปฏิบัติการ

  • แยกแยะ ระหว่างผู้สมัครเขต (ตัวบุคคล) กับพรรค (นโยบาย) เพื่อใช้สิทธิในบัตรสองใบให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเองและประเทศ

  • แยกแยะ ระหว่างข้อมูลข้อเท็จจริง กับโฆษณาชวนเชื่อหรือข่าวลวงที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นระบบ

  • แยกแยะ ระหว่างผลประโยชน์ระยะสั้น (ประชานิยมแจกเงิน) กับผลประโยชน์ระยะยาว (การแก้รัฐธรรมนูญและโครงสร้างประเทศ)

ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่ได้จบลงแค่การประกาศรายชื่อ ส.ส. 500 คน แต่จะส่งผลต่อเนื่องถึงการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่อาจมีความเปราะบาง หรือความขัดแย้งระลอกใหม่หากเสียงของประชาชนผ่านประชามติถูกบิดเบือนหรือเพิกเฉย ท้ายที่สุด อำนาจในการกำหนดทิศทางของประเทศไทยยังคงอยู่ที่ปลายปากกาของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน ที่จะใช้ "สติ" และ "ปัญญา" ในการขีดเขียนอนาคตของตนเอง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

8 ก.พ. 2569 บทพิสูจน์ “สติและวิจารณญาณ” ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากน้อยเพียงใด

 8 ก.พ. 2569 บทพิสูจน์ “สติและวิจารณญาณ” ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกจับตามองว่าเป็นห...