การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังถูกมองว่าเป็นมากกว่าการเปลี่ยนผ่านอำนาจตามวาระ หากแต่เป็น “สมรภูมิแห่งความอยู่รอด” ของประชาธิปไตยไทย ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาทางการเมือง เศรษฐกิจที่ซบเซา ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง และข้อครหาด้านจริยธรรมที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
นักวิชาการด้านการเมืองและศาสนาเห็นพ้องว่า สถานการณ์ในช่วงรอยต่อปี 2568–2569 คือ “พายุที่สมบูรณ์แบบ” (Perfect Storm) จากการยุบพรรคก้าวไกล การถอดถอนผู้นำรัฐบาลสองรายซ้อน และการขึ้นสู่อำนาจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางการจัดขั้วการเมืองใหม่ที่สร้างความสับสนแก่ฐานเสียงเดิม
ภายใต้บริบทที่หลักรัฐศาสตร์ตะวันตกไม่อาจอธิบายปัญหาจริยธรรมการเมืองไทยได้อย่างเบ็ดเสร็จ การหันกลับมาพิจารณา “ทุนทางวัฒนธรรม” โดยเฉพาะหลักพุทธธรรม จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นกรอบคิดทางเลือก โดยเฉพาะ มงคลสูตร ในพระไตรปิฎก ที่ว่าด้วยเหตุแห่งความเจริญของชีวิตและสังคม
มงคลสูตรกับการเมือง: เลือกคบใคร เท่ากับเลือกอนาคตประเทศ
นักวิชาการชี้ว่า มงคลข้อที่ 1 “อเสวนา จ พาลานํ” (ไม่คบคนพาล) และข้อที่ 2 “ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา” (คบบัณฑิต) มิใช่เพียงคำสอนส่วนบุคคล แต่มีนัยทางรัฐศาสตร์อย่างลึกซึ้ง เพราะการเลือกตั้งคือการ “มอบอำนาจ” หรือการตัดสินใจคบหาในระดับโครงสร้างรัฐ
ตามคัมภีร์อรรถกถา “คนพาล” มิได้หมายถึงคนเลวอย่างผิวเผิน แต่หมายถึงผู้ที่ขาดปัญญา มี มโนทุจริต (คิดเอื้อประโยชน์ตน), วจีทุจริต (พูดเท็จ บิดเบือน ปลุกเกลียดชัง) และ กายทุจริต (คอร์รัปชัน ใช้อำนาจโดยมิชอบ) ซึ่งในบริบทการเมืองสะท้อนผ่านนโยบายเพื่อพวกพ้อง การตระบัดสัตย์ และการพัวพันกับธุรกิจสีเทา
ตรงกันข้าม “บัณฑิต” คือผู้นำที่รู้ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน และประโยชน์ส่วนรวม ยึดหลักนิติธรรม มีหิริ–โอตตัปปะ และกล้ายืนอยู่ข้างความถูกต้อง แม้จะขัดกับกระแสอำนาจหรือผลประโยชน์ระยะสั้น
สมรภูมิสามเส้า 2569: พาล–บัณฑิต ใครคือใคร
การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกนิยามว่าเป็นการต่อสู้สามเส้า ระหว่าง
-
พรรคประชาชน ตัวแทนแนวคิดปฏิรูปโครงสร้าง
-
พรรคภูมิใจไทย ตัวแทนแนวปฏิบัตินิยมและการประนีประนอม
-
พรรคเพื่อไทย พรรคแกนนำเดิมที่พยายามฟื้นศรัทธา
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ปรากฏการณ์คอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง การเมืองเงินซื้อเสียง และความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนสีเทา สะท้อน “พาลลักษณะ” ที่ฝังรากลึกในระบบ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ผู้นำรุ่นใหม่และนักวิชาการการเมืองถูกตั้งคำถามว่า แม้จะมีอุดมการณ์และปัญญา แต่จะสามารถแปรเป็นการบริหารประเทศที่มีเสถียรภาพได้หรือไม่
ใช้ “สติ” ในคูหา: เสวนาผ่านบัตรเลือกตั้ง
นักวิชาการด้านพุทธการเมืองเสนอว่า การใช้สิทธิเลือกตั้งควรถือเป็นการ “เสวนา” ตามมงคลสูตร กล่าวคือ
-
ตรวจสอบว่าใครคือเครือข่ายรอบตัวผู้สมัคร
-
พิจารณาความจริงใจและการรักษาสัจจะในอดีต
-
ให้คุณค่ากับผลงานและคุณธรรม มากกว่าชาติกำเนิดหรือทรัพย์สิน
-
มองเห็นทั้งคุณและโทษของนโยบาย ไม่หลงเพียงคำสัญญาระยะสั้น
การกากบาทเพียงหนึ่งครั้ง จึงไม่ใช่การเลือกบุคคลเท่านั้น แต่คือการเลือก “เพื่อนร่วมทาง” ของประเทศในระยะยาว
บทสรุป: เลือกตั้ง 2569 เลือกศรัทธาใหม่ให้การเมืองไทย
ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น การเลือกตั้งปี 2569 อาจเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับประชาชนจาก “ผู้ใช้สิทธิ” สู่ “พลเมืองผู้ตื่นรู้” หากสังคมสามารถลดการเสวนากับคนพาล และเปิดพื้นที่ให้บัณฑิตเข้าสู่ระบบอำนาจได้จริง การเมืองไทยอาจก้าวพ้นวังวนความขัดแย้งและคอร์รัปชันสู่สังคมที่ตั้งอยู่บนปัญญาและคุณธรรม
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี หากแต่คือ เราจะเลือกคบใคร ให้มานำพาชะตากรรมของประเทศ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น