เรื่องราวการเดินทางของ พระบรมสารีริกธาตุจากเนินดินปิปราหวะ (Piprahwa) ในรัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย สู่ยอด พระบรมบรรพต (ภูเขาทอง) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร มิใช่เพียงประวัติศาสตร์ทางศาสนา หากแต่เป็นจุดตัดสำคัญของโบราณคดี การเมืองจักรวรรดิ และการทูตเชิงจิตวิญญาณ ที่หล่อหลอมสถานะของสยามในโลกพุทธสมัยใหม่
การค้นพบครั้งประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1898 โดย วิลเลียม แคลกซ์ตัน เปปเป (William C. Peppé) วิศวกรและเจ้าของที่ดินในเขตบาสติ ซึ่งได้ขุดค้นเนินดินโบราณใกล้ชายแดนเนปาล และพบ สถูปขนาดใหญ่พร้อมหีบหินทราย ภายในบรรจุผอบพระบรมสารีริกธาตุ เครื่องทองคำ และอัญมณีจำนวนมาก สิ่งที่ทำให้การค้นพบนี้โดดเด่นเหนือสถูปอื่น คือ จารึกอักษรบราหมีบนฝาผอบ ซึ่งได้รับการยอมรับในวงวิชาการว่าเป็นหนึ่งในหลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่กล่าวถึง “พระพุทธเจ้าแห่งศากยวงศ์” อย่างชัดเจน
การถอดรหัสจารึกดังกล่าวโดยนักอักขรวิทยาชั้นนำของยุโรป อาทิ จอร์จ บูห์เลอร์ และ โอกุสต์ บาร์ธ ได้ข้อสรุปตรงกันว่า พระบรมสารีริกธาตุในสถูปปิปราหวะคือส่วนแบ่งของราชวงศ์ศากยะตามคัมภีร์มหาปรินิพพานสูตร นับเป็นการยกระดับ “พระธาตุ” จากวัตถุแห่งตำนาน สู่หลักฐานเชิงประจักษ์ทางโบราณคดี และสอดรับกับกระแส “พุทธศาสนาเชิงเหตุผล” ที่กำลังก่อตัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ภายใต้บริบทจักรวรรดินิยมอังกฤษ รัฐบาลอินเดียในยุค ลอร์ด เคอร์ซอน ตระหนักถึงนัยทางการเมืองของพระบรมสารีริกธาตุ จึงตัดสินใจมอบอัฐิธาตุให้แก่ประเทศพุทธที่ยังคงเอกราชเพียงแห่งเดียวในเวลานั้น คือ ราชอาณาจักรสยาม ภายใต้การครองราชย์ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) การตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นยุทธศาสตร์ทางการทูตที่ช่วยยกระดับสยามให้เป็นศูนย์กลางโลกพุทธเถรวาทในสายตานานาชาติ
สยามได้ส่ง พระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) เป็นราชทูตพิเศษไปรับมอบพระบรมสารีริกธาตุ ณ เมืองโครักขปุระ เมื่อปี ค.ศ. 1899 ก่อนอัญเชิญกลับกรุงเทพมหานคร และประกอบพิธีบรรจุอย่างสมพระเกียรติบนยอดพระบรมบรรพต วัดสระเกศ ในวันวิสาขบูชา 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2442 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ทรงบรรจุด้วยพระองค์เอง
การเลือก ภูเขาทอง เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ มิได้เป็นเพียงเหตุผลด้านภูมิศาสตร์ หากยังมีนัยเชิงสัญลักษณ์ในฐานะ “เขาพระสุเมรุ” ศูนย์กลางจักรวาลตามคติไตรภูมิ และเป็นจุดสูงสุดของพระนครในยุคนั้น สะท้อนวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 5 ในการวางตำแหน่งพุทธศาสนาไทยให้ตั้งอยู่บนรากฐานของประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเหตุผล
นับแต่นั้นมา พระบรมบรรพต วัดสระเกศ ได้กลายเป็นศูนย์กลางศรัทธาที่มีชีวิต เกิดประเพณี นมัสการพระบรมสารีริกธาตุและการห่มผ้าแดง ซึ่งจัดขึ้นทุกปีในช่วงลอยกระทง เชื่อมโยงพิธีกรรม ศาสนา และวัฒนธรรมร่วมสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น
นักวิชาการชี้ว่า การเดินทางของพระบรมสารีริกธาตุปิปราหวะ คือชัยชนะทางปัญญาและการทูตของสยาม ที่สามารถผสานโลกตะวันตกซึ่งยึดหลักโบราณคดีและเหตุผล เข้ากับโลกตะวันออกซึ่งยึดมั่นในศรัทธาและจารีตได้อย่างกลมกลืน ผ่าน “รอยจารึกเล็ก ๆ” ที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์พุทธศาสนาไทยและโลกไปตลอดกาล
รอยจารึกแห่งศรัทธาในพระบรมสารีริกธาตุจากอินเดียสู่ภูเขาทองวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
บทคัดย่อ
การค้นพบสถูปโบราณและผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ณ เนินดินปิปราหวะ (Piprahwa) ในเขตบาสติ รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย เมื่อปี ค.ศ. 1898 นับเป็นเหตุการณ์สำคัญทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศาสนาพุทธ ที่ไม่เพียงแต่ยืนยันถึงการมีอยู่จริงของพระพุทธองค์ในมิติทางประวัติศาสตร์ผ่านจารึกอักษรบราหมีที่เก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่ง แต่ยังนำไปสู่กระบวนการทางการทูตที่ซับซ้อนระหว่างจักรวรรดิอังกฤษและราชอาณาจักรสยาม รายงานฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์พลวัตของการค้นพบ การถอดรหัสจารึกที่นำไปสู่ข้อถกเถียงระดับโลก นัยสำคัญทางการเมืองระหว่างประเทศภายใต้ยุคล่าอาณานิคม และกระบวนการสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ใหม่ ณ พระบรมบรรพต (ภูเขาทอง) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการสร้าง "พุทธศาสนาเชิงวิทยาศาสตร์" และการวางตำแหน่งของสยามในฐานะศูนย์กลางอำนาจทางจิตวิญญาณของโลกเถรวาทสมัยใหม่
บทที่ 1: ปฐมบทแห่งการค้นพบ ณ ปิปราหวะ: โบราณคดีและบริบททางธรณีวิทยา
1.1 ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของพื้นที่ปิปราหวะ (Piprahwa)
ปิปราหวะ (Piprahwa) ตั้งอยู่ในเขตบาสติ (Basti District) รัฐอุตตรประเทศ ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย พิกัดทางภูมิศาสตร์อยู่ที่ละติจูด 27°26′52.03″ เหนือ และลองจิจูด 83°07′42.20″ ตะวันออก
พื้นที่บริเวณนี้ในปลายศตวรรษที่ 19 อยู่ภายใต้การครอบครองของตระกูลเปปเป (Peppé family) ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่เรียกว่า "Birdpur Estate" วิลเลียม แคลกซ์ตัน เปปเป (William Claxton Peppé) วิศวกรและเจ้าของที่ดิน ได้สังเกตเห็นเนินดินขนาดใหญ่ (Kot) ที่ปกคลุมด้วยพืชพรรณและซากอิฐโบราณ ความสนใจของเขาต่อโบราณคดีมิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากกระแสความตื่นตัวในการค้นหาพุทธสถานตามบันทึกของสมณะเสวียนจั้ง (Xuanzang) และฟาเหียน (Faxian) ที่นักสำรวจชาวตะวันตกกำลังดำเนินการอยู่อย่างเข้มข้นในขณะนั้น
1.2 กระบวนการขุดค้นทางโบราณคดี (ค.ศ. 1898)
ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1898 วิลเลียม เปปเป ได้เริ่มการขุดเจาะเนินดินดังกล่าวอย่างเป็นระบบ โดยใช้ความรู้ทางวิศวกรรมของเขาในการวางแผนการขุด การขุดค้นเผยให้เห็นโครงสร้างสถูปขนาดมหึมาที่มีการก่อสร้างทับซ้อนกันหลายยุคสมัย
โครงสร้างสถาปัตยกรรมของสถูปปิปราหวะ
จากการสำรวจและบันทึกของเปปเป รวมถึงการขุดค้นเพิ่มเติมโดยกรมสำรวจโบราณคดีแห่งอินเดีย (Archaeological Survey of India - ASI) ในทศวรรษ 1970 พบว่าสถูปมีการก่อสร้างอย่างน้อย 3 ระยะสำคัญ:
| ระยะการก่อสร้าง | รายละเอียดสถาปัตยกรรม | ยุคสมัย (สันนิษฐาน) |
| ระยะที่ 1 | สถูปอิฐดินเผา ฐานวงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 35 เมตร (116 ฟุต) สูง 6.7 เมตร (22 ฟุต) อิฐทำจากดินผสมฟางข้าว เผาไฟแกร่ง ก่อด้วยโคลน | ยุคพุทธกาล / ก่อนสมัยอโศก |
| ระยะที่ 2 | การขยายขนาดองค์สถูปและเสริมความมั่นคง มีการสร้างกำแพงล้อมรอบ | ยุคราชวงศ์เมารยะ (สมัยอโศก) |
| ระยะที่ 3 | การยกความสูงของสถูปและการเปลี่ยนฐานเป็นทรงสี่เหลี่ยม มีการสร้างอาคารสงฆ์ (Monastic buildings) โดยรอบ | ยุคราชวงศ์กุษาณะ (Kushan Era) |
1.3 การค้นพบหีบสมบัติและผอบพระบรมสารีริกธาตุ
ที่ระดับความลึกประมาณ 18 ฟุตจากยอดสถูป เปปเปได้ค้นพบ "หีบหินทรายขนาดใหญ่" (Massive Sandstone Coffer) ซึ่งมีน้ำหนักมากและถูกสกัดขึ้นรูปอย่างประณีต เมื่อเปิดหีบหินทรายนี้ออก เขาได้พบกับสมบัติล้ำค่าทางศาสนาที่ประเมินค่ามิได้ ประกอบด้วย:
ผอบหินสบู่ (Soapstone Caskets): จำนวน 4 ใบ มีรูปทรงกลึงกลมสวยงาม
ผอบแก้วคริสตัล (Crystal Casket): จำนวน 1 ใบ ที่มีความใสแวววาวและเจียระไนอย่างดีเยี่ยม
เครื่องอัญมณีและทองคำ: จำนวนมหาศาลกว่า 1,000 ชิ้น ซึ่งประกอบด้วย ดอกไม้ทองคำ แผ่นทองคำปั๊มรูปสิงห์ ช้าง และสัญลักษณ์มงคลต่างๆ รวมถึงเม็ดพลอย ไข่มุก และปะการัง ที่ถูกโปรยไว้เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
ชิ้นส่วนกระดูก (Bone Fragments): ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการค้นพบครั้งนี้
สิ่งที่ทำให้การค้นพบนี้มีความสำคัญเหนือกว่าการค้นพบสถูปอื่นๆ ในอินเดีย คือ "จารึก" ที่ปรากฏอยู่บนฝาผอบหินสบู่ใบหนึ่ง จารึกนี้เองที่เป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาและนำมาสู่การวิเคราะห์ในบทต่อไป
บทที่ 2: การถอดรหัสจารึกแห่งศรัทธา: วาทกรรมทางวิชาการและการยืนยันความแท้จริง
2.1 ลักษณะทางอักขรวิธีของจารึกปิปราหวะ
จารึกที่พบบนฝาผอบถูกจารึกด้วยอักษร "บราหมี" (Brahmi Script) ซึ่งเป็นรูปแบบอักษรที่เก่าแก่ที่สุดที่ใช้ในอินเดียโบราณ ลักษณะของตัวอักษรมีความเรียบง่ายแต่ชัดเจน นักอักขรวิทยา (Epigraphists) ในยุคนั้น เช่น จอร์จ บูห์เลอร์ (Georg Bühler) ได้ระบุว่ารูปแบบของอักษรมีความเก่าแก่กว่าหรือร่วมสมัยกับจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราช (Ashokan Inscriptions) ซึ่งทำให้อายุของจารึกนี้ย้อนกลับไปได้ถึงศตวรรษที่ 3 หรือ 4 ก่อนคริสตกาล
ข้อความในจารึกเขียนเป็นภาษาปรากฤต (Prakrit) ซึ่งเป็นภาษาถิ่นที่ใช้งานในยุคนั้น มีใจความสำคัญที่นำไปสู่การตีความที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในวงวิชาการ
2.2 มหากาพย์แห่งการแปล: บูห์เลอร์, ฟลีต และบาร์ธ
ทันทีที่สำเนาจารึกถูกเผยแพร่ ได้เกิดข้อถกเถียงอย่างรุนแรงในหมู่นักปราชญ์ตะวันตก ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสองแนวทางหลัก:
แนวทางที่ 1: ทฤษฎีพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า (The Buddha Relic Theory)
จอร์จ บูห์เลอร์ (Georg Bühler) และ โอกุสต์ บาร์ธ (Auguste Barth) นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสและเยอรมัน ได้เสนอคำแปลที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในเวลาต่อมา โดยอ่านจารึกว่า:
“Sukiti-bhatinam sa-bhaginikanam sa-puta-dalanam iyam salila-nidhane Budhasa bhagavate sakiyanam”
คำแปล:
"ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ (salila-nidhane) ของพระพุทธเจ้าผู้มีพระภาค (Budhasa bhagavate) แห่งตระกูลศากยะ (sakiyanam) นี้ เป็นของพี่น้องแห่งตระกูลศุภกิติ (Sukiti) พร้อมด้วยพี่สาวน้องสาว บุตร และภรรยาของพวกเขา"
ตามการตีความนี้ "Salila-nidhane" หมายถึงการฝังร่างหรืออัฐิธาตุ และคำว่า "Budhasa" (ของพระพุทธะ) และ "Sakiyanam" (แห่งศากยะ) เป็นการระบุเจาะจงถึงพระสมณโคดมอย่างชัดเจน นี่จึงเป็นหลักฐานทางโบราณคดีชิ้นแรกที่ยืนยันว่า ราชวงศ์ศากยะได้รับส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุและนำมาบรรจุไว้จริงตามที่ระบุในคัมภีร์มหาปรินิพพานสูตร
แนวทางที่ 2: ทฤษฎีญาติของพระพุทธเจ้า (The Kinsmen Theory)
เจ.เอฟ. ฟลีต (J.F. Fleet) นักจารึกวิทยาชาวอังกฤษ เสนอข้อโต้แย้งในระยะแรกว่า จารึกนี้ไม่ได้หมายถึงพระพุทธเจ้าโดยตรง แต่หมายถึง "ญาติพี่น้องของพระพุทธเจ้า" (Kinsmen of the Buddha) ที่ถูกสังหารหมู่โดยพระเจ้าวิฑูฑะบะ โดยเขาตีความคำว่า "Budhasa" ว่าเป็นคำขยายของ "Sakiyanam" (ชาวศากยะที่เป็นพุทธมามกะ) มากกว่าจะเป็นชื่อเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีของฟลีตถูกโต้แย้งอย่างหนักจาก เอมิล เซนาร์ต (Émile Senart) และนักวิชาการส่วนใหญ่ เนื่องจากหลักไวยากรณ์และการใช้คำยกย่อง "Bhagavate" (พระผู้มีพระภาค) นั้น สงวนไว้ใช้สำหรับพระพุทธเจ้าหรือเทพเจ้าชั้นสูงเท่านั้น ไม่น่าจะใช้กับสามัญชนทั่วไป
2.3 บทสรุปทางวิชาการและนัยต่อศรัทธา
ในที่สุด การตีความของบูห์เลอร์และบาร์ธก็ได้รับการยอมรับเป็นฉันทามติ (Consensus) การวิเคราะห์ซ้ำโดย แฮร์รี ฟอล์ก (Harry Falk) ในศตวรรษที่ 21 ยิ่งตอกย้ำความถูกต้องของการอ่านนี้ โดยยืนยันว่านี่คือ "สถูปของราชวงศ์ศากยะ" ที่บรรจุส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุแท้จริงของพระพุทธเจ้า
นัยสำคัญของการค้นพบนี้คือการเปลี่ยนแปลงสถานะของ "พระธาตุ" จากวัตถุแห่งตำนาน (Legendary Object) มาเป็นวัตถุที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ (Empirical Evidence) รองรับ ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับกระแสความต้องการ "พุทธศาสนาเชิงเหตุผล" (Rational Buddhism) ที่กำลังก่อตัวขึ้นในสยาม
บทที่ 3: การเมืองจักรวรรดิและการทูตเรื่องพระบรมสารีริกธาตุ (Relic Diplomacy)
3.1 ยุทธศาสตร์ของลอร์ด เคอร์ซอน และรัฐบาลอินเดีย
ภายหลังการยืนยันความสำคัญของจารึก รัฐบาลอาณานิคมอังกฤษในอินเดียเผชิญกับโจทย์ทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน ลอร์ด เคอร์ซอน (Lord Curzon) อุปราชแห่งอินเดีย ตระหนักดีว่าการยึดครอง "กระดูก" ของศาสดาศาสนาพุทธไว้นั้นไม่มีประโยชน์ต่ออังกฤษ และอาจก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชากรชาวพุทธในอาณานิคมพม่าและลังกา ในทางกลับกัน หากอังกฤษแสดงความใจกว้างด้วยการมอบสิ่งนี้ให้แก่ชาวพุทธ จะเป็นการซื้อใจและสร้างภาพลักษณ์ผู้ปกครองที่มีคุณธรรม
วินเซนต์ สมิธ (Vincent A. Smith) เลขานุการเอก ได้เสนอแนวทางแบ่งแยกวัตถุ (Separation of Objects) โดย:
วัตถุมีค่าทางศิลปะและประวัติศาสตร์: (ผอบแก้ว หีบหิน เครื่องทอง) ให้เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์อินเดีย (Indian Museum) เพื่อการศึกษาของชาวตะวันตก
วัตถุทางจิตวิญญาณ: (อัฐิธาตุ) ให้มอบแก่ชาวพุทธ
3.2 ทำไมต้องเป็นสยาม? (Why Siam?)
ในขณะนั้น โลกพุทธเถรวาทเกือบทั้งหมดตกอยู่ภายใต้อาณานิคม มีเพียง "ราชอาณาจักรสยาม" ภายใต้การนำของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เท่านั้นที่ดำรงสถานะเป็นเอกราช และพระมหากษัตริย์ทรงเป็น "ธรรมราชา" ผู้มีอำนาจอธิปไตยเพียงพระองค์เดียวในโลก การมอบพระบรมสารีริกธาตุให้สยามจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในเชิงยุทธศาสตร์:
สำหรับอังกฤษ: เป็นการให้เกียรติรัฐกันชน (Buffer State) และกระชับความสัมพันธ์ทางการทูต
สำหรับสยาม: เป็นการรับรองสถานะความเป็นผู้นำของโลกพุทธศาสนา (Head of the Buddhist World) จากมหาอำนาจตะวันตก
3.3 บทบาทที่ถูกลืมของ "พระองค์เจ้าปฤษฎางค์" (พระจินวรวงศ์)
บุคคลผู้อยู่เบื้องหลังการริเริ่มนี้คือ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ หรือ พระภิกษุจินวรวงศ์ (Jinavaravansa) ซึ่งขณะนั้นจำพรรษาอยู่ในลังกาและอินเดีย พระองค์ได้ทรงมีจดหมายโต้ตอบกับเจ้าหน้าที่อังกฤษ รวมถึง ดร. โฮีย์ (Dr. Hoey) เพื่อชี้แนะว่าพระบรมสารีริกธาตุนี้ควรมอบให้แก่กษัตริย์สยาม
บทที่ 4: ภารกิจราชทูตและการเดินทางข้ามสมุทร
4.1 การเตรียมการของสยาม: พระยาสุขุมนัยวินิต
รัชกาลที่ 5 ทรงตอบรับข้อเสนอของอังกฤษด้วยความยินดี แต่ทรงระมัดระวังในรายละเอียด พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม - ต่อมาคือเจ้าพระยายมราช) ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช ให้เป็นราชทูตพิเศษเดินทางไปรับมอบพระบรมสารีริกธาตุ การเลือกข้าราชการระดับสูงที่มีความสามารถทางการปกครองและการทูตแทนที่จะเป็นพระสงฆ์ สะท้อนให้เห็นว่าสยามมองภารกิจนี้เป็นเรื่องของ "รัฐกิจ" (State Affair) เท่าๆ กับเรื่องของศาสนา
4.2 พิธีรับมอบ ณ เมืองโครักขpur (Gorakhpur)
ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1899 (พ.ศ. 2441 - นับแบบเก่า) พิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการจัดขึ้น ณ เมืองโครักขpur พระยาสุขุมนัยวินิต พร้อมด้วยเลขาฯ ได้เดินทางมาถึงพร้อมกับ "เจดีย์ทองคำจำลอง" (Gold-plated pagodas) ที่จัดทำขึ้นพิเศษจากสยามเพื่อรองรับพระบรมสารีริกธาตุโดยเฉพาะ
ในพิธีดังกล่าว ดร. โฮีย์ (Dr. Hoey) ข้าหลวงอังกฤษ ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่มีความหมายลึกซึ้ง โดยเปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับเหตุการณ์ "โทณพราหมณ์" แบ่งพระบรมสารีริกธาตุในสมัยพุทธกาล แต่ครั้งนี้มีอังกฤษทำหน้าที่เป็นผู้จัดการด้วยสันติวิธี พระยาสุขุมฯ รับมอบพระธาตุและอัญเชิญลงบรรจุในเจดีย์ทองคำทันที ก่อนจะเดินทางโดยรถไฟไปยังกัลกัตตาในเย็นวันเดียวกัน
4.3 การเดินทางสู่สยามและเงื่อนไขการแบ่งปัน
เงื่อนไขสำคัญที่รัฐบาลอังกฤษขอร้องและสยามยินดีปฏิบัติตามคือ พระบรมสารีริกธาตุนี้จะต้องไม่ถูกเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนพระองค์เพียงผู้เดียว แต่กษัตริย์สยามจะต้องทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการแบ่งปัน (Redistribution) ให้แก่ชาวพุทธในประเทศอื่นๆ ได้แก่ พม่า (ย่างกุ้ง, มัณฑะเลย์) และลังกา (อนุราธปุระ, แคนดี, โคลัมโบ) รวมถึงญี่ปุ่นและไซบีเรียในเวลาต่อมา
กลยุทธ์นี้เรียกว่า "การทูตแบบสามเส้า" (Triangulation Diplomacy) ซึ่งทำให้สยามกลายเป็น "ศูนย์กลางจักรวาล" (Mandala Centre) ของพุทธศาสนาเถรวาท โดยมีอังกฤษเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
บทที่ 5: พระบรมบรรพต (ภูเขาทอง): สถาปัตยกรรมแห่งศรัทธาและการสถาปนาความหมายใหม่
5.1 ประวัติศาสตร์การสร้างภูเขาทอง: ความพยายามที่ไม่ย่อท้อ
วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เดิมชื่อวัดสะแก มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่สัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดคือ "พระบรมบรรพต" หรือ ภูเขาทอง โครงการก่อสร้างเจดีย์ขนาดมหึมานี้เริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยมีพระราชดำริให้สร้างพระเจดีย์ใหญ่ที่มีฐานกว้างคล้ายภูเขาทองที่อยุธยา แต่เนื่องจากสภาพดินอ่อนของกรุงเทพฯ ทำให้โครงสร้างทรุดตัวลงและพังทลายลงมา กลายเป็นกองอิฐขนาดใหญ่ที่มีต้นไม้ขึ้นปกคลุม ชาวบ้านเรียกว่า "ภูเขา"
ในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ได้มีความพยายามในการเสริมความแข็งแรงและเปลี่ยนรูปทรงจากเจดีย์เดิมให้กลายเป็น "ภูเขาจำลอง" (Artificial Hill) ที่มีความมั่นคง และสร้างพระเจดีย์ทรงระฆังไว้บนยอด การก่อสร้างมาแล้วเสร็จสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 5 พอดีกับการได้มาซึ่งพระบรมสารีริกธาตุปิปราหวะ
ตารางเปรียบเทียบขนาดและโครงสร้าง
| คุณลักษณะ | สถูปปิปราหวะ (อินเดีย) | พระบรมบรรพต (สยาม) |
| วัสดุหลัก | อิฐดินเผา, ดินเหนียว | อิฐ, ปูน, ไม้ซุง (ฐานราก) |
| ความสูง | ประมาณ 6.7 เมตร (ระยะแรก) | ประมาณ 77 เมตร (จากฐานถึงยอด) |
| รูปทรง | ทรงโอคว่ำ (Stupa) | ภูเขาจำลอง ประดับเจดีย์ทรงระฆัง |
| สถานะ | ถูกฝังกลบ / โบราณสถาน | ศาสนสถานที่มีชีวิต / ศูนย์กลางเมือง |
5.2 พิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ: 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2442
เมื่อพระบรมสารีริกธาตุเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามชั่วคราว ก่อนที่จะประกอบพิธีบรรจุอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2442 (ร.ศ. 118) ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา
ขบวนแห่ในวันนั้นมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไว้ด้วยความสำรวม รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในคูหาพระเจดีย์บนยอดพระบรมบรรพตด้วยพระองค์เอง การเลือกภูเขาทองเป็นที่ประดิษฐานมีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างลึกซึ้ง:
ศูนย์กลางจักรวาล (Mount Meru): ภูเขาทองเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางของจักรวาลตามคติไตรภูมิ
ความสูงสุดแห่งศรัทธา: การประดิษฐานไว้ในจุดที่สูงที่สุดของพระนคร (ในขณะนั้น) เป็นการยกย่องพระพุทธศาสนาไว้เหนือสิ่งอื่นใด
การมองเห็น (Visibility): เจดีย์บนยอดภูเขาทองสามารถมองเห็นได้จากทุกทิศทาง เป็นเครื่องเตือนใจในธรรมะแก่ราษฎร
บทที่ 6: พุทธศาสนาเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Buddhism) และวาทกรรมความแท้จริง
6.1 รอยร้าวในศรัทธาแบบจารีต: กรณีศึกษาพระเขี้ยวแก้วลังกา
เพื่อเข้าใจความสำคัญของพระบรมสารีริกธาตุปิปราหวะ ต้องย้อนกลับไปดูทัศนะของรัชกาลที่ 5 ที่มีต่อวัตถุมงคลอื่นๆ ในอดีต พระองค์เคยเสด็จเยือนลังกาและได้มีโอกาสสักการะ "พระเขี้ยวแก้ว" (Tooth Relic) ที่เมืองแคนดี แต่พระองค์กลับทรงแสดงความกังขาในบันทึกส่วนพระองค์ว่า วัตถุดังกล่าวมีลักษณะเหมือน "ฟันจระเข้" หรืองาช้างมากกว่าจะเป็นฟันของมนุษย์ และทรงมองว่าพระสงฆ์ที่นั่นเป็น "นักต้มตุ๋น" (Impostors) ในแง่หนึ่ง
ทัศนะนี้สะท้อนถึง "สายตาแบบวิทยาศาสตร์" (Scientific Gaze) ของชนชั้นนำสยามยุคใหม่ ที่เริ่มตั้งคำถามกับความเชื่อดั้งเดิมที่พิสูจน์ไม่ได้
6.2 ชัยชนะของปิปราหวะ: ศรัทธาที่พิสูจน์ได้
ในทางตรงกันข้าม พระบรมสารีริกธาตุปิปราหวะได้รับการยอมรับจากรัชกาลที่ 5 และสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อย่างสนิทใจ เพราะ:
มีแหล่งที่มาชัดเจน (Provenance): ขุดพบในสถูปโบราณที่มีชั้นดินและโครงสร้างรองรับ
มีจารึกยืนยัน (Epigraphic Evidence): จารึกอักษรบราหมีระบุชื่อ "พระพุทธเจ้า" และ "ตระกูลศากยะ" ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ทางอักษรศาสตร์
ผ่านการตรวจสอบโดยตะวันตก (Western Validation): การค้นพบและวิเคราะห์กระทำโดยนักโบราณคดีและนักภาษาศาสตร์ชาวยุโรป ซึ่งในสายตาของสยามยุคนั้นถือเป็นมาตรฐานความจริง
ดังนั้น การประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุปิปราหวะ จึงมิใช่ความงมงาย แต่เป็นการประกาศว่าพุทธศาสนาของสยามเป็นศาสนาที่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์และสามารถตรวจสอบได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และโบราณคดี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวาทกรรม "Scientific Buddhism" เพื่อโต้ตอบมิชชันนารีตะวันตก
บทที่ 7: มรดกที่ยังมีลมหายใจ: ประเพณีห่มผ้าแดงและอิทธิพลร่วมสมัย
7.1 กำเนิดประเพณีห่มผ้าแดง (Hom Pha Daeng)
นับตั้งแต่การบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในปี พ.ศ. 2442 เป็นต้นมา ได้เกิดประเพณีปฏิบัติที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันคือ "งานนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ" หรือ "งานภูเขาทอง" ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงวันขึ้น 8 ค่ำ ถึงวันแรม 2 ค่ำ เดือน 12 (ช่วงลอยกระทง)
พิธีกรรมสำคัญคือการ "ห่มผ้าแดง" รอบองค์พระเจดีย์
ทำไมต้องสีแดง? ตามคติความเชื่อโบราณและอิทธิพลทางวัฒนธรรมจีน สีแดงเป็นสีแห่งมงคล พลังชีวิต และความรุ่งโรจน์ การใช้ผ้าสีแดงห่มองค์เจดีย์สีทองบนยอดภูเขาสีขาว สร้างความโดดเด่นสะดุดตาที่สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล เป็นสัญญาณ (Visual Signal) ให้ชาวพระนครรู้ว่าเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองได้เริ่มขึ้นแล้ว
การจารึกชื่อ: ประชาชนจะเขียนชื่อ-นามสกุลลงบนผืนผ้าแดงก่อนจะร่วมขบวนแห่ขึ้นไปห่มองค์เจดีย์ เชื่อว่าจะเป็นการฝากดวงชะตาไว้กับพระพุทธองค์และเสริมสิริมงคล
7.2 ความต่อเนื่องทางสังคมและวัฒนธรรม
ประเพณีนี้มิใช่เพียงพิธีกรรมทางศาสนา แต่เป็น "พื้นที่ทางสังคม" (Social Space) ที่เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายชนชั้นเข้าด้วยกัน งานวัดภูเขาทองกลายเป็นต้นแบบของงานวัดในกรุงเทพฯ ที่ผสมผสานความรื่นเริงทางโลกเข้ากับศรัทธาทางธรรม นอกจากนี้ การที่พระบรมสารีริกธาตุยังคงประดิษฐานอยู่ที่เดิมและมีประเพณีรองรับอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภูเขาทองยังคงสถานะเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณที่สำคัญของไทย แม้เวลาจะผ่านไปกว่าศตวรรษ
7.3 พุทธชยันตี 2600 ปี และการเชื่อมโยงกับโลกสมัยใหม่
ความสำคัญของพระบรมสารีริกธาตุปิปราหวะถูกรื้อฟื้นและเน้นย้ำอีกครั้งในวาระสำคัญ เช่น การฉลองพุทธชยันตี 2600 ปี แห่งการตรัสรู้ (พ.ศ. 2555) มีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุลงมาเพื่อให้ประชาชนสักการะอย่างใกล้ชิด และมีการจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติการค้นพบที่ปิปราหวะ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเรื่องราวของ W.C. Peppé และจารึกอักษรบราหมี ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำร่วมสมัยของสังคมไทย
บทสรุป
การเดินทางของพระบรมสารีริกธาตุจากสถูปอิฐเก่าแก่ในปิปราหวะ สู่ยอดพระบรมบรรพตสีทองในกรุงเทพมหานคร เป็นมากกว่าการเคลื่อนย้ายวัตถุทางกายภาพ มันคือการเดินทางของ "ความหมาย" และ "อำนาจ"
รอยจารึกแห่งศรัทธา ที่ปรากฏบนผอบหิน ได้ทำหน้าที่สำคัญ 3 ประการ:
ทางโบราณคดี: ยืนยันความมีอยู่จริงของพระพุทธเจ้าและราชวงศ์ศากยะในหน้าประวัติศาสตร์โลก
ทางการเมือง: เป็นเครื่องมือในการเจรจาต่อรองอำนาจระหว่างจักรวรรดิอังกฤษและสยาม ยกระดับกษัตริย์สยามสู่ฐานะผู้นำโลกพุทธ
ทางจิตวิญญาณ: เปลี่ยนศรัทธาที่เลื่อนลอยให้กลายเป็นศรัทธาที่มีเหตุผล (Scientific Faith) ที่สามารถดำรงอยู่ได้ในโลกสมัยใหม่
พระบรมบรรพต วัดสระเกศ จึงมิใช่เพียงที่เก็บรักษากระดูก แต่เป็นอนุสรณ์สถานแห่งชัยชนะทางการทูตและปัญญาของสยาม ที่สามารถผสานโลกตะวันตก (โบราณคดี/อาณานิคม) เข้ากับโลกตะวันออก (ศรัทธา/จารีต) ได้อย่างลงตัว ผ่านรอยจารึกเล็กๆ ที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ไปตลอดกาล
รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยการสังเคราะห์ข้อมูลจากหลักฐานจดหมายเหตุ งานวิจัยทางโบราณคดี และบันทึกประวัติศาสตร์ เพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์เชิงลึกต่อเหตุการณ์สำคัญที่หล่อหลอมพุทธศาสนาไทยในปัจจุบัน.


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น