เลือกตั้ง 2569 “พรรคแนวพุทธ” สูญพันธุ์ทางการเมือง ชี้ระบบเลือกตั้งไฮบริด–วิกฤตศรัทธาสงฆ์–เทคะแนนเชิงยุทธศาสตร์ บีบพื้นที่ศีลธรรมในสภา
รายงานการวิเคราะห์ทางการเมืองว่าด้วย ความไม่ประสบผลสำเร็จของพรรคการเมืองและผู้สมัคร สส. ที่มีนโยบายหรืออุดมการณ์เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า ความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงของพรรคกลุ่มนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง หากแต่เป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ของโครงสร้างการเมือง เทคโนโลยี วิกฤตศรัทธาทางศาสนา และการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างลึกซึ้ง
รายงานชี้ว่า การเลือกตั้งปี 2569 เป็นหมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกผันผวน สังคมสูงวัย และความขัดแย้งทางอุดมการณ์ที่ชัดเจนระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยมกับฝ่ายเสรีนิยมก้าวหน้า ส่งผลให้พรรคการเมืองที่เคยทำหน้าที่เป็น “ทางเลือกเชิงศีลธรรม” ในอดีต ไม่สามารถรักษาพื้นที่ทางการเมืองของตนไว้ได้อีกต่อไป
พรรคใหญ่กินรวบ บีบพื้นที่พรรคทางเลือก
ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ (นับคะแนนกว่า 94%) สะท้อนโครงสร้างการเมืองแบบ Winner-Takes-All อย่างชัดเจน โดยพรรคขนาดใหญ่ครองที่นั่งในสภาอย่างกระจุกตัว ขณะที่พรรคเฉพาะกลุ่ม (Niche Parties) โดยเฉพาะพรรคแนวพุทธ ไม่ได้รับการจัดสรรที่นั่งแม้แต่รายเดียว
รายงานระบุว่า การแข่งขันถูกนิยามเป็นการปะทะของ “สามขั้วอำนาจ” ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย โดยมีพรรคกล้าธรรมเป็นตัวแปรสำคัญ ส่งผลให้ “พื้นที่ตรงกลาง” ซึ่งเคยเปิดโอกาสให้พรรคอุดมการณ์ศีลธรรมเข้าไปแทรกตัว ถูกบีบอัดจนแทบไม่เหลือที่ยืน
ระบบเลือกตั้งไฮบริด–AI ปิดทางพรรคเล็ก
หนึ่งในปัจจัยหลักคือการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการเลือกตั้งแบบ Hybrid Election ที่ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับเครือข่ายอุปถัมภ์ท้องถิ่นหรือ “บ้านใหญ่” พรรคการเมืองขนาดใหญ่สามารถใช้ข้อมูลเชิงลึก วิเคราะห์พฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งแบบรายบุคคล และบริหารจัดการหัวคะแนนอย่างมีประสิทธิภาพ
ในทางกลับกัน พรรคแนวพุทธยังคงใช้การหาเสียงแบบดั้งเดิม เช่น การปราศรัยเชิงศีลธรรม หรือกิจกรรมทางศาสนา ซึ่งไม่สามารถเจาะทะลุกำแพงข้อมูลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งยุคดิจิทัลได้ ส่งผลให้เสียเปรียบเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง
วิกฤตศรัทธาสงฆ์ ฉุดแบรนด์ “พุทธ”
รายงานชี้ว่า วิกฤตศรัทธาในสถาบันสงฆ์ช่วงปี 2568–2569 เป็นปัจจัยที่กระทบโดยตรงต่อความนิยมของพรรคแนวพุทธ ข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับพระสงฆ์ ทั้งเรื่องเงินทอนวัด พุทธพาณิชย์ ความสัมพันธ์ไม่เหมาะสม และยาเสพติด ทำให้ประชาชนตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของการนำศาสนามาเป็นฐานทางการเมือง
ผลสำรวจนิด้าโพลในช่วงเวลาดังกล่าวสะท้อนทัศนคติด้านลบต่อวงการสงฆ์อย่างกว้างขวาง ส่งผลให้การชูนโยบาย “ปกป้องศาสนา” ถูกมองในเชิงลบ ขณะที่นโยบาย “ปฏิรูปศาสนา–วัดโปร่งใส” ของพรรคคู่แข่งกลับได้รับการตอบรับมากกว่า
ฐานเสียงอนุรักษนิยม “เทคะแนน” เพื่อสกัดฝ่ายก้าวหน้า
อีกปัจจัยสำคัญคือการเปลี่ยนพฤติกรรมการลงคะแนนของฐานเสียงชาวพุทธอนุรักษนิยม จากการเลือกตามอุดมการณ์ มาเป็นการเลือกเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสกัดชัยชนะของพรรคประชาชน รายงานยกกรณีกลุ่ม “สันติอโศก” ซึ่งตัดสินใจเทคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย โดยมองว่าเป็นพรรคที่มีศักยภาพสูงสุดในการต้านกระแสฝ่ายก้าวหน้า
การรวมศูนย์คะแนนเช่นนี้ ส่งผลให้พรรคแนวพุทธสูญเสียฐานเสียงหลักของตนเอง และไม่สามารถผ่านเกณฑ์การจัดสรรที่นั่งได้
สังคมเปลี่ยน ปากท้องมาก่อนศีลธรรม
รายงานยังชี้ถึงกระแส Secularization ที่ขยายตัวในสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มสนับสนุนรัฐฆราวาสและการแยกศาสนาออกจากการเมือง ประกอบกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ความสำคัญกับนโยบายปากท้องมากกว่าวาทกรรมทางศีลธรรมที่จับต้องไม่ได้
ชี้ยุค “พุทธศาสนาการเมือง” ในสภาสิ้นสุด
บทสรุปรายงานระบุว่า การเมืองไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่บทบาทของศาสนาในเวทีรัฐสภาหดตัวลงอย่างชัดเจน พรรคการเมืองที่ใช้อัตลักษณ์ทางพุทธศาสนาเป็นแกนหลักไม่สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป หากศาสนาจะมีบทบาทในอนาคต จะอยู่ในฐานะกลุ่มกดดันนอกสภา มากกว่าการเป็นพรรคการเมืองโดยตรง
นักวิชาการเสนอว่า หากพรรคการเมืองใดต้องการนำประเด็นศาสนากลับเข้าสู่การเมือง จำเป็นต้องปรับจากแนวคิด “เชิดชูและปกป้อง” ไปสู่การ “บริหารจัดการอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับธรรมาภิบาลสมัยใหม่” จึงจะสอดรับกับสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น