วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เพลง: อุปาทานสูตรหยุดเติมเชื้อไฟ



เพลง: อุปาทานสูตรหยุดเติมเชื้อไฟ

[Intro]

ไฟไม่ได้ลุกเพราะเปลวไฟ
แต่ลุกเพราะเชื้อที่เติมเข้าไป
ทุกข์ก็เช่นกันในหัวใจ
เติบโตเพราะเราไม่รู้ทัน

[Verse 1]

ณ เชตวันอันสงบงาม
พระศาสดาตรัสเตือนใจ
เมื่อยังเห็นความพอใจ
ในสิ่งที่ชวนให้ยึดมั่น

ตัณหาก็ค่อยเติบโต
ดั่งเมล็ดพันธุ์ในใจนั้น
แตกกิ่งก้านแห่งความผูกพัน
จนกลายเป็นโซ่แห่งอุปาทาน

[Pre-Chorus]

เมื่อมีตัณหา อุปาทานจึงมี
เมื่อมีอุปาทาน ภพก็เกิดขึ้นมา
เมื่อมีภพ ชาติจึงตามมา
แล้วชราและมรณะก็ไม่ไกล

[Chorus]

หยุดเติมเชื้อไฟในใจเสียที
อย่าปล่อยตัณหานำทางชีวิต
ทุกข์ทั้งมวลที่คอยเกาะติด
ล้วนเกิดจากความยึดมั่นถือมั่น

เมื่อไม่เติมเชื้อแห่งความอยาก
เปลวไฟก็อ่อนแรงลงทุกวัน
จากโศกเศร้า สู่ความสงบงาม
เมื่อใจปล่อยวางได้จริง

[Verse 2]

ดั่งไฟกองใหญ่ลุกโชนแรง
ด้วยหญ้าแห้งและฟืนมากมาย
ยิ่งเติมเชื้อไม่รู้คลาย
เปลวไฟยิ่งร้อนแรงขึ้น

ก็เหมือนใจที่ตามความอยาก
หลงในรูป เสียง กลิ่น รส ชื่น
ยิ่งไขว่คว้าไม่หยุดคืน
ทุกข์ก็ยิ่งฟื้นขึ้นในใจ

[Pre-Chorus]

แต่ผู้ใดเห็นโทษของมัน
เห็นความไม่เที่ยงในสิ่งทั้งหลาย
ตัณหาค่อยจางและสลาย
เหมือนไฟไร้เชื้อคอยหล่อเลี้ยง

[Chorus]

หยุดเติมเชื้อไฟในใจเสียที
อย่าปล่อยตัณหานำทางชีวิต
ทุกข์ทั้งมวลที่คอยเกาะติด
ล้วนเกิดจากความยึดมั่นถือมั่น

เมื่อไม่เติมเชื้อแห่งความอยาก
เปลวไฟก็อ่อนแรงลงทุกวัน
จากโศกเศร้า สู่ความสงบงาม
เมื่อใจปล่อยวางได้จริง

[Bridge]

เมื่อเห็นโทษแห่งอุปาทาน
ตัณหาย่อมดับไปทีละน้อย
อุปาทานก็ดับเลื่อนลอย
ภพและชาติก็ค่อยเลือนหาย

ชรา มรณะ ความเศร้าโศก
ความทุกข์ที่เคยโหมกระหน่ำใจ
ย่อมดับลงตามเหตุปัจจัย
ดั่งเปลวไฟที่สิ้นเชื้อเพลิง

[Final Chorus]

หยุดเติมเชื้อไฟแห่งความหลง
หยุดส่งเสริมความอยากในใจ
แล้วจะเห็นความสงบยิ่งใหญ่
กว่าความสุขใดในโลกา

เมื่อไฟตัณหาดับสนิท
ชีวิตย่อมพ้นจากพันธนา
เหลือเพียงความเย็นแห่งธรรมา
ส่องนำพาสู่ทางหลุดพ้น

[Outro]

ไฟดับเพราะไม่มีเชื้อ
ทุกข์ดับเพราะไม่มีตัณหา
นี่คือธรรมอันล้ำค่า
ที่พระศาสดาทรงชี้ทาง

หยุดเติมเชื้อ...
แล้วใจจะเย็น...
หยุดยึดมั่น...
แล้วทุกข์จะดับ...

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๒. อุปาทานสูตร
[๑๙๖] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ- *บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัย แห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมเจริญ เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะ อุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกอง- *ทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [๑๙๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฟกองใหญ่แห่งไม้สิบเล่มเกวียนบ้าง ยี่สิบ เล่มเกวียนบ้าง สามสิบเล่มเกวียนบ้าง สี่สิบเล่มเกวียนบ้าง พึงลุกโพลง บุรุษ ใส่หญ้าแห้ง ใส่โคมัยแห้ง และใส่ไม้แห้ง ในไฟกองนั้นทุกๆ ระยะ ก็เมื่อ เป็นอย่างนี้ ไฟกองใหญ่นั้น มีอาหารอย่างนั้น มีเชื้ออย่างนั้น พึงลุกโพลงตลอด กาลนาน แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรม ทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมเจริญ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะ ตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมี ด้วยประการอย่างนี้ ฯ [๑๙๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมดับไป เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและ มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [๑๙๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฟกองใหญ่แห่งไม้สิบเล่มเกวียนบ้าง ยี่สิบ เล่มเกวียนบ้าง สามสิบเล่มเกวียนบ้าง สี่สิบเล่มเกวียนบ้าง พึงลุกโพลง บุรุษ ไม่ใส่หญ้าแห้ง ไม่ใส่โคมัยแห้ง และไม่ใส่ไม้แห่งในไฟกองนั้นทุกๆ ระยะ ภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ ไฟกองใหญ่นั้น ไม่มีอาหาร พึงดับไป เพราะ สิ้นเชื้อเก่า และเพราะไม่เติมเชื้อใหม่ แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเห็น โทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมดับ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ฯลฯ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Lessons from the Pāṭika Sutta for Building Global Peace in the Age of Artificial Intelligence: Wisdom Over Blind Belief as the Key to Reducing Conflict

Scholars of Buddhism and technology have highlighted the relevance of the Pāṭika Sutta from the Dīgha Nikāya, Pāṭikavagga, as a valuable fr...