[Intro]
จากความมืดแห่งอวิชชา
สู่แสงปัญญาอันส่องทาง
ผู้เห็นเหตุและผลทุกอย่าง
ย่อมพบทางพ้นทุกข์ในใจ
โลกหมุนไปตามเหตุปัจจัย
ไม่มีสิ่งใดเกิดลอยลม
ทุกข์ทั้งหลายที่ผู้คนตรม
ล้วนมีรากเหง้าซ่อนอยู่
อวิชชาคือความไม่รู้
ก่อสังขารให้ปรุงแต่งไป
จากสังขารสู่วิญญาณในใจ
ก่อเป็นชีวิตในวัฏฏะวน
วิญญาณมี นามรูปจึงมี
นามรูปนี้ก่ออายตนะ
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจปะทะ
เกิดผัสสะและเวทนา
[Chorus]
นี่คือทางแห่งการเกิดโลก
ที่พระองค์ทรงเปิดเผยมา
จากเวทนาสู่ตัณหา
จากตัณหาสู่อุปาทาน
อุปาทานก่อภพใหม่
ภพนำไปสู่การเกิดกาล
ชาติพาชราและมรณะตาม
เป็นสายธารแห่งทุกข์ไม่สิ้นสุด
[Verse 2]
อริยสาวกผู้สดับธรรม
มิได้เชื่อเพียงถ้อยคำใคร
แต่รู้ด้วยญาณภายใน
เห็นตามจริงด้วยปัญญา
เมื่อมองย้อนสู่ต้นทาง
ก็เห็นหนทางแห่งการดับ
เมื่ออวิชชาสูญลาลับ
วงจรทุกข์ก็ดับตามกัน
[Pre-Chorus]
เมื่อสังขารดับ วิญญาณดับ
นามรูปดับตามเหตุปัจจัย
อายตนะ ผัสสะ เวทนาในใจ
ค่อยเลือนหายไปพร้อมกัน
[Chorus]
นี่คือทางแห่งการดับโลก
ที่พระองค์ทรงแสดงไว้
เมื่อเหตุแห่งทุกข์หมดไป
ผลแห่งทุกข์ย่อมดับตาม
ไม่มีตัณหาให้เร่าร้อน
ไม่มีอุปาทานให้ติดตาม
ไม่มีภพ ไม่มีชาติในนิยาม
แห่งความหลงในวัฏสงสาร
[Bridge]
ผู้ใดเห็นการเกิดและดับ
ตามความจริงแห่งสรรพสิ่ง
ผู้นั้นเข้าถึงธรรมอันยิ่ง
เห็นสัทธรรมด้วยดวงตาใหม่
เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทิฐิ
มีญาณและวิชชาสดใส
กิเลสถูกชำแรกจากภายใน
ดั่งรุ่งอรุณขับไล่ราตรี
[Final Chorus]
แสงแห่งอริยสาวกส่องนำ
พ้นความมืดแห่งอวิชชานี้
ก้าวสู่กระแสแห่งธรรมอันดี
ด้วยปัญญาที่เห็นตามจริง
เมื่อรู้เหตุแห่งการเกิด
และรู้เหตุแห่งการดับทุกสิ่ง
ย่อมเข้าใกล้อมตธรรมอันยิ่ง
ที่พระพุทธองค์ทรงชี้ทาง
[Outro]
จากอวิชชาสู่ปัญญา
จากความมืดสู่แสงสว่าง
อริยสาวกผู้เห็นหนทาง
ย่อมถึงฝั่งแห่งนิพพาน
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๑๐. อริยสาวกสูตรที่ ๒
[๑๘๓] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับมิได้มีความสงสัยอย่างนี้ว่า เมื่ออะไรมี อะไรจึงมีหรือหนอแล เพราะอะไรเกิดขึ้น อะไรจึงเกิดขึ้น เมื่ออะไรมี สังขาร จึงมี เมื่ออะไรมี วิญญาณจึงมี เมื่ออะไรมี นามรูปจึงมี เมื่ออะไรมี สฬายตนะ จึงมี เมื่ออะไรมี ผัสสะจึงมี เมื่ออะไรมี เวทนาจึงมี เมื่ออะไรมี ตัณหาจึงมี เมื่ออะไรมี อุปาทานจึงมี เมื่ออะไรมี ภพจึงมี เมื่ออะไรมี ชาติจึงมี เมื่อ อะไรมี ชราและมรณะจึงมี ฯ [๑๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท้ อริยสาวกผู้ได้สดับย่อมมีญาณ หยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่ออวิชชามี สังขารจึงมี เมื่อสังขารมี วิญญาณจึงมี เมื่อ วิญญาณมี นามรูปจึงมี เมื่อนามรูปมี สฬายตนะจึงมี เมื่อสฬายตนะมี ผัสสะ จึงมี เมื่อผัสสะมี เวทนาจึงมี เมื่อเวทนามี ตัณหาจึงมี เมื่อตัณหามี อุปาทาน จึงมี เมื่ออุปาทานมี ภพจึงมี เมื่อภพมี ชาติจึงมี เมื่อชาติมี ชราและมรณะ จึงมี อริยสาวกนั้นย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า โลกนี้ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ ฯ [๑๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับย่อมไม่มีความสงสัยอย่าง นี้ว่า เมื่ออะไรไม่มี อะไรจึงไม่มีหรือหนอแล เพราะอะไรดับ อะไรจึงดับ เมื่อ อะไรไม่มี สังขารจึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มี นาม รูปจึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เมื่อ อะไรไม่มี เวทนาจึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มี ตัณหาจึงไม่มี ฯลฯ อุปาทาน ... ภพ ... ชาติ ... เมื่ออะไรไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี ฯ [๑๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท้ อริยสาวกผู้สดับย่อมมีญาณหยั่งรู้ ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นว่า เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่ง นี้จึงดับ เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เมื่อ วิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี ฯลฯ เมื่อชาติ ไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี อริยสาวกนั้นย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า โลกนี้ย่อมดับ อย่างนี้ ฯ [๑๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล อริยสาวกรู้ทั่วถึงทั้งเหตุเกิด และความดับไปแห่งโลกตามเป็นจริงอย่างนี้ ในกาลนั้น อริยสาวกนี้ เราเรียกว่า เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทิฐิบ้าง เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทัศนะบ้าง เป็นผู้มาถึงสัทธรรมนี้บ้าง เห็นสัทธรรมนี้บ้าง เป็นผู้ประกอบด้วยญาณอันเป็นเสขะบ้าง เป็นผู้ประกอบด้วย วิชชาอันเป็นเสขะบ้าง เป็นผู้บรรลุกระแสแห่งธรรมบ้าง เป็นพระอริยะมีปัญญา เครื่องชำแรกกิเลสบ้าง ว่าอยู่ชิดประตูอมตนิพพานบ้าง ฯ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น