เพลง : โลกายติกสูตรทางสายกลางแห่งความจริง
[Intro]
โลกถามหาคำตอบ
สิ่งทั้งปวงมีอยู่หรือไม่
ใจคนวิ่งตามความคิด
จนลืมมองความจริงภายใน
พราหมณ์ผู้แสวงหาความหมาย
เดินทางมาถามองค์ศาสดา
โลกนี้เที่ยงแท้หรือว่างเปล่า
มีหรือไม่มีดังวาจา
คำถามมากมายดั่งคลื่นลม
พัดใจผู้คนให้สับสน
ยึดอยู่ข้างหนึ่งก็ทุกข์ทน
ปฏิเสธอีกด้านก็เวียนวน
มีอยู่...ก็เป็นเพียงความเห็น
ไม่มี...ก็ยังเป็นความเห็น
สุดทางทั้งสองไม่ใช่ทางเย็น
ที่พาใจพ้นจากความทุกข์
[Chorus]
เดินบนทางสายกลางแห่งความจริง
มองทุกสิ่งตามเหตุปัจจัย
เมื่ออวิชชาก่อกำเนิดขึ้นในใจ
สังขารจึงก่อ วิญญาณจึงไหล
กองทุกข์ทั้งมวลจึงเกิดขึ้นมา
หมุนเวียนตามวัฏฏะแห่งเวลา
แต่เมื่อแสงธรรมส่องปัญญา
ความมืดแห่งอวิชชาก็ดับไป
[Verse 2]
ไม่ใช่ทุกอย่างมีอยู่ตลอด
ไม่ใช่ทุกอย่างสูญหายไป
ไม่ใช่ทั้งหมดเหมือนกันหมด
ไม่ใช่แตกต่างจนไร้ความหมาย
สิ่งทั้งหลายอาศัยกันเกิด
เป็นดั่งสายธารแห่งเหตุผล
เมื่อเหตุปัจจัยค่อยสิ้นลง
ผลก็ย่อมดับตามครรลอง
[Pre-Chorus]
เห็นความเกิดและความดับ
เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่
ไม่ต้องยึดติดในความรู้
ที่ใจปรุงแต่งขึ้นมา
[Chorus]
เดินบนทางสายกลางแห่งความจริง
มองทุกสิ่งตามเหตุปัจจัย
เมื่ออวิชชาก่อกำเนิดขึ้นในใจ
สังขารจึงก่อ วิญญาณจึงไหล
กองทุกข์ทั้งมวลจึงเกิดขึ้นมา
หมุนเวียนตามวัฏฏะแห่งเวลา
แต่เมื่อแสงธรรมส่องปัญญา
ความมืดแห่งอวิชชาก็ดับไป
[Bridge]
ดั่งคนหลงทางในราตรี
ได้พบแสงประทีปส่องนำ
ดั่งของคว่ำถูกหงายให้เห็น
ดั่งความจริงเปิดเผยด้วยธรรม
เมื่อรู้เหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง
ก็รู้ทางดับทุกข์เช่นกัน
ชีวิตไม่ต้องวิ่งตามภาพฝัน
เพียงรู้เท่าทันเหตุและผล
[Final Chorus]
เดินบนทางสายกลางแห่งความจริง
ไม่ยึดสิ่งใดเป็นตัวตน
เห็นการเกิดดับของสรรพสิ่งปะปน
ตามเหตุและผลแห่งธรรมดา
เมื่ออวิชชาดับสิ้นไป
สังขาร วิญญาณก็ดับหนา
กองทุกข์ทั้งมวลคลายจากอุรา
เหลือเพียงศรัทธาและปัญญานำทาง
[Outro]
ทางสายกลางไม่ใช่ทางของความเชื่อ
แต่คือทางของการเห็นตามความจริง
เมื่อใจตื่นรู้ในเหตุปัจจัยทุกสิ่ง
ก็พบความสงบยิ่ง...ภายในตน
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๘. โลกายติกสูตร [๑๗๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ- *บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... ครั้งนั้นแล พราหมณ์ผู้รอบรู้คัมภีร์โลกายตะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ [๑๗๖] ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว พราหมณ์ผู้รอบรู้คัมภีร์โลกายตะได้ทูล ถามพระผู้มีพระภาคว่า พระโคดมผู้เจริญ สิ่งทั้งปวงมีอยู่หรือหนอ ฯ ภ. ดูกรพราหมณ์ ข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่นี้ เป็นทิฐิว่าด้วยความสืบต่อ แห่งโลกที่หนึ่ง ฯ โล. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็สิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่หรือ ฯ ภ. ดูกรพราหมณ์ ข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่นี้ เป็นทิฐิว่าด้วยความ สืบต่อแห่งโลกที่สอง ฯ โล. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สิ่งทั้งปวงมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันหรือ ฯ ภ. ดูกรพราหมณ์ ข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันนี้ เป็น ทิฐิว่าด้วยความสืบต่อแห่งโลกที่สาม ฯ โล. พระโคดมผู้เจริญ ก็สิ่งทั้งปวงมีสภาพต่างกันหรือ ฯ ภ. ดูกรพราหมณ์ ข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงมีสภาพต่างกันนี้เป็นทิฐิว่าด้วย ความสืบต่อแห่งโลกที่สี่ ดูกรพราหมณ์ ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้า ใกล้ส่วนสุดทั้งสองนั้นดังนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขาร เป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วย ประการอย่างนี้ ก็เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะ สังขารดับ วิญญาณจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วย ประการอย่างนี้ ฯ [๑๗๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว โลกายติกพราหมณ์ได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งยิ่ง นัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งยิ่งนัก ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางให้แก่คน หลงทาง หรือตามประทีปไว้ในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็นรูปดังนี้ ฉันใด พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดมกับทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมผู้เจริญ จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯจบสูตรที่ ๘

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น