วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เพลง : ติสสสูตรจากทางสองแพร่งสู่สันติภาพ


เพลง : ติสสสูตรจากทางสองแพร่งสู่สันติภาพ

[Verse 1]

เมื่อใจยังยึดมั่นในสิ่งที่เปลี่ยนไป
ความรัก ความอยาก กลายเป็นไฟในใจ
เมื่อรูปและนาม ไม่เที่ยงดังใจ
ความโศกและน้ำตา จึงตามมา

เมื่อเรายังยึดมั่นในสิ่งที่เปลี่ยนแปรตามกาลเวลา
ความปรารถนากลายเป็นดั่งไฟที่เผาไหม้อยู่ภายในใจ
รูปและความรู้สึกทั้งหลาย เกิดขึ้นแล้วดับไป
แต่เพราะความยึดมั่น ความโศกเศร้าจึงยังคงอยู่


[Pre-Chorus]

ทางสองแพร่งอยู่ตรงหน้า
หนึ่งคือหลง หนึ่งคือปัญญา
จงมองเห็นด้วยดวงตาแห่งธรรม
แล้วเลือกทางที่นำใจสู่สันติ

สองเส้นทางกำลังปรากฏอยู่เบื้องหน้า
ทางหนึ่งนำไปสู่ความหลง อีกทางหนึ่งนำไปสู่แสงแห่งปัญญา
จงมองเห็นความจริงด้วยหัวใจที่มีสติ
แล้วเลือกเส้นทางที่นำจิตใจไปสู่สันติภาพ


[Chorus ]

จากทางสองแพร่ง สู่ทางแห่งสันติ
จากความโกรธร้อน สู่ความปรานี
จากความยึดมั่น สู่การปล่อยวาง
จากความมืดมน สู่แสงแห่งปัญญา

จากสองเส้นทาง เราเลือกเดินบนหนทางแห่งสันติภาพ
จากความโกรธอันร้อนแรง เปลี่ยนเป็นความเมตตากรุณา
จากการยึดมั่นอย่างเหนียวแน่น เราเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง
จากความมืดมน ปัญญาค่อย ๆ ส่องแสงขึ้นมา


[Verse 2]

อวิชชา ดั่งป่าทึบในใจ
กามทั้งหลาย ดั่งโคลนตมกว้างใหญ่
ความโกรธคับแค้น ดั่งหนองน้ำขวางทาง
แต่ยังมีหนทาง สู่พื้นดินราบเรียบ

อวิชชาเปรียบเสมือนป่าทึบอันมืดมน
ความอยากเปรียบเสมือนโคลนตมที่ดึงเราให้จมลง
ความโกรธเปรียบเสมือนหนองน้ำที่ขวางกั้นเส้นทาง
แต่ยังมีหนทางสายหนึ่ง นำไปสู่พื้นที่อันสงบราบรื่น


[Verse 3 ]

สัมมาทิฏฐิ ให้เห็นความจริง
สัมมาสังกัปปะ ให้ใจไม่ประวิง
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ
สร้างคำและการกระทำแห่งสันติ

สัมมาทิฏฐิช่วยให้เราเห็นความจริงที่กำลังแสวงหา
สัมมาสังกัปปะช่วยให้ความเมตตาได้เปล่งเสียงออกมา
สัมมาวาจาและสัมมากัมมันตะนำทางการดำเนินชีวิตของเรา
สร้างสันติภาพผ่านคำพูดและการกระทำที่เราสื่อสารและปฏิบัติต่อกัน


[Bridge ]

สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ
สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
มรรคทั้งแปดรวมเป็นหนึ่งหนทาง
พาโลกก้าวข้ามความขัดแย้ง

สัมมาอาชีวะ และสัมมาวายามะ
สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ
อริยมรรคมีองค์แปดรวมเป็นหนึ่งเดียว เป็นหนทางแห่งการดำเนินชีวิต
นำพามนุษยชาติให้ก้าวข้ามความขัดแย้งและความเกลียดชัง


[Final Chorus]

จากทางสองแพร่ง สู่ทางแห่งสันติ
ให้โลกใบนี้เต็มด้วยไมตรี
เมื่อเราปล่อยวาง ความทุกข์ก็คลาย
เมื่อใจไม่โกรธ สันติภาพก็เกิด

จากสองเส้นทาง เราเลือกเดินบนหนทางแห่งสันติภาพ
ขอให้ความเมตตาและความกรุณาไม่มีวันสิ้นสุด
เมื่อเรารู้จักปล่อยวาง ความทุกข์ของเราก็ค่อย ๆ จางหาย
เมื่อความโกรธสิ้นสุดลง โลกแห่งสันติภาพก็สามารถเกิดขึ้นได้


[Outro ]

จากใจหนึ่งดวง สู่ใจทั้งโลก
จากความทุกข์โศก สู่ความเข้าใจ
จากมนุษย์หนึ่งคน สู่มนุษยชาติ
ร่วมสร้างโลกใหม่ ด้วยสันติธรรม

จากหัวใจดวงหนึ่ง สู่หัวใจของผู้คนทั่วทั้งโลก
จากเงามืดแห่งความทุกข์โศก ขอให้เสียงแห่งความเมตตาได้เรียกเรา
จากมนุษย์เพียงหนึ่งคน ขยายไปสู่มนุษยชาติทั้งมวล
ขอให้ธรรมะนำทางโลกไปสู่สันติภาพ

“ติสสสูตร” ชี้ทางดับโศกด้วยการปล่อยวาง เปิดเส้นทางอริยมรรค 8 สู่สันติภาพโลก

หลักธรรมจาก ติสสสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค นับเป็นคำสอนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงต้นเหตุของความโศกเศร้า ความทุกข์ ความคับแค้น และความขัดแย้งในชีวิตมนุษย์ พร้อมเสนอแนวทางในการเปลี่ยนผ่านจากความทุกข์ไปสู่ความสงบ อันสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพทั้งในระดับบุคคล สังคม ประเทศ และโลก

ในติสสสูตร พระติสสะได้กราบทูลถึงสภาวะที่กายรู้สึกหนัก จิตถูกความง่วงเหงาหาวนอนครอบงำ ไม่ยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์ และเกิดความสงสัยในธรรม พระพุทธเจ้าจึงทรงชี้ให้เห็นว่า ความโศก ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลที่ยังมี ความกำหนัด ความพอใจ ความรักใคร่ ความกระหาย ความเร่าร้อน และความทะยานอยาก ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

พระพุทธองค์ทรงเน้นให้เห็นความจริงว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ล้วนไม่เที่ยง เมื่อสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป บุคคลที่ยังยึดติดและมีความทะยานอยากย่อมเกิดความโศกและความทุกข์ แต่หากปราศจากความกำหนัดและการยึดมั่น ความเปลี่ยนแปลงก็ไม่สามารถครอบงำจิตให้เกิดความทุกข์ได้เช่นเดิม

หลักธรรมดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์กับการสร้างสันติภาพโลกได้อย่างลึกซึ้ง เพราะความขัดแย้งจำนวนมากมีรากฐานมาจากการยึดติดใน ตัวตน อำนาจ ทรัพย์สิน ผลประโยชน์ ความเชื่อ อุดมการณ์ และความต้องการเอาชนะผู้อื่น เมื่อแต่ละฝ่ายไม่ยอมปล่อยวาง ความแตกต่างจึงกลายเป็นความขัดแย้ง และความขัดแย้งอาจพัฒนาไปสู่ความรุนแรง

อีกประเด็นสำคัญในติสสสูตรคือ อุปมาเรื่องบุรุษผู้เดินทาง พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบปุถุชนเสมือนบุรุษผู้ไม่รู้จักหนทาง ขณะที่พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเสมือนผู้รู้จักหนทางอย่างถูกต้อง ส่วนทางสองแพร่งเปรียบเหมือน วิจิกิจฉา หรือความลังเลสงสัย ทางซ้ายคือ มิจฉามรรค ส่วนทางขวาคือ อริยมรรคมีองค์ 8

อวิชชาเปรียบเสมือนราวป่าอันทึบ กามทั้งหลายเปรียบเหมือนพื้นที่ลุ่มมีเปือกตม ส่วนความโกรธและความคับแค้นเปรียบเสมือนหนองบึง ขณะที่ นิพพานเปรียบเหมือนภูมิภาคอันราบรื่น ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของการเดินทางแห่งชีวิต

หากนำอุปมานี้มาประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพโลก “ทางสองแพร่ง” อาจหมายถึงทางเลือกของมนุษยชาติระหว่าง การเดินบนเส้นทางแห่งความโลภ ความหลง ความโกรธ และการใช้ความรุนแรง กับการเลือกเดินบน อริยมรรคมีองค์ 8 ซึ่งประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ

โดยเฉพาะ สัมมาทิฏฐิ สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของสันติภาพ เพราะทำให้มนุษย์มองเห็นความจริงว่าทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง ไม่ควรยึดมั่นจนกลายเป็นความขัดแย้ง ขณะที่ สัมมาสังกัปปะ ช่วยเปลี่ยนความคิดจากการเบียดเบียนไปสู่ความเมตตาและการอยู่ร่วมกัน

ส่วนสัมมาวาจาและสัมมากัมมันตะสามารถนำไปสู่การสื่อสารและการกระทำที่ไม่สร้างความเกลียดชัง ขณะที่สัมมาสติช่วยให้มนุษย์รู้เท่าทันอารมณ์ ความโกรธ และความอยากก่อนที่จะกลายเป็นการกระทำรุนแรง

ในระดับสังคมและระหว่างประเทศ หลักธรรมจากติสสสูตรจึงสามารถตีความเป็นแนวทางว่า การสร้างสันติภาพไม่ใช่เพียงการหยุดสงคราม แต่ต้องดับรากเหง้าของความขัดแย้งภายในจิตใจมนุษย์ โดยเริ่มจากการลดความยึดมั่นถือมั่น ลดความโลภ ลดความโกรธ ลดความหลง และสร้างความเข้าใจต่อความไม่เที่ยงของสิ่งต่าง ๆ

สาระสำคัญของติสสสูตรจึงมิได้เป็นเพียงคำสอนเพื่อการพ้นทุกข์ของปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นกรอบคิดสำหรับโลกยุคใหม่ที่กำลังเผชิญความขัดแย้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และภูมิรัฐศาสตร์

จาก “ทางสองแพร่ง” สู่ “อริยมรรค” จากความโกรธสู่ความเมตตา จากความยึดมั่นสู่การปล่อยวาง และจากความขัดแย้งสู่สันติภาพ คือสาระสำคัญที่สามารถถอดบทเรียนจากติสสสูตรเพื่อร่วมกันสร้างโลกที่มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ เคารพความแตกต่าง และไม่ใช้ความรุนแรงเป็นคำตอบ

ดังพระพุทธพจน์ที่ทรงอนุเคราะห์พระติสสะว่า “เธอจงยินดีเถิด ติสสะ” สะท้อนถึงพลังของคำแนะนำ การเกื้อกูล และความเมตตาที่ช่วยให้ผู้กำลังหลงทางกลับมามองเห็นเส้นทางที่ถูกต้อง

เมื่อมนุษย์รู้จักทาง สันติภาพก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อมนุษย์รู้จักปล่อยวาง ความทุกข์ก็ลดลง และเมื่อมนุษย์ดับความโกรธ โลกย่อมมีโอกาสพบสันติสุข

“The Tissa Sutta”: The Path Beyond Sorrow and the Buddhist Way to World Peace

The Tissa Sutta, found in the Saṃyutta Nikāya, Khandha-vagga, presents a profound teaching on the causes of sorrow, suffering, distress, and despair, while offering a path toward inner freedom and peace. Its principles can also be applied to the broader challenge of building peace within societies and throughout the world.

In the discourse, Venerable Tissa describes his physical and mental difficulties. He feels as though his body has become a heavy burden. His mind is overwhelmed by sluggishness and drowsiness, he loses joy in the holy life, and doubts concerning the Dhamma arise within him.

The Buddha explains that sorrow, lamentation, pain, grief, and despair arise when a person remains attached to form, feeling, perception, mental formations, and consciousness—particularly when there is desire, affection, craving, burning attachment, and longing toward them.

The Buddha then points out the fundamental truth of impermanence: form, feeling, perception, mental formations, and consciousness are impermanent. When things change, a person who remains attached to them experiences sorrow and suffering. But when attachment and craving have been abandoned, change no longer has the same power to produce suffering.

This teaching has profound implications for world peace. Many conflicts among individuals, communities, and nations arise from attachment to identity, power, wealth, territory, interests, ideologies, beliefs, and the desire to defeat others. When attachment becomes stronger than understanding, differences can become hostility, and hostility can eventually become violence.

The Tissa Sutta also contains a powerful metaphor of a traveler seeking the right path. The unskilled traveler represents an ordinary person who does not yet know the way, while the skilled guide represents the Tathāgata, the Fully Enlightened Buddha.

The two roads symbolize doubt and uncertainty. The wrong road represents the Noble Eightfold Path's opposite—the path of wrong view, wrong intention, wrong speech, wrong action, wrong livelihood, wrong effort, wrong mindfulness, and wrong concentration. The right road represents the Noble Eightfold Path.

The dense forest represents ignorance. The great muddy area represents sensual desire. The swamp represents anger and resentment. Finally, the smooth and level ground represents Nibbāna, the ultimate freedom from suffering.

Applied to the pursuit of world peace, the two roads can be understood as a choice facing humanity: whether to follow the path of greed, hatred, delusion, attachment, and violence, or to follow the Noble Eightfold Path based on wisdom, compassion, ethical conduct, mindfulness, and mental cultivation.

Right View can become the foundation of peace because it enables people to understand impermanence and to recognize that excessive attachment to temporary things creates suffering. Right Intention transforms hostile thoughts into intentions of goodwill, compassion, and non-harming.

Right Speech and Right Action encourage communication and behavior that do not generate hatred or violence. Right Mindfulness enables individuals to recognize anger, craving, fear, and other destructive emotions before they become harmful actions.

At the social and international levels, the Tissa Sutta suggests that peace is not merely the absence of war. Genuine peace requires addressing the roots of conflict within the human mind.

Reducing greed, hatred, delusion, attachment, and craving can therefore become an important foundation for peaceful coexistence. Peace begins not only in treaties and political negotiations, but also in the minds of the people who create and sustain societies.

The message of the Tissa Sutta can thus be summarized as a journey:

From doubt to wisdom.
From attachment to letting go.
From anger to compassion.
From ignorance to understanding.
From conflict to the Noble Path.
And from suffering toward peace.

The Buddha's compassionate encouragement to Tissa—urging him to rejoice in the guidance and instruction given to him—also demonstrates that peace can arise through compassion, wise counsel, and mutual support.

The Tissa Sutta therefore offers more than an individual path beyond sorrow. It provides a timeless framework for humanity: when people learn to see the path clearly, peace becomes possible; when attachment is released, suffering diminishes; and when anger is overcome, the world moves closer to peace.


[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป] 

๒. ติสสสูตร

ว่าด้วยปัจจัยให้เกิดและไม่ให้เกิดโสกะ
[๑๙๔] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ก็สมัยนั้น ท่านพระติสสะซึ่งเป็นโอรสของพระปิตุจฉา ของพระผู้มีพระภาค บอกแก่ภิกษุหลายรูปอย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย กายของข้าพเจ้า เป็น ดุจภาระอันหนักโดยแท้ แม้ทิศทั้งหลายไม่ปรากฏแก่ข้าพเจ้า แม้ธรรมทั้งหลาย ไม่แจ่มแจ้งแก่ ข้าพเจ้า ถีนมิทธะ ย่อมครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่ ข้าพเจ้าไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และ ความสงสัยในธรรมทั้งหลาย ย่อมเกิดมีแก่ข้าพเจ้า. [๑๙๕] ครั้งนั้นแล ภิกษุหลายรูป พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย บังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้วจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่าน ติสสะผู้เป็นโอรสของปิตุจฉาของพระผู้มีพระภาค บอกแก่ภิกษุหลายรูปว่า อาวุโสทั้งหลาย กาย ของข้าพเจ้า เป็นดุจภาระอันหนักโดยแท้ แม้ทิศทั้งหลาย ย่อมไม่ปรากฏแก่ข้าพเจ้า แม้ธรรม ทั้งหลาย ก็ไม่แจ่มแจ้งแก่ข้าพเจ้า ถีนมิทธะ ย่อมครอบงำจิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ยินดีประพฤติ พรหมจรรย์ และความสงสัยในธรรมทั้งหลาย ย่อมเกิดมีแก่ข้าพเจ้า. ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุรูปหนึ่งมาแล้ว รับสั่งว่า ดูกรภิกษุ เธอจงไปเรียกติสสภิกษุตามคำของเราว่า ท่าน ติสสะ พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน ภิกษุนั้นรับพระดำรัสแล้ว เข้าไปหาท่านติสสะถึงที่อยู่แล้ว บอกแก่ท่านติสสะอย่างนี้ว่า ท่านติสสะ พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน. ท่านพระติสสะรับคำภิกษุ นั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท่านพระติสสะว่า ดูกรติสสะ ทราบว่า เธอได้บอกแก่ ภิกษุหลายรูปว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย กายของข้าพเจ้า เป็นดุจภาระอันหนักโดยแท้ ฯลฯ และ ความสงสัยในธรรมทั้งหลาย ย่อมเกิดมีแก่ข้าพเจ้า จริงหรือ? ท่านพระติสสะกราบทูลว่า จริง อย่างนั้นพระเจ้าข้า. พ. ดูกรติสสะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมบังเกิดแก่บุคคลผู้ไม่ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรักใคร่ ความ กระหาย ความเร่าร้อน ความทะเยอทะยานในรูป เพราะความที่รูปนั้นแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป ใช่ไหม? ต. ใช่ พระเจ้าข้า. พ. ดีละๆ ติสสะ ก็ข้อนี้ย่อมเป็นอย่างนี้ สำหรับบุคคลผู้ไม่ปราศจากความกำหนัดใน รูป. ดูกรติสสะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรักใคร่ ความกระหาย ความ เร่าร้อน ความทะเยอทะยาน ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ เพราะวิญญาณ นั้นแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป ใช่ไหม? ต. ใช่ พระเจ้าข้า. พ. ดีละๆ ติสสะ ก็ข้อนี้ย่อมเป็นอย่างนี้ สำหรับบุคคลผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ในวิญญาณ. [๑๙๖] พ. ดูกรติสสะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรักใคร่ ความกระหาย ความเร่าร้อน ความทะเยอทะยานในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เพราะความที่วิญญาณแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป ใช่ไหม? ต. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า. พ. ดีละๆ ติสสะ ก็ข้อนี้ย่อมเป็นอย่างนี้ สำหรับบุคคลผู้ปราศจากความกำหนัดใน วิญญาณ. ดูกรติสสะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง? ต. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯลฯ พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง? ต. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯลฯ พ. เพราะเหตุนั้นแล ติสสะ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก. [๑๙๗] พ. ดูกรติสสะ เปรียบเหมือน มีบุรุษ ๒ คน คนหนึ่งไม่ฉลาดในหนทาง คนหนึ่งฉลาดในหนทาง บุรุษคนที่ไม่ฉลาดในหนทางนั้น จึงถามทางบุรุษผู้ฉลาดในหนทาง บุรุษ ผู้ฉลาดในหนทางนั้น พึงบอกอย่างนี้ว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ ท่านจงไปตามทางนี้แหละสักครู่หนึ่ง แล้ว จักพบทาง ๒ แพร่ง ในทาง ๒ แพร่งนั้น ท่านจงละทางซ้ายเสีย ถือเอาทางขวาไปตาม ทางนั้นสักครู่หนึ่งแล้ว จักพบราวป่าอันทึบ ท่านจงไปตามนั้นสักพักหนึ่งแล้ว จักพบที่กลุ่มใหญ่ มีเปือกตม จงไปตามทางนั้นสักครู่หนึ่งแล้ว จักพบหนองบึง จงไปตามทางนั้นสักครู่หนึ่งแล้ว จักพบภูมิภาคอันราบรื่น. ดูกรติสสะ เรากระทำอุปมานี้แล เพื่อให้เข้าใจเนื้อความ ในข้อนี้มี อธิบายอย่างนี้. คำว่าบุรุษผู้ไม่ฉลาดในหนทางนี้แล เป็นชื่อแห่งปุถุชน. คำว่าบุรุษผู้ฉลาดใน หนทางนี้แล เป็นชื่อแห่งตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า. คำว่าทาง ๒ แพร่งนี้แล เป็นชื่อแห่ง วิจิกิจฉา. คำว่าทางซ้ายนี้แล เป็นชื่อแห่งมรรคผิดอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ มิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ มิจฉาสมาธิ. คำว่าทางขวานี้แล เป็นชื่อแห่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ. คำว่าราวป่าอันทึบนี้แล เป็นชื่อแห่งอวิชชา. คำว่าที่ลุ่มใหญ่มีเปือกตมนี้แล เป็นชื่อแห่งกามทั้งหลาย. คำว่าหนองบึงนี้แล เป็นชื่อแห่งความโกรธและความคับแค้น. คำว่า ภูมิภาคอันราบรื่นนี้แล เป็นชื่อแห่งนิพพาน. เธอจงยินดีเถิด ติสสะ เธอจงยินดีเถิด ติสสะ ตามโอวาทของเราตามความอนุเคราะห์ของเรา ตามคำพร่ำสอนของเรา พระผู้มีพระภาคได้ตรัส พระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระติสสะปลื้มใจ ชื่นชม พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคฉะนี้แล.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Song: Words Can Build Peace Inspired by the Kavi Sutta

[Verse 1] From rhythm comes the song we sing, From words, our thoughts take flight. A poet holds a world within, And brings it into light. E...