เพลง: อนุราธสูตรไม่ยึดตัวตนสู่สันติภาพโลก
[Verse 1]
เมื่อใจยึดมั่นว่า “นี่คือตัวเรา”
เมื่อใจยึดมั่นว่า “นี่คือของเรา”
ความแตกต่างกลายเป็นกำแพงกั้น
หัวใจจึงห่างไกลจากกัน
รูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณล้วนแปรเปลี่ยนตามกาล
สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมเปลี่ยนผ่าน
อย่ายึดมั่น จนกลายเป็นทุกข์
[Pre-Chorus]
มองความจริง ด้วยดวงตาแห่งธรรม
มองความทุกข์ ด้วยใจที่เข้าใจ
อย่าถามเพียงว่า “ใครถูก ใครผิด”
แต่ถามว่า “เราจะดับทุกข์ได้อย่างไร”
[Chorus]
จากตัวตน สู่หนทางแห่งสันติ
จากความโกรธ สู่ความปรานี
จากความยึดมั่น สู่การปล่อยวาง
จากความแบ่งแยก สู่ความเข้าใจ
เมื่อไม่มี “เรา” ที่ต้องเอาชนะ
เมื่อไม่มี “เขา” ที่ต้องทำลาย
เราคือมนุษย์ร่วมโลกเดียวกัน
ร่วมสร้างสันติภาพ ด้วยใจเมตตา
[Verse 2]
รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง
สัญญา สังขาร ล้วนเปลี่ยนแปร
วิญญาณก็ไม่เที่ยงแท้
อย่าถือมั่นว่าเป็นตัวตนของเรา
เมื่อรู้ว่าทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนไป
ความโกรธในใจก็ค่อยเบาบาง
เมื่อเห็นทุกข์ของคนรอบข้าง
เราจะเลือกทางแห่งความเมตตา
[Chorus]
จากตัวตน สู่หนทางแห่งสันติ
จากความกลัว สู่ความเข้าใจ
จากการเอาชนะ สู่การร่วมมือ
จากความขัดแย้ง สู่การให้อภัย
จากตัวตน สู่สันติภาพ
จากความเกลียดชัง สู่ความเมตตา
จากความแบ่งแยก สู่ความเป็นหนึ่ง
จากความทุกข์ สู่การดับทุกข์
[Bridge ]
พระพุทธองค์ทรงชี้ทาง
ไม่ให้หลงอยู่ในคำถามที่ไม่มีวันจบ
แต่ให้มองเห็นทุกข์ตรงหน้า
และเรียนรู้หนทางดับทุกข์
ทุกข์ของฉัน ทุกข์ของเธอ
ทุกข์ของเขา คือทุกข์ของมนุษย์
หากเราร่วมกันเห็นเหตุแห่งทุกข์
เราก็ร่วมกันสร้างทางแห่งสันติ
[Final Chorus]
จากตัวตน สู่โลกแห่งสันติ
จากความโกรธ สู่ความเมตตา
เมื่อเราปล่อยวาง ความทุกข์ก็คลาย
เมื่อเราเข้าใจ โลกก็ใกล้สันติ
ไม่ต้องเอาชนะ ไม่ต้องทำลาย
ไม่ต้องแบ่งฝ่าย ไม่ต้องเกลียดชัง
ให้ปัญญานำทางหัวใจ
ให้เมตตานำทางโลก
[Outro ]
จากใจหนึ่งดวง สู่ใจทั้งโลก
จากความทุกข์โศก สู่ความเข้าใจ
จาก “ฉัน” และ “เธอ” สู่ “เราทุกคน”
ร่วมสร้างสันติภาพ ด้วยปัญญาและเมตตา
จากตัวตน สู่ความเข้าใจ
จากความแบ่งแยก สู่ความเป็นหนึ่ง
จากการเอาชนะ สู่การดับทุกข์
จากหัวใจมนุษย์ สู่สันติภาพโลก
“อนุราธสูตร” ชี้ทางพ้นความขัดแย้งด้วยการไม่ยึดตัวตน สู่สันติภาพโลก
หลักธรรมใน อนุราธสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค นำเสนอหลักธรรมสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาความจริงของชีวิต โดยเฉพาะประเด็นว่าไม่ควรค้นหาหรือยึดถือ “สัตว์บุคคล” ว่าเป็นสิ่งเที่ยงแท้ถาวรในขันธ์ ๕ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์เป็นแนวทางสร้างสันติภาพ ตั้งแต่ระดับจิตใจของบุคคลไปจนถึงระดับสังคมและโลก
ในอนุราธสูตร ท่านพระอนุราธะได้สนทนากับอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเกี่ยวกับสถานะของพระตถาคตภายหลังความตาย โดยฝ่ายปริพาชกตั้งคำถามในลักษณะสี่ฐานะ ได้แก่ เกิดอีก ไม่เกิดอีก เกิดอีกก็มีไม่เกิดอีกก็มี หรือไม่เกิดอีกก็หามิได้ ขณะที่พระอนุราธะชี้ว่า พระตถาคตทรงบัญญัติอยู่นอกเหนือฐานะทั้งสี่ดังกล่าว
เมื่อเกิดความไม่แน่ใจในวิธีตอบให้ถูกต้อง ท่านพระอนุราธะจึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระพุทธองค์จึงทรงนำท่านพิจารณาอย่างเป็นลำดับ เริ่มจากคำถามว่า รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง พระอนุราธะตอบว่าไม่เที่ยง และเมื่อสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จึงไม่ควรตามเห็นว่า “นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา”
พระพุทธองค์ทรงขยายการพิจารณาไปยัง เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งล้วนไม่เที่ยงเช่นเดียวกัน จากนั้นทรงถามต่อว่า ควรหรือไม่ที่จะเห็นขันธ์เหล่านี้ว่าเป็นสัตว์หรือบุคคล หรือเห็นว่ามีสัตว์บุคคลอยู่ในขันธ์เหล่านั้น หรือมีสัตว์บุคคลแยกต่างหากออกจากขันธ์เหล่านั้น พระอนุราธะตอบว่าไม่ใช่อย่างนั้นในทุกกรณี
สาระสำคัญจึงอยู่ที่การไม่เข้าไปยึดถือ “ตัวตน” จากขันธ์ ๕ และไม่พยายามค้นหาสัตว์บุคคลในลักษณะที่เป็นสิ่งเที่ยงแท้ถาวร ขณะเดียวกัน พระพุทธองค์มิได้ทรงนำเสนอคำสอนเพื่อให้มนุษย์จมอยู่กับการถกเถียงทางอภิปรัชญา หากแต่ทรงชี้กลับมายัง ทุกข์และความดับทุกข์ โดยตรัสว่า ทั้งในอดีตและปัจจุบัน พระองค์ทรงบัญญัติทุกข์และความดับทุกข์
เมื่อนำหลักธรรมดังกล่าวมาประยุกต์กับการสร้างสันติภาพโลก จะเห็นได้ว่า ความขัดแย้งจำนวนมากเกิดจากการยึดมั่นใน “ตัวเรา” และ “ของเรา” ไม่ว่าจะเป็นตัวตนส่วนบุคคล กลุ่มชาติพันธุ์ อุดมการณ์ ศาสนา ประเทศ อำนาจ ทรัพยากร หรือผลประโยชน์ เมื่อความยึดมั่นกลายเป็นความเชื่อว่าตนเองถูกต้องอย่างเด็ดขาด และฝ่ายอื่นเป็นศัตรู ความแตกต่างก็สามารถกลายเป็นความเกลียดชังและความรุนแรง
หลักอนุราธสูตรจึงสามารถนำมาใช้เป็นกรอบคิดในการ ลดการยึดติดในตัวตนและลดการแบ่งแยก โดยไม่ได้หมายความว่าให้ปฏิเสธคุณค่าของบุคคลหรือสังคม แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะไม่ปล่อยให้ความรู้สึกว่า “นี่คือเรา” หรือ “นี่คือของเรา” กลายเป็นเหตุให้ต้องดูหมิ่น ทำร้าย หรือทำลายผู้อื่น
ในระดับบุคคล การมองเห็นความไม่เที่ยงของรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ช่วยให้มนุษย์รู้เท่าทันอารมณ์ ความโกรธ ความกลัว และความยึดมั่น เมื่อไม่ถูกอารมณ์ครอบงำ การตัดสินใจย่อมมีโอกาสตั้งอยู่บนสติและปัญญามากขึ้น
ในระดับสังคม หลักธรรมนี้สามารถสนับสนุนวัฒนธรรมแห่งการรับฟัง เพราะเมื่อไม่มีฝ่ายใดผูกขาดความจริงไว้กับตัวเอง การสนทนาเพื่อแสวงหาทางออกร่วมกันย่อมเกิดขึ้นได้ ขณะที่ในระดับนานาชาติ การลดการยึดมั่นในผลประโยชน์ฝ่ายเดียว เปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ มองเห็นความทุกข์และความปลอดภัยของมนุษยชาติร่วมกัน
หัวใจสำคัญของการประยุกต์อนุราธสูตรกับสันติภาพจึงไม่ใช่การตอบคำถามว่า “ใครถูก ใครผิด” เพียงอย่างเดียว แต่คือการหันกลับมาถามว่า อะไรคือทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ และเราจะร่วมกันดับเหตุแห่งทุกข์นั้นได้อย่างไร
แนวคิดนี้สามารถเปลี่ยนวิธีจัดการความขัดแย้งจาก “การเอาชนะฝ่ายตรงข้าม” ไปสู่ “การดับทุกข์ร่วมกัน” เพราะเมื่อคู่ขัดแย้งมองเห็นว่าความรุนแรงสร้างความทุกข์ให้แก่ทุกฝ่าย เป้าหมายของการเจรจาย่อมเปลี่ยนจากการเอาชนะมาเป็นการลดความสูญเสียและสร้างความอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
ดังนั้น อนุราธสูตรจึงสามารถเป็นหลักคิดเพื่อสันติภาพโลกว่า เมื่อมนุษย์ลดการยึดมั่นในตัวตน ลดการแบ่งแยก และหันมามองเห็นทุกข์ร่วมกัน การแสวงหาความดับทุกข์ร่วมกันย่อมเป็นจุดเริ่มต้นของสันติภาพ
จาก “ตัวตน” สู่ “ความเข้าใจ” จาก “ความแบ่งแยก” สู่ “ความเป็นมนุษย์ร่วมกัน” และจาก “การเอาชนะ” สู่ “การดับทุกข์” คือบทเรียนสำคัญที่สามารถถอดจากอนุราธสูตร เพื่อสร้างสังคมที่ใช้สติ ปัญญา และความเมตตาเป็นเครื่องมือแก้ไขความขัดแย้ง
เมื่อเราไม่ยึดตนเป็นศูนย์กลาง เราจะเห็นผู้อื่นมากขึ้น เมื่อเราเห็นทุกข์ร่วมกัน เราจะหาทางดับทุกข์ร่วมกัน และเมื่อมนุษย์ร่วมกันดับเหตุแห่งความขัดแย้ง สันติภาพโลกก็ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้น
“The Anuradha Sutta”: Beyond Attachment to Self, Toward World Peace
The Anuradha Sutta, found in the Saṃyutta Nikāya, Khandha-vagga, presents an important teaching on the nature of human existence, particularly the understanding that a permanent “being” or “person” should not be identified as something enduring within the five aggregates. This teaching can be applied as a framework for cultivating peace, from the individual mind to society and the world.
In the Anuradha Sutta, Venerable Anuradha engages in a discussion with wandering ascetics concerning the status of the Tathāgata after death. They present four possible positions: that the Tathāgata exists after death, does not exist after death, both exists and does not exist, or neither exists nor does not exist. Venerable Anuradha explains that the Tathāgata is not properly described through any of these four positions.
Uncertain about how to answer such questions correctly, Venerable Anuradha approaches the Buddha for guidance. The Buddha then leads him through a systematic examination, beginning with the question: Is form permanent or impermanent? Anuradha answers that it is impermanent. That which is impermanent is subject to suffering and change; therefore, it should not be regarded as “This is mine, this I am, this is my self.”
The Buddha extends this examination to feeling, perception, mental formations, and consciousness, all of which are likewise impermanent. He then asks whether these aggregates should be regarded as a being or person, whether a being exists within them, or whether a being exists separately from them. Anuradha recognizes that none of these positions is appropriate.
The central message is therefore not to cling to a permanent “self” within the five aggregates or to search for an enduring person apart from them. At the same time, the Buddha does not encourage endless metaphysical speculation. Instead, he directs attention back to the practical problem of suffering and the cessation of suffering, declaring that this is what he teaches.
Applied to world peace, this teaching offers a powerful perspective. Many conflicts arise from attachment to “self” and “mine”—whether expressed through personal identity, group identity, ideology, religion, nationality, political power, resources, or economic interests. When attachment becomes the belief that “our side is absolutely right” and “the other side is the enemy,” differences can turn into hatred and violence.
The Anuradha Sutta can therefore be applied as a framework for reducing attachment to fixed identities and divisions. This does not mean denying the value of individuals, communities, or nations. Rather, it means learning not to allow attachment to “who we are” or “what belongs to us” to become a reason for humiliating, harming, or destroying others.
At the individual level, understanding the impermanent nature of form, feeling, perception, mental formations, and consciousness can help people recognize anger, fear, and attachment before these emotions control their actions. When emotions are understood rather than blindly followed, decisions have a greater chance of being guided by mindfulness and wisdom.
At the social level, this teaching can encourage a culture of listening. When no group claims an absolute monopoly on truth, dialogue and shared problem-solving become possible. At the international level, reducing excessive attachment to narrow interests can encourage nations to recognize the shared suffering and shared security of humanity.
The central lesson of applying the Anuradha Sutta to peacebuilding is therefore not simply to ask, “Who is right and who is wrong?” Instead, we can ask: What is suffering? What causes suffering? And how can we work together to bring suffering to an end?
This perspective can transform conflict resolution from a struggle to defeat an opponent into a shared effort to end suffering. When conflicting parties recognize that violence creates suffering for everyone, the purpose of negotiation can shift from victory toward reducing harm and creating conditions for peaceful coexistence.
The Anuradha Sutta can therefore offer a powerful principle for world peace:
When human beings reduce attachment to self, lessen division, and recognize shared suffering, the search for a shared end to suffering can become the beginning of peace.
From self toward understanding, from division toward shared humanity, and from the desire to win toward the effort to end suffering—these are important lessons that can be drawn from the Anuradha Sutta for building a world guided by mindfulness, wisdom, and compassion.
When we stop placing the self at the center, we see others more clearly. When we recognize suffering as something we share, we seek solutions together. And when humanity works together to remove the causes of conflict, world peace becomes possible.
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๔. อนุราธสูตร ว่าด้วยสัตว์บุคคลไม่มีในขันธ์ ๕ [๒๐๘] สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนคร เวสาลี. ก็สมัยนั้น ท่านพระอนุราธะอยู่ที่กระท่อมในป่า ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค. ครั้งนั้น อัญญเดียรถีย์ปริพาชก พากันเข้าไปหาท่านพระอนุราธะจนถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยกับท่านพระ- *อนุราธะ ครั้นผ่านการสนทนาปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว จึงได้กล่าวกะท่านอนุราธะว่า ดูกรท่านอนุราธะ พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นยอดบุรุษ ทรงถึง ความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัติ ในฐานะ ๔ นี้ คือสัตว์เบื้องหน้าแต่ ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมไม่เกิดอีก อีกก็หามิได้ ๑. เมื่อพวกปริพาชกกล่าวอย่างนั้นแล้ว ท่านพระอนุราธะได้กล่าวกะอัญญเดียรถีย์ ปริพาชกเหล่านั้นว่า ดูกรท่านทั้งหลาย พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นยอดบุรุษ ทรงถึง ความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัตินอกจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้อง หน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดก็มี ๑ ย่อมเกิดอีก ก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑. เมื่อท่านพระอนุราธะกล่าวอย่างนั้นแล้ว อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นได้กล่าวกะท่านพระอนุราธะว่า ภิกษุนี้จักเป็นภิกษุใหม่ บวชแล้ว ไม่นาน ก็หรือว่าเป็นภิกษุเถระ แต่โง่เขลาไม่ฉลาด. ครั้งนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกล่าว รุกรานท่านพระอนุราธะด้วยวาทะว่าเป็นภิกษุใหม่ และเป็นผู้โง่เขลาแล้ว พากันลุกจากอาสนะ หลีกไป. [๒๐๙] เมื่ออัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น หลีกไปแล้วไม่นาน ท่านพระอนุราธะได้มี ความคิดว่า ถ้าอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น พึงถามเราต่อไป เมื่อเราพยากรณ์อย่างไร จึงจะ ชื่อว่าไม่เป็นผู้กล่าวตามที่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกล่าวแล้ว และชื่อว่าเป็นผู้กล่าว ตามที่ พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ไม่พึงกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่จริง และพึงพยากรณ์ธรรม สมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้. ลำดับนั้น ท่านพระอนุราธะ จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคจนถึงที่ประทับ ฯลฯ แล้วกราบทูลพระผู้มี พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์อยู่ที่กระท่อมในป่า ไม่ไกล พระผู้มีพระภาค ครั้งนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเป็นอันมาก พากันเข้าไปหาข้าพระองค์ถึงที่ อยู่ ฯลฯ กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ดูกรท่านพระอนุราธะ พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็น ยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติในฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดก็หา มิได้ ย่อมไม่เกิดก็หามิได้ ๑. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกล่าวอย่างนี้ แล้ว ข้าพระองค์จึงได้กล่าวกะพวกเขาว่า ดูกรท่านทั้งหลาย พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรง เป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัติ นอกจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อม ไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อ ข้าพระองค์กล่าวอย่างนั้นแล้ว อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ภิกษุนี้ จักเป็นภิกษุใหม่ บวชไม่นาน ก็หรือว่าเป็นเถระ แต่โง่เขลาไม่ฉลาด. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น รุกรานข้าพระองค์ด้วยวาทะว่า เป็นผู้ใหม่ เป็นผู้เขลาแล้ว ลุกจาก อาสนะหลีกไป. เมื่ออัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น หลีกไปแล้วไม่นาน ข้าพระองค์เกิดความ คิดว่า ถ้าอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น พึงถามเราต่อไป เมื่อเราพยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่า ไม่เป็นผู้กล่าว ตามที่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกล่าวแล้ว และชื่อว่าเป็นผู้กล่าว ตามที่ พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ไม่พึงกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควร แก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้. [๒๑๐] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง? อ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? อ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตาม เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา? อ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า. พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง? อ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. เพราะเหตุนี้แล ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. [๒๑๑] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นรูปว่า เป็นสัตว์บุคคลหรือ? อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า. พ. เธอย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า เป็นสัตว์บุคคลหรือ? อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า. [๒๑๒] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในรูปหรือ? อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า. พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากรูปหรือ? อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า. พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในเวทนาหรือ? อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า. พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากเวทนาหรือ? อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า. พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในสัญญาหรือ? อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า. พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากสัญญาหรือ? อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า. พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในสังขารหรือ? อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า. พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากสังขารหรือ? อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า. พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในวิญญาณหรือ? อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า. พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากวิญญาณหรือ? อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า. [๒๑๓] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่า สัตว์ บุคคลมีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ อย่างนั้นหรือ? อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า. [๒๑๔] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่า สัตว์ บุคคลนี้ไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร ไม่มีวิญญาณ อย่างนั้นหรือ? อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า. พ. ดูกรอนุราธะ ก็โดยที่จริง โดยที่แท้ เธอค้นหาสัตว์บุคคลในขันธ์ ๕ เหล่านี้ใน ปัจจุบันไม่ได้เลย ควรแลหรือที่เธอจะพยากรณ์ว่า พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นยอดบุรุษ ถึง ความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะบัญญัติ ย่อมบัญญัติเว้นจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดอีก ก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑? อ. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระเจ้าข้า. พ. ถูกละๆ อนุราธะ ทั้งเมื่อก่อนและทั้งบัดนี้ เราย่อมบัญญัติทุกข์ และความดับทุกข์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น