วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เพลง: ปุณณมสูตรไม่ใช่ของเรา...ทางแห่ง สันติภาพ

เพลง: ปุณณมสูตรไม่ใช่ของเรา...ทางแห่ง สันติภาพ

[Verse 1]

รูปที่เห็น ล้วนเปลี่ยนไป
สุขและทุกข์ เกิดแล้วดับ
ความทรงจำ ความคิด ความฝัน
ล้วนแปรผัน ตามเหตุปัจจัย

สิ่งที่รัก สิ่งที่หวง
สิ่งที่คิด ว่าเป็นของเรา
เมื่อมองลึก ด้วยใจเบา
จึงพบว่า ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้

[Pre-Chorus]

เมื่อฉันหยุด บอกว่า “ของฉัน”
เมื่อฉันวาง คำว่า “ตัวเรา”
กำแพงในใจ ที่เคยสูงยาว
ค่อย ๆ สลายลง

[Chorus ]

ไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา
ไม่ใช่ตัวตนของเรา
ปล่อยความยึดมั่น ให้เบาบาง
เปิดหัวใจให้โลกทั้งใบ

ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา
ให้หัวใจทุกดวง เป็นอิสระ
เมื่อเราปล่อยวางความยึดมั่น
เราจะพบหนทางแห่งสันติภาพ

[Verse 2]

เธอมีฝัน ฉันมีฝัน
เธอมีโลก ฉันมีโลก
ต่างความคิด ต่างความหวัง
แต่เรายัง เดินร่วมทางได้

เมื่อไม่ต้อง ชนะใคร
เมื่อไม่ต้อง เอาชนะกัน
ความเมตตา จะเชื่อมสัมพันธ์
เปลี่ยนความต่าง เป็นพลัง

[Pre-Chorus] ]

เมื่ออัตตา ค่อย ๆ จาง
เมื่อความชัง ค่อย ๆ หาย
จากหัวใจ สู่คนรอบกาย
สู่สังคม และโลกใบนี้

[Chorus]

ไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา
ไม่ใช่ตัวตนของเรา
ปล่อยความยึดมั่น ให้เบาบาง
เปิดหัวใจให้โลกทั้งใบ

ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา
ให้หัวใจทุกดวง เป็นอิสระ
เมื่อเราปล่อยวางความยึดมั่น
เราจะพบหนทางแห่งสันติภาพ

[Bridge]

ไม่ว่าชาติใด ไม่ว่าแดนใด
หัวใจมนุษย์ล้วนรักสันติ
ไม่ว่าภาษา สีผิว หรือวิถี
เราคือชีวิตเดียวกันบนโลก

วางความโลภ วางความโกรธ
วางความหลง และความยึดมั่น
จับมือกัน ด้วยเมตตา
ให้โลกนี้ มีสันติภาพ

[Final Chorus]

ไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา
ไม่ใช่ตัวตนของเรา
เมื่อใจวาง ความแบ่งแยก
โลกทั้งโลกจะใกล้กัน

ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา
ปล่อยให้ความเกลียดชังจางหายไป
จากหัวใจหนึ่งดวงที่ตื่นรู้
สันติภาพจะส่องสว่างไปทั่วโลกในวันนี้

[Outro]

วางตัวตน... วางความยึดมั่น
วางความเกลียด... วางความกลัว
เปิดหัวใจ... ให้เมตตานำทาง
แล้วสันติภาพจะเริ่มต้น

ไม่ใช่ของเรา...
ไม่ใช่ตัวเรา...
ไม่ใช่ตัวตนของเรา...
โลกหนึ่งเดียว...
หัวใจหนึ่งเดียว...
เส้นทางหนึ่งเดียว...

สันติภาพ... 

“ปุณณมสูตร” ชี้ทางสันติภาพโลก ละความยึดมั่นในขันธ์ 5 ลดอหังการ–มมังการ สร้างสังคมแห่งความเข้าใจ

หลักธรรมจาก ปุณณมสูตร ว่าด้วยอุปาทานขันธ์ 5 ชี้ให้เห็นต้นเหตุแห่งความขัดแย้งจาก “ฉันทราคะ” และความยึดมั่นว่า “นี่คือเรา นี่คือของเรา” หากมนุษย์เรียนรู้ความไม่เที่ยงและความเป็นอนัตตาของรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ย่อมคลายความเห็นแก่ตัว ลดการแบ่งแยก และนำหลักธรรมไปประยุกต์สู่การสร้างสันติภาพตั้งแต่ระดับจิตใจ บุคคล สังคม จนถึงระดับโลก

หลักธรรมใน ปุณณมสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ข้อ 182–192 เป็นธรรมเทศนาที่พระผู้มีพระภาคทรงตอบปัญหาของพระภิกษุเกี่ยวกับ “อุปาทานขันธ์ 5” ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ พร้อมทรงอธิบายถึงรากเหง้าของความยึดมั่น เหตุเกิดสักกายทิฏฐิ และแนวทางที่จะปลดเปลื้องความยึดมั่นดังกล่าว

สาระสำคัญเริ่มจากการชี้ว่า อุปาทานขันธ์ 5 มี “ฉันทะ” เป็นมูลเหตุ และสิ่งที่ทำหน้าที่เป็นอุปาทานคือ ฉันทราคะ หรือความพอใจและความกำหนัดยึดติดในขันธ์ทั้ง 5 เมื่อมนุษย์ปรารถนาว่า “ในอนาคตขอให้เรามีรูปเช่นนี้ มีเวทนาเช่นนี้ มีสัญญาเช่นนี้ มีสังขารเช่นนี้ และมีวิญญาณเช่นนี้” ความยึดติดก็ยิ่งเกิดขึ้น

ในมิติของการสร้างสันติภาพ หลักธรรมข้อนี้สามารถนำมาอธิบายได้ว่า ความขัดแย้งจำนวนมากไม่ได้เริ่มต้นจากเหตุการณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากความยึดมั่นภายในใจ เมื่อบุคคลยึดถือความคิด ความเชื่อ อำนาจ ทรัพย์สิน ชาติพันธุ์ อุดมการณ์ หรือผลประโยชน์ว่าเป็น “ของเรา” ก็มีโอกาสนำไปสู่การแบ่งฝ่าย การเอาชนะ และความรุนแรง

ปุณณมสูตรยังอธิบายว่า ขันธ์ทั้ง 5 ครอบคลุมสิ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ทั้งภายในและภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ไกลหรือใกล้ ล้วนอยู่ในความหมายของขันธ์ การมองเช่นนี้ช่วยให้มนุษย์เห็นว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เรากำลังยึดถือไม่ได้เป็นสิ่งคงที่ถาวร หากแต่เกิดขึ้น เปลี่ยนแปลง และดับไปตามเหตุปัจจัย

พระพุทธองค์ทรงแสดงเหตุปัจจัยของขันธ์ 5 ไว้อย่างละเอียด โดยมหาภูตรูป 4 เป็นเหตุปัจจัยให้รูปขันธ์ปรากฏ ส่วนผัสสะเป็นเหตุปัจจัยให้เวทนา สัญญา และสังขารปรากฏ ขณะที่นามรูปเป็นเหตุปัจจัยให้วิญญาณปรากฏ การมองเห็นความสัมพันธ์เช่นนี้ทำให้มนุษย์ไม่ด่วนสรุปว่า “ตัวเรา” เป็นผู้ควบคุมทุกสิ่งอย่างสมบูรณ์ แต่เรียนรู้ที่จะมองชีวิตตามเหตุและปัจจัย

จาก “สักกายทิฏฐิ” สู่ความขัดแย้ง

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ สักกายทิฏฐิ หรือความเห็นที่ยึดขันธ์เป็นตัวตน พระพุทธองค์ทรงอธิบายว่าปุถุชนที่ยังไม่ได้รับการฝึกฝนทางธรรม ย่อมมีแนวโน้มที่จะมองรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณว่าเป็นตัวตน เป็นของตน หรือมีตนอยู่ในสิ่งเหล่านั้น

เมื่อมองในบริบทสังคม ความคิดแบบ “นี่คือของฉัน–นี่คือพวกของฉัน–ความคิดของฉันต้องถูก–คนอื่นต้องผิด” สามารถกลายเป็นรากฐานของความแตกแยกได้

ในทางกลับกัน อริยสาวกผู้ได้รับการฝึกฝน ย่อมพิจารณาขันธ์ทั้ง 5 ตามความเป็นจริง ไม่ยึดถือว่าเป็นตัวตนหรือของตน การฝึกเช่นนี้จึงมีคุณค่าต่อการสร้าง “วัฒนธรรมแห่งการอยู่ร่วมกัน” เพราะเมื่อความยึดมั่นในตัวตนลดลง พื้นที่สำหรับการรับฟังผู้อื่น การยอมรับความแตกต่าง และการประนีประนอมย่อมเพิ่มขึ้น

เห็น “คุณ–โทษ–ทางสลัดออก” เพื่อหยุดวงจรความขัดแย้ง

ปุณณมสูตรยังเสนอหลักสำคัญ 3 ประการ คือ คุณ โทษ และเครื่องสลัดออก

คุณ คือ ความสุขหรือความโสมนัสที่เกิดจากขันธ์
โทษ คือ การเห็นว่าขันธ์ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
เครื่องสลัดออก คือ การกำจัดและละฉันทราคะ

เมื่อนำมาประยุกต์กับสันติภาพ หลักการนี้สามารถพัฒนาเป็นกระบวนการ 3 ขั้น คือ

เข้าใจ – เห็นโทษ – ปล่อยวาง

เข้าใจว่าทุกฝ่ายมีความต้องการและความรู้สึก เห็นโทษของการยึดติดและการตอบโต้ และสุดท้ายเรียนรู้ที่จะปล่อยวางความต้องการเอาชนะ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการเจรจาและความร่วมมือ

“ไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา”

หัวใจสำคัญของปุณณมสูตรปรากฏชัดในหลักการพิจารณาขันธ์ตามความเป็นจริงว่า

“นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา”

หลักธรรมนี้มิได้หมายถึงการปฏิเสธคุณค่าของชีวิตหรือการไม่รับผิดชอบต่อสังคม แต่เป็นการฝึกจิตให้ไม่ตกเป็นทาสของความยึดมั่น เมื่อไม่ยึดติดกับ “ตัวฉัน” และ “ของฉัน” มากเกินไป ก็สามารถมองปัญหาอย่างเป็นกลางและเปิดใจกว้างมากขึ้น

ในระดับโลก หลักการดังกล่าวสามารถนำไปสู่การลด อหังการ มมังการ และมานานุสัย หรือความสำคัญตน ความถือว่าเป็นของตน และความเคยชินในการเปรียบเทียบตนกับผู้อื่น

หากผู้นำประเทศ องค์กร ชุมชน และประชาชนสามารถลดความยึดมั่นในอำนาจ ผลประโยชน์ และชัยชนะของฝ่ายตน พร้อมหันมาให้ความสำคัญกับประโยชน์ร่วมกัน ความขัดแย้งย่อมมีโอกาสเปลี่ยนจากการแข่งขันเป็นความร่วมมือ

สันติภาพเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงภายใน

ปุณณมสูตรจึงสามารถนำมาประยุกต์เป็นแนวคิด “สันติภาพเริ่มจากการลดความยึดมั่น” เพราะสงครามภายนอกจำนวนมากมีรากมาจากสงครามภายในจิตใจ เมื่อความโลภ ความโกรธ ความหลง และความยึดมั่นในตัวตนลดลง การพูดคุยด้วยเหตุผลและเมตตาย่อมเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น

ดังนั้น การสร้างสันติภาพโลกตามแนวปุณณมสูตร มิใช่เพียงการเรียกร้องให้มนุษย์ “หยุดสงคราม” แต่คือการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้มนุษย์ เห็นความไม่เที่ยง ลดความยึดมั่น เห็นผู้อื่นอย่างเข้าใจ และเปลี่ยนจาก “ฉันกับเธอ” เป็น “เราอยู่ร่วมกัน”

เพราะเมื่อมนุษย์ลดการยึดมั่นใน “ตัวตน” ความขัดแย้งก็มีพื้นที่ลดลง และเมื่อพื้นที่แห่งความขัดแย้งลดลง พื้นที่แห่งสันติภาพย่อมเพิ่มขึ้น


“Punnama Sutta” Offers a Path to World Peace: Letting Go of Attachment to the Five Aggregates and Reducing Ego, Possessiveness and Conceit

The Punnama Sutta, found in the Saṃyutta Nikāya, Khandha Vagga, explains the nature of the five aggregates subject to clinging—form, feeling, perception, formations, and consciousness. Its central teaching points to attachment and desire as sources of suffering and self-view. Applied to peacebuilding, the teaching offers a powerful framework for reducing ego, possessiveness, division and conflict, beginning with transformation of the human mind.

The Punnama Sutta presents a profound dialogue between the Buddha and a monk concerning the five aggregates subject to clinging: form, feeling, perception, formations, and consciousness.

The Buddha explains that these five aggregates have desire or intention (chanda) as their root, while desire and attachment (chandarāga) constitute the clinging itself.

This teaching has important implications for peacebuilding. Many conflicts do not arise solely from external circumstances. They are also rooted in internal attachment—attachment to identity, beliefs, power, possessions, ideology, territory and collective interests.

When people think, “This is mine,” “This is who I am,” or “My side must win,” differences can easily become division, hostility and violence.

The Punnama Sutta teaches us to observe the five aggregates as processes that arise and change according to conditions. They are not permanent possessions or an unchanging self.

From Self-View to Conflict

The Buddha explains how sakkāya-diṭṭhi, or identity-based self-view, arises when a person regards form, feeling, perception, formations or consciousness as self, as belonging to self, or as containing a self.

In modern society, this can be reflected in attitudes such as:

“My identity is superior.”
“My group is right.”
“My ideology must prevail.”
“My interests come first.”

Such attachment can become a foundation for social and political conflict.

By contrast, the trained practitioner learns to see the five aggregates according to reality, without identifying them as “self” or “mine.”

This perspective can contribute to a culture of dialogue, mutual respect and peaceful coexistence.

Understanding Benefit, Danger and Release

The Punnama Sutta presents three important dimensions: benefit, danger and release.

We may experience happiness and pleasure through the aggregates. Yet they are impermanent, subject to suffering and change. The way of release is to abandon attachment and craving.

Applied to peacebuilding, this can become a three-step process:

Understand – Recognize the danger – Let go.

Understand the needs and emotions of all sides. Recognize the destructive consequences of excessive attachment. Then let go of the need to dominate or defeat others.

“Not Mine, Not I, Not My Self”

One of the most powerful contemplations in the Punnama Sutta is the recognition:

“This is not mine. This I am not. This is not my self.”

This teaching is not a denial of human dignity or social responsibility. Rather, it is a training in freedom from excessive identification.

When individuals and leaders become less attached to “me” and “mine,” they can listen more deeply, understand different perspectives and seek common ground.

At the global level, this approach can help reduce ego, possessiveness and conceit—three forces that often intensify competition and conflict.

Peace Begins Within

The Punnama Sutta can therefore be applied as a principle of “peace through letting go of attachment.”

World peace is not achieved only by stopping wars. It also requires transforming the mental conditions that produce hatred, fear, domination and division.

When attachment decreases, compassion has more room to grow.

When ego decreases, dialogue becomes easier.

When possessiveness decreases, cooperation becomes possible.

And when humanity moves beyond “me versus you” toward “we live together,” the foundation for peace becomes stronger.

The path to world peace begins not only at the negotiating table, but also within the human heart.


 

 [คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๑๐. ปุณณมสูตร
ว่าด้วยอุปาทานขันธ์ ๕
[๑๘๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ มิคารมาตุปราสาท ในพระวิหาร บุพพาราม ใกล้พระนครสาวัตถี พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์เป็นอันมาก. ก็ในสมัยนั้นแล ในคืน วันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ เป็นวันเพ็ญ มีพระจันทร์เต็มดวง พระผู้มีพระภาค อันภิกษุสงฆ์ห้อม ล้อมแล้ว ประทับนั่งอยู่ในที่แจ้ง. [๑๘๓] ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งลุกจากอาสนะ ทำผ้าอุตตราสงฆ์เฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว ประนมมือไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้า- *พระองค์จะพึงทูลถามเหตุประการหนึ่ง กะพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงประทานโอกาส ที่จะพยากรณ์ปัญหา แก่ข้าพระองค์. พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ ถ้าเช่นนั้นเธอจง นั่ง ณ อาสนะของตนแล้ว ถามปัญหาที่เธอมุ่งจำนงเถิด ภิกษุนั้น รับพระดำรัสของพระผู้มี พระภาคแล้วนั่ง ณ อาสนะของตน ทูลถามปัญหาพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุปาทานขันธ์ ๕ ได้แก่อุปาทานขันธ์คือรูป อุปาทานขันธ์คือเวทนา อุปาทานขันธ์คือสัญญา อุปาทานขันธ์คือสังขาร อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ เหล่านี้ ใช่ไหม พระเจ้าข้า? พ. ดูกรภิกษุ อุปาทานขันธ์ ๕ ได้แก่อุปาทานขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหล่านี้แหละภิกษุ.
ว่าด้วยมูลแห่งอุปาทานขันธ์ ๕
[๑๘๔] ภิกษุนั้น ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า แล้ว ได้ทูลถามปัญหาที่ยิ่งขึ้นไปว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้แล มีอะไรเป็นมูลเหตุ พระเจ้าข้า? พ. ดูกรภิกษุ อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้แล มีฉันทะเป็นมูลเหตุ ฯลฯ ภิ. อุปาทานก็อันนั้น และอุปาทานขันธ์ ๕ ก็อันนั้น หรือว่าอุปาทานอื่นจากอุปาทาน- *ขันธ์ ๕ พระเจ้าข้า? พ. ดูกรภิกษุ อุปาทานก็อันนั้น และอุปาทานขันธ์ ๕ ก็อันนั้น หามิได้ และอุปาทาน อื่นจากอุปาทานขันธ์ ๕ ก็หามิได้ แต่ฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านั้นเป็นตัวอุปาทาน
ว่าด้วยฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕
[๑๘๕] ภิกษุนั้น ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า แล้วได้ ทูลถามปัญหาที่ยิ่งขึ้นไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕ แตกต่างกัน หรือ? พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ต่างกันภิกษุ ดังนี้แล้ว ได้ตรัสต่อไปว่า ดูกรภิกษุ บุคคลบางคนในโลกนี้ มีความปรารถนาอย่างนี้ว่า ในอนาคตกาล ขอเราพึงมีรูปเช่นนี้ พึงมี เวทนาเช่นนี้ พึงมีสัญญาเช่นนี้ พึงมีสังขารเช่นนี้ พึงมีวิญญาณเช่นนี้. ดูกรภิกษุ ฉันทราคะ ในอุปาทานขันธ์ ๕ ต่างกันด้วยประการฉะนี้แล.
ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าขันธ์
[๑๘๖] ภิกษุนั้น ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า แล้วได้ทูลถามปัญหาที่ยิ่งขึ้นไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ ขันธ์ จึงชื่อว่า ขันธ์? พ. ดูกรภิกษุ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็น ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี มีในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ ก็ดี นี้เรียกว่ารูปขันธ์ เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ นี้เรียกว่าเวทนาขันธ์ สัญญาอย่างใดอย่าง หนึ่ง ฯลฯ นี้เรียกว่าสัญญาขันธ์ สังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ นี้เรียกว่าสังขารขันธ์ วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี มีในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี นี้เรียกว่าวิญญาณขันธ์. ดูกรภิกษุ ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล ขันธ์จึงชื่อว่าขันธ์.
ว่าด้วยเหตุปัจจัยแห่งขันธ์ ๕
[๑๘๗] ภิกษุนั้น ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า แล้ว ได้ทูลถามปัญหาที่ยิ่งขึ้นไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ปรากฏ? พ. ดูกรภิกษุ มหาภูตรูป ๔ แล เป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้รูปขันธ์ปรากฏ. ผัสสะ เป็น เหตุเป็นปัจจัยทำให้เวทนาขันธ์ปรากฏ. ผัสสะ เป็นเหตุเป็นปัจจัย ทำให้สัญญาขันธ์ปรากฏ. ผัสสะ เป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้สังขารขันธ์ปรากฏ. นามรูปเป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้วิญญาณขันธ์ ปรากฏ.
ว่าด้วยเหตุเกิดสักกายทิฏฐิ
[๑๘๘] ภิกษุนั้น ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า แล้ว ได้ทูลถามปัญหาที่ยิ่งขึ้นไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สักกายทิฏฐิมีได้อย่างใดหนอ? พ. ดูกรภิกษุ ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ยังมิได้สดับ เป็นผู้ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาด ในอริยธรรม ไม่ได้รับแนะนำในอริยธรรม เป็นผู้ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในสัปปุริสธรรม ไม่ได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตน ย่อมเห็นตนมีรูป ย่อมเห็นรูป ในตน ย่อมเห็นตนในรูป ย่อมเห็นเวทนา โดยความเป็นตน ย่อมเห็นตนมีเวทนา ย่อมเห็น เวทนาในตน ย่อมเห็นตนในเวทนา ย่อมเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ย่อมเห็นตนมีสัญญา ย่อมเห็นสัญญาในตน ย่อมเห็นตนในสัญญา ย่อมเห็นสังขาร โดยความเป็นตน ย่อมเห็น ตนมีสังขาร ย่อมเห็นสังขารในตน ย่อมเห็นตนในสังขาร ย่อมเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ย่อมเห็นตนมีวิญญาณ ย่อมเห็นวิญญาณในตน ย่อมเห็นตนในวิญญาณ. ดูกรภิกษุ สักกาย- *ทิฏฐิมีได้ด้วยอาการเช่นนี้แล.
ว่าด้วยเหตุจะไม่มีสักกายทิฏฐิ
[๑๘๙] ภิกษุนั้น ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า แล้วได้ทูลถามปัญหาที่ยิ่งขึ้นไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สักกายทิฏฐิย่อมไม่มีได้อย่างไร? พ. ดูกรภิกษุ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ผู้ได้สดับแล้ว เป็นผู้ได้เห็นพระอริยเจ้า ฉลาดในอริยธรรม ได้รับแนะนำแล้วเป็นอย่างดีในอริยธรรม เป็นผู้ได้เห็นสัตบุรุษ ฉลาดใน สัปปุริสธรรม ได้รับแนะนำแล้วเป็นอย่างดีในสัปปุริสธรรม ย่อมไม่เห็นรูป โดยความเป็นตน ไม่เห็นตนมีรูป ไม่เห็นรูปในตน หรือไม่เห็นตนในรูป ย่อมไม่เห็นเวทนา โดยความเป็นตน ไม่เห็นตนมีเวทนา ไม่เห็นเวทนาในตน หรือไม่เห็นตนในเวทนา ย่อมไม่เห็นสัญญา โดยความ เป็นตน ไม่เห็นตนมีสัญญา ไม่เห็นสัญญาในตน หรือไม่เห็นตนในสัญญา ย่อมไม่เห็นสังขาร โดยความเป็นตน ไม่เห็นตนมีสังขาร ไม่เห็นสังขารมีในตน หรือไม่เห็นตนในสังขาร ย่อมไม่ เห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ไม่เห็นตนมีวิญญาณ ไม่เห็นวิญญาณในตน หรือไม่เห็นตนใน วิญญาณ. ดูกรภิกษุ สักกายทิฏฐิ ย่อมไม่มีด้วยอาการเช่นนี้แล.
ว่าด้วยคุณโทษและอุบายสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์
[๑๙๐] ภิกษุนั้น ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า แล้ว ได้ทูลถามปัญหาที่ยิ่งขึ้นไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอ เป็นคุณ เป็นโทษ เป็นเครื่อง สลัดออก แห่งรูป แห่งเวทนา แห่งสัญญา แห่งสังขาร แห่งวิญญาณ? พ. ดูกรภิกษุ สุขโสมนัส อาศัยรูปเกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งรูป รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งรูป การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะในรูป เสียได้ นี้เป็นเครื่องสลัดออกแห่งรูป สุขโสมนัส อาศัยเวทนาเกิดขึ้น ฯลฯ อาศัยสัญญาเกิด ขึ้น ฯลฯ อาศัยสังขารเกิดขึ้น อาศัยวิญญาณเกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งวิญญาณ วิญญาณไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งวิญญาณ. การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะในวิญญาณเสียได้ นี้เป็นเครื่องสลัดออกแห่งวิญญาณ.
ว่าด้วยการไม่มีอหังการมมังการและมานานุสัย
[๑๙๑] ภิกษุนั้น ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า แล้ว ได้ทูลถามปัญหาที่ยิ่งขึ้นไปอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จึงจะไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้ และในสรรพนิมิตภายนอก? พ. ดูกรภิกษุ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายใน ก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี มีในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นรูปทั้งหมดนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่น ไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา. เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สัญญาอย่างใด อย่างหนึ่ง สังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน เป็นภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี มีในที่ไกล ก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นวิญญาณทั้งหมดนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความ เป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา. ดูกรภิกษุ เมื่อบุคคล รู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงจะไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้ และสรรพนิมิตภายนอก.
ว่าด้วยกรรมที่อนัตตากระทำจะถูกต้องอัตตา
[๑๙๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง ได้เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นว่า ท่านผู้เจริญ ทั้งหลาย ได้ยินว่า ด้วยประการดังนี้แล รูปเป็นอนัตตา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็น อนัตตา กรรมที่อนัตตากระทำ จักถูกต้องอัตตาคือกรรมได้อย่างไร? ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของภิกษุนั้นด้วยพระทัยแล้ว ได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่โมฆบุรุษบางคน ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจอวิชชา มีใจถูกตัณหา ครอบงำ จะพึงสำคัญสัตถุศาสน์ ว่าเป็นคำสอนที่ควรคิดให้ตระหนักว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ด้วยประการดังนี้แล รูปเป็นอนัตตา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตา กรรมที่อนัตตากระทำ จักถูกต้องอัตตาคือกรรมได้อย่างไร? นี้เป็นฐานะที่จะมีได้. ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เธอทั้งหลาย อันเราได้แนะนำไว้แล้ว ด้วยการทวนถามในธรรมนั้นๆ ในบาลีประเทศ นั้นๆ จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง? ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง? ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตาม เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา? ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า. พ. เพราะเหตุนั้นแล ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมทราบ ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฉะนี้แล.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Song: Words Can Build Peace Inspired by the Kavi Sutta

[Verse 1] From rhythm comes the song we sing, From words, our thoughts take flight. A poet holds a world within, And brings it into light. E...