เพลง: ยมกสูตร จากตัวตนสู่สันติภาพ
[บทที่ 1]
เรายึดมั่นว่า นี่คือตัวเรา
เรายึดมั่นว่า นี่คือของเรา
เมื่อความคิดกลายเป็นกำแพงสูง
หัวใจจึงห่างไกลจากกัน
รูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณล้วนเปลี่ยนแปรทุกวัน
สิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมดับไปตามกาล
อย่ายึดมั่น จนสร้างความทุกข์
[ท่อนก่อนสร้อย]
มองให้เห็นความจริงด้วยปัญญา
อย่าปล่อยความเห็นพาใจหลงทาง
เมื่อเราเปิดใจ รับฟังกัน
กำแพงแห่งความขัดแย้งจะค่อยสลาย
[ท่อนสร้อย]
ก้าวข้ามตัวตน สู่หนทางสันติ
ก้าวข้ามความโกรธ ด้วยความปรานี
ปล่อยความยึดมั่น ให้ใจเป็นอิสระ
เปลี่ยนความแตกต่าง เป็นความเข้าใจ
ก้าวข้ามตัวตน เราเดินสู่หนทางแห่งสันติภาพ
ก้าวข้ามความโกรธ ให้ความเมตตาเพิ่มพูนขึ้น
ปล่อยความยึดมั่น ให้หัวใจเป็นอิสระ
เปลี่ยนความแตกต่างของเรา ให้กลายเป็นความกลมเกลียว
[บทที่ 2]
อย่าถือความคิด ว่าถูกเพียงผู้เดียว
อย่าถือความเชื่อ ว่าเหนือกว่าใคร
ความจริงต้องค้น ด้วยใจที่เปิดกว้าง
ใช้ปัญญานำทาง ไม่ใช่ความโกรธ
เมื่อมีปัญหา จงพูดจาด้วยธรรม
เมื่อมีความเห็นต่าง จงฟังอย่างเข้าใจ
ไม่ต้องเอาชนะ ไม่ต้องทำร้าย
เพียงค้นหาความจริงร่วมกัน
[ท่อนสร้อย]
ก้าวข้ามตัวตน สู่หนทางสันติ
ก้าวข้ามความโกรธ ด้วยความปรานี
ปล่อยความยึดมั่น ให้ใจเป็นอิสระ
เปลี่ยนความแตกต่าง เป็นความเข้าใจ
จากความขัดแย้ง สู่การสนทนา
จากความเกลียดชัง สู่ความเมตตา
จากความยึดมั่น สู่ความเป็นอิสระ
จากความแตกแยก สู่ความเข้าใจ
[ท่อนเชื่อม]
รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง
สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง
วิญญาณก็ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัย
เมื่อเห็นความจริง ใจก็คลายจากการยึดมั่น
ไม่มี “เรา” ที่ต้องเอาชนะ
ไม่มี “เขา” ที่ต้องทำลาย
มีเพียงมนุษย์ผู้ร่วมโลกเดียวกัน
ร่วมเรียนรู้ ร่วมสร้างสันติภาพ
[ท่อนสร้อยสุดท้าย]
ก้าวข้ามตัวตน สู่โลกแห่งสันติ
ก้าวข้ามความกลัว ด้วยความเมตตา
เมื่อเราปล่อยวาง ความทุกข์ก็คลาย
เมื่อเราเข้าใจ โลกก็ใกล้สันติ
ก้าวข้ามตัวตน เรามุ่งไปสู่สันติภาพ
ด้วยความเมตตา ให้ความเข้าใจงอกงาม
เมื่อเรารู้จักปล่อยวาง ความทุกข์ก็จางหาย
เมื่อเราเข้าใจกัน สันติภาพก็ใกล้เข้ามา
[ท่อนจบ]
จากใจหนึ่งดวง สู่ใจทั้งโลก
จากความโกรธโศก สู่ความเข้าใจ
จาก “ฉัน” และ “เธอ” สู่ “เรา” ผู้ร่วมโลก
ร่วมสร้างสันติภาพ ด้วยปัญญาและเมตตา
จากหัวใจหนึ่งดวง สู่หัวใจของผู้คนทั่วโลก
ให้ความเมตตาเข้ามาแทนที่ความสิ้นหวัง
จาก “ฉัน” และ “เธอ” กลายเป็น “เราทุกคน”
ให้ปัญญาและความเมตตาร่วมกันสร้างสันติภาพแก่โลก
ก้าวข้ามตัวตน ก้าวข้ามความแตกแยก
ก้าวข้ามความโกรธ ก้าวข้ามความหวาดกลัว
เมื่อปัญญาเปิดหัวใจของมนุษย์ทุกคน
โลกแห่งสันติภาพก็จะใกล้เข้ามา
“ยมกสูตร” เปิดทางสู่สันติภาพโลก ชี้ต้นเหตุความขัดแย้งจากการยึดมั่นในตัวตนและขันธ์ 5
หลักธรรมใน ยมกสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค นำเสนอแนวทางสำคัญในการคลี่คลายความเห็นผิดและความยึดมั่น โดยสามารถประยุกต์ใช้เป็นหลักคิดในการสร้างสันติภาพตั้งแต่ระดับจิตใจของบุคคลไปจนถึงระดับสังคมและสันติภาพโลก
ยมกสูตรกล่าวถึงพระยมกภิกษุ ผู้เกิดความเห็นว่า พระขีณาสพเมื่อตายแล้ว “ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่เกิดอีก” ก่อนที่พระสารีบุตรจะเข้าไปสนทนาและชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยมิได้ใช้การโต้เถียงรุนแรง แต่ใช้การตั้งคำถามให้พิจารณาความจริงทีละขั้น จนพระยมกะสามารถละทิฏฐิที่ผิดและเกิดความเข้าใจในธรรมได้
หัวใจสำคัญของคำสอนอยู่ที่การพิจารณา รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ หรือขันธ์ 5 ว่าเป็นสิ่งเที่ยงแท้หรือไม่ ซึ่งพระยมกะตอบว่าไม่เที่ยง จากนั้นพระสารีบุตรนำไปสู่การพิจารณาต่อว่า ไม่ควรถือขันธ์เหล่านี้ว่าเป็น “สัตว์” หรือ “บุคคล” และไม่ควรค้นหาตัวตนที่แยกออกจากขันธ์ 5 ได้
หลักธรรมดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อการสร้างสันติภาพ เพราะความขัดแย้งของมนุษย์จำนวนมากเกิดจากการยึดมั่นว่า “นี่คือตัวเรา” “นี่คือของเรา” หรือ “ความคิดของเราถูกต้องที่สุด” เมื่อบุคคลหรือกลุ่มคนยึดความคิดเห็น อัตลักษณ์ ผลประโยชน์ อำนาจ หรือสถานะของตนอย่างเหนียวแน่น ความแตกต่างย่อมมีโอกาสพัฒนาเป็นความขัดแย้ง
ในทางกลับกัน หากมนุษย์เรียนรู้ที่จะมองเห็นความไม่เที่ยงและไม่ยึดขันธ์ 5 เป็นตัวตนถาวร ย่อมเกิดพื้นที่ทางความคิดสำหรับการรับฟังผู้อื่น การยอมรับความแตกต่าง และการลดความต้องการเอาชนะกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างสันติภาพ
ยมกสูตรยังชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างปุถุชนผู้ไม่ได้เรียนรู้ธรรมกับพระอริยสาวก โดยปุถุชนมีแนวโน้มยึดรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณว่าเป็นตัวตน หรือเป็นของตน จนนำไปสู่การถือมั่นและความทุกข์ ขณะที่พระอริยสาวกย่อมรู้ตามความเป็นจริงว่า ขันธ์ 5 ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามปัจจัย จึงไม่เข้าไปยึดมั่นว่าเป็นตัวตนของเรา
หากประยุกต์หลักนี้กับสันติภาพระหว่างประเทศ “อนัตตา” ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธคุณค่าของบุคคลหรือสังคม แต่สามารถใช้เป็นกรอบคิดเพื่อลดการยึดติดกับตัวตนและผลประโยชน์จนกลายเป็นความเกลียดชัง โดยเปิดพื้นที่ให้แต่ละฝ่ายเห็นว่า ความคิดเห็นและสถานการณ์ทั้งหลายล้วนมีเหตุปัจจัยและเปลี่ยนแปลงได้
อีกบทเรียนสำคัญจากยมกสูตรคือ การแก้ไขความเห็นผิดด้วยการสนทนาอย่างมีปัญญา พระสารีบุตรไม่ได้บังคับให้พระยมกะยอมรับคำตอบทันที แต่ใช้คำถามอย่างเป็นลำดับ เพื่อให้ผู้สนทนาเห็นความจริงด้วยตนเอง จนพระยมกะกล่าวยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ตนไม่เข้าใจและได้ละทิฏฐิที่ผิดแล้ว
แนวทางดังกล่าวสามารถนำมาใช้กับการแก้ไขความขัดแย้งในโลกยุคปัจจุบันได้ โดยเปลี่ยนจาก การกล่าวหาเป็นการตั้งคำถาม จากการเอาชนะเป็นการทำความเข้าใจ จากการยึดมั่นในความเห็นเป็นการแสวงหาความจริงร่วมกัน และจากการใช้ความรุนแรงเป็นการสนทนาด้วยสติและปัญญา
ยมกสูตรจึงสามารถถอดเป็นหลักการสร้างสันติภาพได้ว่า
“ลดความยึดมั่น เห็นความจริง ยอมรับความเปลี่ยนแปลง เคารพความแตกต่าง และแก้ความเห็นผิดด้วยปัญญา”
เมื่อบุคคลลดการยึด “ตัวเรา–ของเรา” ความขัดแย้งภายในใจก็มีโอกาสลดลง เมื่อคนในสังคมลดการแบ่งฝ่ายและรับฟังกันมากขึ้น ความขัดแย้งทางสังคมก็สามารถคลี่คลาย และเมื่อประเทศต่าง ๆ ลดการยึดผลประโยชน์ของตนจนไม่เห็นคุณค่าของผู้อื่น การเจรจาและความร่วมมือระหว่างประเทศก็มีโอกาสเติบโต
สาระจากยมกสูตรจึงสามารถสรุปเป็นแนวคิดเพื่อสันติภาพโลกว่า สันติภาพภายนอกเริ่มต้นจากสันติภาพภายใน และสันติภาพภายในเกิดขึ้นได้เมื่อมนุษย์เรียนรู้ที่จะเห็นความจริงโดยไม่ยึดมั่นในตัวตนและความเห็นของตนจนกลายเป็นเหตุแห่งทุกข์และความขัดแย้ง
ท้ายที่สุด พระยมกะสามารถเปลี่ยนจากความเห็นผิดมาสู่ความเข้าใจ และจิตของท่านหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะได้ฟังธรรมเทศนาของพระสารีบุตร
จากยมกสูตรสู่สันติภาพโลก จึงมิใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงความคิด แต่คือการเปลี่ยนวิธีมอง “ตัวเรา–ผู้อื่น–ความขัดแย้ง” เมื่อความยึดมั่นลดลง ปัญญาเพิ่มขึ้น และการสนทนาแทนที่ความรุนแรง สันติภาพก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทั้งในใจมนุษย์และในโลก
“The Yamaka Sutta”: A Buddhist Path from Attachment to World Peace
The Yamaka Sutta, found in the Saṃyutta Nikāya, Khandha-vagga, presents an important teaching on overcoming wrong views and attachment. Its principles can be applied not only to individual spiritual development but also to the pursuit of social harmony and world peace.
The discourse tells of Venerable Yamaka, who held the view that an arahant, after death, is annihilated, destroyed, and does not arise again. Venerable Sāriputta then approached him and guided him toward a correct understanding of the Dhamma. Rather than responding through confrontation, Sāriputta used a series of carefully structured questions, allowing Yamaka to examine his own understanding step by step until he was able to abandon his mistaken view.
At the heart of the teaching is contemplation of the five aggregates: form, feeling, perception, mental formations, and consciousness. These aggregates are impermanent. They should not be regarded as a permanent self, nor should a separate and independent person be sought apart from them.
This teaching has profound implications for peacebuilding. Many human conflicts arise from attachment to the ideas of “I,” “mine,” “our side,” and “our truth.” Individuals, communities, and nations may become attached to identity, ideology, power, territory, status, or interests. When such attachment becomes rigid, differences can develop into hostility and conflict.
By contrast, understanding impermanence and the principle of non-self can create space for listening, dialogue, humility, and acceptance of differences. When people no longer feel compelled to defend a fixed sense of self at all costs, they become more capable of understanding perspectives different from their own.
The Yamaka Sutta also contrasts the ordinary person with the well-trained noble disciple. The ordinary person tends to identify the five aggregates as self or as belonging to oneself, leading to attachment and suffering. The noble disciple understands the aggregates according to reality—as impermanent, suffering, non-self, and conditioned—and therefore does not cling to them as “my self.”
Applied to international peace, the principle of non-self does not mean denying the value of individuals, communities, or nations. Rather, it can be understood as a way to reduce excessive attachment to identity and interests when such attachment becomes a source of hatred or violence.
Another important lesson is the Buddhist approach to correcting wrong views through wise dialogue. Sāriputta did not simply force Yamaka to accept another conclusion. He asked questions that encouraged Yamaka to investigate reality for himself. Eventually, Yamaka recognized his misunderstanding and abandoned his former wrong view.
This approach offers a valuable model for conflict resolution in the modern world:
Replace accusation with questions.
Replace the desire to defeat others with the desire to understand.
Replace rigid attachment to opinions with a shared search for truth.
Replace violence with mindful and compassionate dialogue.
The Yamaka Sutta can therefore be transformed into a framework for peace:
Reduce attachment.
See reality clearly.
Accept change.
Respect differences.
And overcome wrong views through wisdom.
When individuals reduce attachment to “self” and “mine,” inner conflict can diminish. When communities become more willing to listen to one another, social tensions can be reduced. And when nations are less attached to their interests at the expense of others, dialogue, cooperation, and peaceful coexistence become more possible.
The Yamaka Sutta therefore offers a profound message for world peace: outer peace begins with inner peace, and inner peace becomes possible when human beings learn to see reality without excessive attachment to self, identity, and fixed opinions.
The transformation of Venerable Yamaka demonstrates the power of wise guidance and compassionate dialogue. Through Sāriputta's teaching, Yamaka abandoned his mistaken view and ultimately experienced liberation of mind.
From the Yamaka Sutta to world peace, the essential lesson is not merely to change what we think, but to transform the way we see ourselves, others, and conflict.
When attachment decreases, wisdom increases.
When wisdom increases, understanding grows.
When understanding replaces hostility, dialogue becomes possible.
And when dialogue replaces violence, peace has a chance to arise—in the human heart and throughout the world.
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๓. ยมกสูตร ว่าด้วยพระขีณาสพตายแล้วสูญหรือไม่ [๑๙๘] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตร อยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถ- *บิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี. ก็โดยสมัยนั้นแล ยมกภิกษุเกิดทิฏฐิอันชั่วช้าเห็นปานนี้ว่า เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรม ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า พระขีณาสพเมื่อตายไปแล้ว ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่เกิดอีก. ภิกษุหลายรูป ได้ฟังแล้วว่า ได้ยินว่า ยมกภิกษุเกิด ทิฏฐิอันชั่วช้าเป็นปานนี้ว่า เรารู้ทั่วถึงธรรม ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า พระขีณาสพ เมื่อตายไปแล้ว ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่เกิดอีก. ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้น จึงพากัน เข้าไปหาท่านยมกภิกษุถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยกับท่านยมกภิกษุ ครั้นผ่านการสนทนาปราศรัย ชวนให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว จึงถามท่านยมกภิกษุว่า ดูกรท่านยมกะ ทราบว่า ท่านเกิดทิฏฐิอันชั่วช้า เห็นปานนี้ว่า เรารู้ว่าทั่วถึงธรรม ตามที่พระผู้มี- *พระภาคทรงแสดงแล้วว่า พระขีณาสพเมื่อตายไปแล้ว ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่เกิดอีก จริงหรือ? ท่านยมกะกล่าวว่า อย่างนั้น อาวุโส. ภิ. ดูกรอาวุโสยมกะ ท่านอย่าได้พูดอย่างนั้น อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาค เพราะ การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคไม่พึงตรัสอย่างนี้ว่า พระขีณาสพเมื่อ ตายไปแล้ว ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่เกิดอีก. ท่านยมกะ เมื่อถูกภิกษุเหล่านั้นกล่าวแม้อย่างนี้ ยังขืนกล่าวถือทิฏฐิอันชั่วช้านั้น อย่าง หนักแน่นอย่างนั้นว่า เรารู้ทั่วถึงธรรม ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า พระขีณาสพเมื่อ ตายไปแล้ว ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่เกิดอีก. ภิกษุเหล่านั้น ย่อมไม่อาจเพื่อจะยังท่านยมกะ ให้ถอนทิฏฐิอันชั่วช้านั้นได้ จึงลุกจาก อาสนะ เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรจนถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว จึงกล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ข้าแต่ ท่านสารีบุตร ยมกภิกษุเกิดทิฏฐิอันชั่วช้าเห็นปานนี้ว่า เรารู้ทั่วถึงธรรม ตามที่พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงแล้วว่า พระขีณาสพเมื่อตายไปแล้ว ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่เกิดอีก ขอ โอกาสนิมนต์ท่านพระสารีบุตรไปหายมกภิกษุถึงที่อยู่ เพื่ออนุเคราะห์เถิด. ท่านพระสารีบุตรรับ นิมนต์โดยดุษณีภาพ. [๑๙๙] ครั้งนั้น เวลาเย็น ท่านพระสารีบุตรออกจากที่พักผ่อนแล้วเข้าไปหาท่านยมกะ ถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยกับท่านยมกะ ครั้นผ่านการสนทนาปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ถามท่านยมกะว่า ดูกรอาวุโสยมกะ ทราบว่า ท่านเกิด ทิฏฐิอันชั่วช้าเห็นปานนี้ว่า เรารู้ทั่วถึงธรรม ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า พระขีณาสพ เมื่อตายไปแล้ว ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่เกิดอีก ดังนี้ จริงหรือ? ท่านยมกะตอบว่า อย่างนั้นแล ท่านสารีบุตร. สา. ดูกรท่านยมกะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง? ย. ไม่เที่ยง ท่าน ฯลฯ สา. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง? ย. ไม่เที่ยง ท่าน ฯลฯ สา. เพราะเหตุนี้นั้นแล ยมกะ พระอริยสาวกผู้ใดสดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก. [๒๐๐] สา. ดูกรท่านยมกะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ท่านเห็นรูปว่าเป็น สัตว์เป็นบุคคลหรือ? ย. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน. สา. ท่านเห็นเวทนาว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคลหรือ? ย. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน. สา. ท่านเห็นสัญญาว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคลหรือ? ย. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน. สา. ท่านเห็นสังขารว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคลหรือ? ย. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน. สา. ท่านเห็นวิญญาณว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคลหรือ? ย. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน. [๒๐๑] สา. ดูกรท่านยมกะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ท่านเห็นว่าสัตว์บุคคล มีในรูปหรือ? ย. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน. สา. ท่านเห็นว่าสัตว์บุคคลอื่นจากรูปหรือ? ย. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน. สา. ท่านเห็นว่าสัตว์บุคคลมีในเวทนาหรือ? ย. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน. สา. ท่านเห็นว่าสัตว์บุคคลอื่นจากเวทนาหรือ? ย. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน. สา. ท่านเห็นว่าสัตว์บุคคลมีในสัญญาหรือ? ย. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน. สา. ท่านเห็นว่าสัตว์บุคคลอื่นจากสัญญาหรือ? ย. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน. สา. ท่านเห็นว่าสัตว์บุคคลมีในสังขารหรือ? ย. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน. สา. ท่านเห็นว่าสัตว์บุคคลอื่นจากสังขารหรือ? ย. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน. สา. ท่านเห็นว่าสัตว์บุคคลมีในวิญญาณหรือ? ย. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน. สา. ท่านเห็นว่าสัตว์บุคคลอื่นจากวิญญาณหรือ? ย. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน. [๒๐๒] สา. ดูกรยมกะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ท่านเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นสัตว์บุคคลหรือ? ย. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน. [๒๐๓] สา. ดูกรท่านยมกะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ท่านเห็นว่า สัตว์ บุคคลนี้นั้นไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร ไม่มีวิญญาณ หรือ? ย. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน. สา. ดูกรท่านยมกะ ก็โดยที่จริง โดยที่แท้ ท่านจะค้นหาสัตว์บุคคลในขันธ์ ๕ เหล่านี้ ในปัจจุบันไม่ได้เลย ควรแลหรือที่ท่านจะยืนยันว่า เรารู้ทั่วถึงธรรม ตามที่พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงแล้วว่า พระขีณาสพเมื่อตายไปแล้ว ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่เกิดอีก. ย. ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร เมื่อก่อนผมไม่รู้อย่างนี้ จึงได้เกิดทิฏฐิอันชั่วช้าอย่างนั้น แต่ เดี๋ยวนี้ ผมละทิฏฐิอันชั่วช้านั้นได้แล้ว และผมก็ได้บรรลุธรรมแล้วเพราะฟังธรรมเทศนานี้ ของ ท่านพระสารีบุตร. [๒๐๔] สา. ดูกรท่านยมกะ ถ้าชนทั้งหลาย พึงถามท่านอย่างนี้ว่า ท่านยมกะ ภิกษุ ผู้ที่เป็นพระอรหันตขีณาสพ เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเป็นอะไร ท่านถูกถามอย่างนั้น จะพึงกล่าวแก้ ว่าอย่างไร? ย. ข้าแต่ท่านสารีบุตร ถ้าเขาถามอย่างนั้น ผมพึงกล่าวแก้อย่างนี้ว่ารูปแลไม่เที่ยง สิ่ง ใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นดับไปแล้ว ถึงแล้วซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นดับไป แล้ว ถึงแล้วซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้ ข้าแต่ท่านสารีบุตร ผมถูกเขาถามอย่างนั้น พึงกล่าวแก้อย่างนี้. [๒๐๕] สา. ดีละๆ ยมกะ ถ้าอย่างนั้น เราจักอุปมาให้ท่านฟัง เพื่อหยั่งรู้ความข้อ นั้นให้ยิ่งๆ ขึ้น. ดูกรท่านยมกะ เปรียบเหมือนคฤหบดี หรือบุตรของคฤหบดีผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์ มาก มีโภคะมาก และเขารักษาตัวกวดขัน เกิดมีบุรุษคนหนึ่งประสงค์ความพินาศ ประสงค์ความ ไม่เป็นประโยชน์ ประสงค์ความไม่ปลอดภัย อยากจะปลงชีวิตเขาเสีย เขาพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า คฤหบดีและบุตรคฤหบดีนี้ เป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และเขามีการรักษาอย่าง กวดขัน การที่จะอุกอาจปลงชีวิตนี้ ไม่ใช่เป็นการทำได้ง่ายเลย อย่ากระนั้นเลย เราพึงใช้อุบาย ปลงชีวิต. บุรุษนั้น พึงเข้าไปหาคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้นแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ผมขอเป็น คนรับใช้ท่าน. คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้น พึงรับบุรุษนั้นไว้ใช้ เขาพึงรับใช้เรียบร้อยดีทุกประการ คือ มีปรกติตื่นก่อน นอนภายหลัง คอยฟังคำสั่ง ประพฤติให้เป็นที่พอใจ กล่าวแต่วาจาเป็นที่รัก ใคร่ คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้น เชื่อเขาโดยความเป็นมิตร โดยความเป็นสหาย และถึงความ ไว้วางใจในเขา. เมื่อใด บุรุษนั้นพึงคิดว่า คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีไว้ใจเราดีแล้ว เมื่อนั้น บุรุษ นั้นรู้ว่า คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีอยู่ในที่ลับ พึงปลงชีวิตเสียด้วยศาตราอันคม. ท่านยมกะ ท่าน จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ในกาลใด บุรุษนั้นเข้าไปหาคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีโน้นแล้ว กล่าวอย่างนี้ว่า ผมขอรับใช้ท่านแม้ในกาลนั้น เขาก็ชื่อว่าเป็นผู้ฆ่าอยู่แล้ว ก็แต่คฤหบดีหรือบุตร คฤหบดีนั้น หารู้จักบุรุษผู้ฆ่าว่า เป็นผู้ฆ่าเราไม่. ในกาลใด บุรุษนั้นตื่นก่อน นอนภายหลัง คอยฟังคำสั่ง ประพฤติให้เป็นที่พอใจ กล่าวแต่วาจาเป็นที่รักใคร่ แม้ในกาลนั้น เขาก็ชื่อว่าเป็น ผู้ฆ่าอยู่แล้ว ก็แต่คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้น หารู้จักบุรุษผู้ฆ่านั้นว่า เป็นผู้ฆ่าเราไม่. และใน กาลใด บุรุษนั้นรู้ว่า คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้นอยู่ในที่ลับ จึงปลงชีวิตเสียด้วยศาตราอันคม แม้ในกาลนั้น เขาเป็นผู้ฆ่านั่นเอง ก็แต่คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้น หารู้จักบุรุษนั้นว่าเป็นผู้ฆ่า เราไม่. ย. อย่างนั้น ท่าน. [๒๐๖] สา. ดูกรท่านยมกะ ข้ออุปมานี้ฉันใด ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ทั้งหลาย ไม่ฉลาดในอริยธรรม ไม่ได้รับแนะนำในอริยธรรม ไม่ได้เห็นสัตบุรุษทั้งหลาย ไม่ ฉลาดในสัปปุริสธรรม ไม่ได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นรูป โดย ความเป็นตน ย่อมเห็นตนมีรูป ย่อมเห็นรูปในตน หรือย่อมเห็นตนในรูป ย่อมเห็นเวทนา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมเห็นสังขาร โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ย่อมเห็นตนมีวิญญาณ ย่อมเห็นวิญญาณในตน หรือ ย่อมเห็นตนในวิญญาณ. เขาย่อมไม่รู้ชัด ตามความเป็นจริงซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันไม่เที่ยงว่า ไม่เที่ยง ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นทุกข์ว่า เป็นทุกข์ ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นอนัตตาว่า เป็นอนัตตา ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันปัจจัยปรุงแต่งว่า อันปัจจัยแต่ง ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นผู้ฆ่า ว่าเป็นผู้ฆ่า. เขาย่อมเข้าไปถือมั่น ยึดมั่น ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า เป็นตัวตนของเรา. อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ อันปุถุชนนั้นเข้าไปถือมั่น ยึด มั่นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน. [๒๐๗] ดูกรท่านยมกะ ส่วนพระอริยสาวกผู้สดับแล้ว ได้เห็นพระอริยะทั้งหลาย ฉลาด ในอริยธรรม ได้รับแนะนำในอริยธรรมดีแล้ว ได้เห็นสัตบุรุษทั้งหลาย ฉลาดในสัปปุริสธรรม ได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรมดีแล้ว ย่อมไม่เห็นรูป โดยความเป็นตน ย่อมไม่เห็นตนมีรูป ย่อม ไม่เห็นรูปในตน หรือย่อมไม่เห็นตนในรูป ย่อมไม่เห็นเวทนา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ เห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่เห็นสังขาร โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่เห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ย่อมไม่เห็นตนมีวิญญาณ ย่อมไม่เห็นวิญญาณในตน หรือย่อมไม่เห็นตนใน วิญญาณ. เขาย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันไม่เที่ยงว่า ไม่เที่ยง. ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นทุกข์ว่า เป็นทุกข์. ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นอนัตตา ว่า เป็นอนัตตา. ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันปัจจัย ปรุงแต่ง ว่าปัจจัยปรุงแต่ง. ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นผู้ฆ่า ว่าเป็นผู้ฆ่า. เขาย่อมไม่เข้าไปถือมั่น ยึดมั่น ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า เป็นตัวตนของเรา. อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ อันอริยสาวกนั้น ไม่เข้าไปถือมั่น ยึด มั่นแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุขตลอดกาลนาน. ย. ข้าแต่ท่านสารีบุตร ข้อที่เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ของท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ผู้เช่น นั้น เป็นผู้อนุเคราะห์ ใคร่ประโยชน์ เป็นผู้ว่ากล่าวพร่ำสอน ย่อมเป็นอย่างนั้นแท้ ก็แล จิตของผมหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย ไม่ถือมั่น เพราะได้ฟังธรรมเทศนานี้ของท่านสารีบุตร.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น