จารึกประวัติศาสตร์พุทธศาสนาอุษาคเนย์ คณะสงฆ์ไทย–ไทใหญ่ ผนึกพลัง “พุทธสันถวไมตรี” มอบพระไตรปิฎกอักษรไทใหญ่ 10,000 เล่ม ณ วัดอรุณฯ
เมื่อวันที่ 27 มกราคม พุทธศักราช 2567 ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อคณะสงฆ์ไทย นำโดยพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ ประกอบพิธีมอบคัมภีร์พระไตรปิฎกฉบับอักษรไทใหญ่ (Shan Script Tipitaka) จำนวน 10,000 เล่ม ให้แก่คณะสงฆ์ไทใหญ่จากรัฐฉาน สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
เหตุการณ์ดังกล่าวมิได้เป็นเพียงการถวายทานทางวัตถุ หากแต่ถือเป็น “หมุดหมายเชิงยุทธศาสตร์” ที่สะท้อนพัฒนาการขั้นสูงของความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันสงฆ์ข้ามพรมแดน หรือที่นักวิชาการเรียกว่า “พุทธสันถวไมตรี” (Buddhist Diplomacy) ซึ่งเชื่อมโยงมิติศาสนา วัฒนธรรม การศึกษา และภูมิรัฐศาสตร์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลึกซึ้ง
“วัดอรุณ” สัญลักษณ์รุ่งอรุณแห่งอัตลักษณ์ไทใหญ่
การเลือกวัดอรุณราชวราราม พระอารามหลวงชั้นเอก เป็นสถานที่จัดพิธี มีนัยยะเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง ในฐานะ “รุ่งอรุณ” แห่งการเข้าถึงพระพุทธวจนะด้วยภาษาแม่ของชาวไทใหญ่ วันที่ 27 มกราคม 2567 จึงมิใช่เพียงวันประกอบพิธี หากแต่เป็นวันที่อักษรไทใหญ่ได้รับการยอมรับในฐานะพาหนะศักดิ์สิทธิ์ของพระธรรมวินัยในระดับนานาชาติ เทียบเคียงกับอักษรบาลี อักษรสิงหล อักษรพม่า และอักษรไทย
จำนวนคัมภีร์ที่มอบมากถึง 10,000 เล่ม ยังสะท้อนยุทธศาสตร์ “การกระจายเชิงมวลชน” เพื่อให้พระไตรปิฎกเข้าถึงวัดชนบท โรงเรียนปริยัติธรรม และศูนย์การศึกษาพุทธศาสนาทั่วรัฐฉาน แก้ปัญหาการขาดแคลนตำราศาสนาที่ดำรงอยู่มานานหลายทศวรรษ
จากสายสัมพันธ์ล้านนา–ไทใหญ่ สู่ความร่วมมือเชิงสถาบัน
นักวิชาการชี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคณะสงฆ์ไทยและคณะสงฆ์ไทใหญ่มีรากฐานยาวนานตั้งแต่ยุคล้านนา–เชียงตุง ก่อนการกำเนิดรัฐชาติสมัยใหม่ ทั้งสองฝ่ายใช้ “วัฒนธรรมธรรม” ร่วมกัน มีการเดินทางแลกเปลี่ยนพระธรรมวินัยอย่างเสรี โดยมีศูนย์กลางสำคัญที่วัดสวนดอกและวัดป่าแดง จังหวัดเชียงใหม่
หลักฐานเชิงประจักษ์คือ “วัดป่าเป้า” จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์กลางจิตวิญญาณของชาวไทใหญ่ในแผ่นดินไทย ซึ่งยังคงทำหน้าที่ธำรงอัตลักษณ์ภาษา ศิลปะ และประเพณีปอยส่างลองมาจนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม การสร้างรัฐชาติและการรวมศูนย์การศึกษาพระปริยัติธรรมในศตวรรษที่ 20 ทำให้เกิดรอยแยกด้านอักษรและการศึกษา ก่อนจะกลับมาเชื่อมต่ออีกครั้งผ่านการศึกษาของพระสงฆ์ไทใหญ่ในประเทศไทย โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)
“อักษรไทใหญ่” กับเอกราชทางจิตวิญญาณ
หัวใจสำคัญของโครงการคือการพิมพ์พระไตรปิฎกด้วย อักษรไทใหญ่มาตรฐาน ซึ่งช่วยแก้ปัญหาความคลาดเคลื่อนของระบบอักขระเดิม ลดข้อจำกัดของคัมภีร์ใบลาน และเสริมความถูกต้องในการถ่ายทอดภาษาบาลี
นักวิชาการมองว่า การมีพระไตรปิฎกในภาษาของตนเอง เปรียบเสมือนการประกาศ “เอกราชทางจิตวิญญาณ” ของคณะสงฆ์ไทใหญ่ ไม่ต้องพึ่งพาอักษรของรัฐส่วนกลางหรือภาษาอื่นในการเข้าถึงแก่นธรรมอีกต่อไป เป็นการฟื้นฟูอัตลักษณ์ผ่านพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม
มจร.–SSBU กลไกหลักของความร่วมมือ
โครงการนี้เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือเชิงสถาบันระหว่าง
-
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และ
-
มหาวิทยาลัยพุทธศาสนารัฐฉาน (SSBU)
ซึ่งได้ลงนามบันทึกความเข้าใจตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 โดยมีพระพรหมบัณฑิต และ ศ.ดร.พระคำหมาย ธัมมสามิ เป็นแกนกลางการขับเคลื่อน
มจร. ทำหน้าที่เป็นสถาบันพี่เลี้ยงด้านวิชาการ เทคโนโลยีการพิมพ์ และการผลิตบุคลากร ขณะที่ SSBU ทำหน้าที่เป็นผู้รับและกระจายพระไตรปิฎกสู่เครือข่ายการศึกษาทั่วรัฐฉาน ยกระดับคณะสงฆ์ไทใหญ่สู่ความเป็นสากล
Soft Power ทางศาสนา กับภูมิรัฐศาสตร์ลุ่มน้ำโขง
ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์มองว่า การมอบพระไตรปิฎกครั้งนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้ Soft Power ทางศาสนา ของไทย ในการสร้างเสถียรภาพทางวัฒนธรรมตามแนวชายแดน โดยไม่แทรกแซงการเมืองโดยตรง ท่ามกลางการแข่งขันอิทธิพลของมหาอำนาจในภูมิภาค
ความได้เปรียบของไทยอยู่ที่ความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม ภาษา และนิกายเถรวาทกับชาวไทใหญ่ ซึ่งเป็นทุนที่ประเทศอื่นยากจะทดแทนได้
ก้าวสู่อนาคต: จากผู้รับสู่หุ้นส่วน
บทวิเคราะห์ชี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคณะสงฆ์ไทยและไทใหญ่กำลังเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบ “ผู้ให้–ผู้รับ” สู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” และอาจต่อยอดสู่โมเดล “การทูตผ่านอักษร” กับกลุ่มชาติพันธุ์ไตอื่น ๆ ในอนาคต
พิธีมอบพระไตรปิฎกอักษรไทใหญ่ 10,000 เล่ม ณ วัดอรุณราชวราราม จึงมิใช่จุดสิ้นสุด หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่แห่งความร่วมมือทางจิตวิญญาณ ที่ก้าวข้ามพรมแดนรัฐชาติ และตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางพุทธศาสนาเถรวาทของโลก
รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์: พลวัตความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์และศาสนไมตรีระหว่างคณะสงฆ์ไทยกับคณะสงฆ์ไทใหญ่: กรณีศึกษาพิธีมอบพระไตรปิฎกอักษรไทใหญ่ 10,000 เล่ม ณ วัดอรุณราชวราราม
บทคัดย่อผู้บริหาร
เมื่อวันที่ 27 มกราคม พุทธศักราช 2567 ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร ได้เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งในวงการพุทธศาสนาเถรวาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อคณะสงฆ์ไทย โดยการนำของพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ ได้ประกอบพิธีมอบคัมภีร์พระไตรปิฎกฉบับอักษรไทใหญ่ (Shan Script Tipitaka) จำนวน 10,000 เล่ม ให้แก่คณะสงฆ์ไทใหญ่ (Shan Sangha) จากรัฐฉาน สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
รายงานการวิจัยฉบับนี้ นำเสนอการวิเคราะห์เจาะลึกถึงโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคณะสงฆ์ไทยและคณะสงฆ์ไทใหญ่ โดยครอบคลุมมิติทางประวัติศาสตร์ ศาสนศึกษา ภาษาศาสตร์ และภูมิรัฐศาสตร์ โดยใช้กรณีศึกษาการมอบพระไตรปิฎกดังกล่าวเป็นจุดศูนย์กลางในการอธิบายปรากฏการณ์ การวิจัยพบว่าความสัมพันธ์นี้ได้วิวัฒนาการจากความผูกพันเชิงจารีตในระนาบวัฒนธรรมล้านนา-ไทใหญ่ มาสู่ความร่วมมือเชิงสถาบันที่เป็นระบบ ผ่านกลไกของมหาวิทยาลัยสงฆ์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และ มหาวิทยาลัยพุทธศาสนารัฐฉาน (SSBU)
1. บทนำ: ปรากฏการณ์วัดอรุณ 2567 และนัยยะทางประวัติศาสตร์
การทำความเข้าใจความสำคัญของพิธีมอบพระไตรปิฎกอักษรไทใหญ่จำนวน 10,000 เล่ม จำเป็นต้องพิจารณาบริบทที่กว้างกว่าภาพข่าวพิธีกรรม แต่ต้องมองลึกลงไปถึงพลวัตที่ขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จทางโลจิสติกส์และวิชาการในครั้งนี้
1.1 สัญญะแห่งสถานที่และกาลเวลา
พิธีการดังกล่าวจัดขึ้น ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรมหาวิหาร ซึ่งมีความผูกพันกับประวัติศาสตร์กรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์อย่างแนบแน่น การเลือกสถานที่นี้มีนัยยะเชิงสัญลักษณ์ที่สื่อถึง "รุ่งอรุณ" แห่งการตื่นรู้และการเข้าถึงพระธรรมวินัยของชาวไทใหญ่ในยุคสมัยใหม่
จำนวนคัมภีร์ที่มอบให้มีมากถึง 10,000 เล่ม ตัวเลขนี้บ่งชี้ถึงยุทธศาสตร์ "การกระจายตัว" (Mass Distribution) อย่างทั่วถึง เป้าหมายมิใช่เพียงการเก็บรักษาไว้ในหอสมุดกลางของวัดใหญ่ในเมืองเชียงตุงหรือตองจีเท่านั้น แต่คือการส่งต่อไปยังวัดในชนบท โรงเรียนปริยัติธรรม และศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาทั่วรัฐฉาน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนตำราเรียนที่เรื้อรังมานาน
1.2 วัตถุประสงค์และพันธกิจ
วัตถุประสงค์หลักของโครงการตามที่ระบุในเอกสารชั้นต้น คือ เพื่อเจริญศาสนสัมพันธ์อันดีงามระหว่างคณะสงฆ์ไทยและคณะสงฆ์ไทใหญ่
การสร้างมาตรฐานทางอักขระ (Standardization): การพิมพ์พระไตรปิฎกด้วยระบบการพิมพ์สมัยใหม่ จำเป็นต้องมีการชำระอักษรและอักขรวิธีให้เป็นมาตรฐานเดียว ซึ่งช่วยแก้ปัญหาความลักลั่นของระบบการเขียนภาษาไทใหญ่ที่มีมาในอดีต
การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ: การมีพระไตรปิฎกฉบับภาษาแม่ (Mother Tongue) ช่วยให้พระภิกษุสามเณรไทใหญ่สามารถศึกษาพุทธธรรมได้ลึกซึ้งขึ้น โดยลดอุปสรรคทางภาษาที่ต้องผ่านภาษาเมียนมาหรือภาษาไทย
การแสดงบทบาทผู้นำของคณะสงฆ์ไทย: การที่คณะสงฆ์ไทยเป็นผู้ดำเนินการจัดพิมพ์และมอบให้ แสดงถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี รวมถึงบทบาทในฐานะ "พี่ใหญ่" ทางธรรมในภูมิภาคอุษาคเนย์
1.3 กรอบแนวคิดในการวิเคราะห์
รายงานฉบับนี้ใช้กรอบแนวคิด "พุทธสันถวไมตรี" (Buddhist Diplomacy) หรือการทูตวิถีพุทธ ผสมผสานกับแนวคิดเรื่อง "Soft Power" เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น การทูตวิถีพุทธในที่นี้หมายถึงการสร้างความสัมพันธ์ข้ามพรมแดนรัฐชาติโดยใช้กลไกของสถาบันสงฆ์ (Sangha-to-Sangha Relations) ซึ่งมีความยืดหยุ่นและลึกซึ้งกว่าการทูตแบบรัฐต่อรัฐ (State-to-State) โดยเฉพาะในบริบทของเมียนมาที่มีความซับซ้อนทางชาติพันธุ์สูง การเข้าถึงผ่านช่องทางศาสนาจึงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความร่วมมือที่ยั่งยืน
2. บริบททางประวัติศาสตร์: สายสัมพันธ์ล้านนา-ไทใหญ่ และรอยแยกของรัฐชาติ
ความสัมพันธ์ระหว่างคณะสงฆ์ไทยและไทใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานนับศตวรรษ ผ่านพลวัตของการอพยพ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการแบ่งแยกดินแดนในยุคอาณานิคม
2.1 รากเหง้าทางวัฒนธรรมร่วม: ล้านนาและไทเขิน
ในอดีต ก่อนการขีดเส้นพรมแดนรัฐชาติสมัยใหม่ พื้นที่ภาคเหนือของไทย (ล้านนา) และรัฐฉาน (โดยเฉพาะเชียงตุง) มีความสัมพันธ์แนบแน่นในลักษณะเครือญาติทางวัฒนธรรมที่เรียกว่า "วัฒนธรรมธรรม" (Dhamma Culture) ซึ่งใช้อักษรธรรมล้านนาหรืออักษรตัวเมืองในการบันทึกคัมภีร์ทางศาสนาเหมือนกัน
ความสัมพันธ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า คณะสงฆ์ไทย (โดยเฉพาะฝ่ายเหนือ) และคณะสงฆ์ไทใหญ่ ไม่ได้เป็น "คนอื่น" ต่อกัน แต่เป็น "คนใน" วงวัฒนธรรมเดียวกันที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน
2.2 วัดป่าเป้า: ศูนย์กลางจิตวิญญาณไทใหญ่ในแผ่นดินไทย
หลักฐานเชิงประจักษ์ที่สำคัญที่สุดของความสัมพันธ์นี้ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ คือ "วัดป่าเป้า" ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2404 (ค.ศ. 1883) ในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ โดยกลุ่มชาวไทใหญ่ (เงี้ยว) ที่เข้ามาทำสัมปทานป่าไม้
สถาปัตยกรรมแห่งอัตลักษณ์: วัดป่าเป้าเป็นวัดศิลปะไทใหญ่ที่สมบูรณ์แบบ แสดงถึงการดำรงอยู่ของชุมชนไทใหญ่ที่เข้มแข็งในเชียงใหม่
บทบาททางการศึกษา: วัดป่าเป้าทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ "ลิกไท" (อักษรไทใหญ่) และวรรณกรรมไทใหญ่ (Lik Long) มาอย่างต่อเนื่อง เป็นพื้นที่ที่พระสงฆ์ไทใหญ่พลัดถิ่นใช้ในการธำรงรักษาอัตลักษณ์ทางภาษาและศาสนาท่ามกลางกระแสการกลืนกลายทางวัฒนธรรม
ประเพณีปอยส่างลอง: วัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการจัดงานประเพณีบวชลูกแก้ว หรือ "ปอยส่างลอง" ตามแบบแผนไทใหญ่แท้ๆ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าคณะสงฆ์ไทย (ในพื้นที่) ได้เปิดพื้นที่ทางศาสนาให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์อย่างกว้างขวาง
2.3 รอยแยกและการกลับมาเชื่อมต่อ
เมื่อเข้าสู่ยุคการสร้างรัฐชาติ (Nation-State Building) ประเทศไทย (สยาม) ได้ปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์และรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่กรุงเทพฯ มีการบังคับใช้อักษรไทยในการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม ขณะที่รัฐฉานตกอยู่ภายใต้อาณานิคมอังกฤษและต่อมาเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพเมียนมา ทำให้เกิด "รอยแยก" ทางการศึกษาและอักษรธรรม
อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยการคมนาคมที่สะดวกขึ้นและปัญหาความไม่สงบในเมียนมา ทำให้พระภิกษุสามเณรไทใหญ่จำนวนมากเดินทางข้ามพรมแดนเข้ามาศึกษาต่อในประเทศไทย โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) วิทยาเขตเชียงใหม่ และส่วนกลาง ซึ่งกลายเป็นการ "กลับมาเชื่อมต่อ" (Reconnection) ครั้งสำคัญที่นำไปสู่โครงการมอบพระไตรปิฎกในครั้งนี้
3. วิกฤตการณ์ทางอักขระและวรรณกรรม: จาก "ลิกไท" สู่พระไตรปิฎกฉบับพิมพ์
หัวใจสำคัญของโครงการมอบพระไตรปิฎก 10,000 เล่ม คือตัว "อักษรไทใหญ่" (Lik Tai) การทำความเข้าใจความสำคัญของเรื่องนี้ ต้องพิจารณาถึงวิกฤตการณ์ทางภูมิปัญญาที่คณะสงฆ์ไทใหญ่เผชิญ
3.1 ปัญหาของคัมภีร์ใบลานและระบบจารีต
ในอดีต การสืบทอดพระธรรมคำสอนในรัฐฉานกระทำผ่าน "ลิกลอง" (Lik Long) หรือคัมภีร์ใบลาน/กระดาษสาที่คัดลอกด้วยมือโดย "จเร" (Zare) หรือผู้รู้หนังสือ
ความไม่ทั่วถึง: คัมภีร์มีจำนวนจำกัด ไม่สามารถผลิตซ้ำจำนวนมากได้ ทำให้การเข้าถึงความรู้จำกัดอยู่ในวงแคบของพระเถระชั้นผู้ใหญ่หรือจเร
ความผันแปรของอักขระ: อักษรไทใหญ่ในอดีต (Lik Tai Mao, Lik Tai Kao) มีข้อจำกัดในการแทนเสียงภาษาบาลี (Pali Phonetics) อย่างแม่นยำ ทำให้การออกเสียงพระพุทธวจนะอาจคลาดเคลื่อน
ความเสี่ยงต่อการสูญหาย: คัมภีร์ใบลานเสื่อมสภาพตามกาลเวลาและเสียหายจากภัยสงคราม
3.2 การปฏิรูปอักษรและการพิมพ์
ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ได้มีความพยายามในการปฏิรูปอักษรไทใหญ่ (New Shan Script) ให้มีวรรณยุกต์ครบถ้วนและสามารถเขียนคำบาลีได้อย่างถูกต้อง
นวัตกรรมการพิมพ์: การจัดพิมพ์ครั้งนี้ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์สมัยใหม่จากประเทศไทย ซึ่งมีความพร้อมด้านแท่นพิมพ์และกระดาษคุณภาพสูง แตกต่างจากข้อจำกัดในรัฐฉานที่ขาดแคลนทรัพยากร
การถอดอักษร (Transliteration): กระบวนการจัดทำต้องอาศัยการเทียบเคียงจากพระไตรปิฎกฉบับสากล (Roman Script) หรือฉบับสยามรัฐ เพื่อถอดเป็นอักษรไทใหญ่ให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์บาลี ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของนักวิชาการจากทั้งสองฝั่ง
3.3 นัยยะของการมีพระไตรปิฎกฉบับภาษาตนเอง
สำหรับชาวไทใหญ่ การมีพระไตรปิฎกเป็นอักษรของตนเองเปรียบเสมือนการประกาศ "เอกราชทางจิตวิญญาณ" (Spiritual Sovereignty) พวกเขาไม่ต้องพึ่งพาอักษรพม่า (ซึ่งเป็นตัวแทนของอำนาจรัฐส่วนกลางที่ทับซ้อนกับความขัดแย้งทางชาติพันธุ์) หรืออักษรไทยในการเข้าถึงแก่นแท้ของศาสนาอีกต่อไป นี่คือการกู้คืนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านพุทธศาสนา (Cultural Retrieval through Buddhism)
4. สถาปัตยกรรมทางการศึกษา: บทบาทของ มจร. และ SSBU
ความสัมพันธ์ระหว่างคณะสงฆ์ไทยและไทใหญ่ในปัจจุบัน มีลักษณะเป็นความร่วมมือเชิงสถาบัน (Institutional Cooperation) ที่เข้มแข็ง โดยมีแกนกลางอยู่ที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และ มหาวิทยาลัยพุทธศาสนารัฐฉาน (Shan State Buddhist University - SSBU)
4.1 บันทึกความเข้าใจ (MoU) และกรอบความร่วมมือ
ในปี พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018) ได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่าง มจร. และ SSBU ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากความสัมพันธ์ส่วนตัวสู่ความสัมพันธ์ระดับองค์กร
คู่สัญญา: ลงนามโดย พระพรหมบัณฑิต (อธิการบดี มจร. ในขณะนั้น) และ ศ.ดร.พระคำหมาย ธัมมสามิ (อธิการบดี SSBU)
ขอบเขตความร่วมมือ: ครอบคลุมการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ การวิจัยร่วม การจัดประชุมสัมมนา และกิจกรรมทางพุทธศาสนา
ผลสัมฤทธิ์: MoU นี้ทำให้ SSBU สามารถพัฒนาหลักสูตรโดยถอดแบบมาตรฐานจาก มจร. และเปิดโอกาสให้นิสิตจาก SSBU สามารถโอนหน่วยกิตหรือเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษาที่ มจร. ได้อย่างราบรื่น
4.2 มจร. ในฐานะ "พี่เลี้ยง" ทางการศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ดำเนินบทบาทเป็นสถาบันพี่เลี้ยง (Mentor Institution) ให้แก่คณะสงฆ์ไทใหญ่มาอย่างต่อเนื่อง
แหล่งผลิตบุคลากร: พระภิกษุไทใหญ่ระดับผู้นำจำนวนมากเป็นศิษย์เก่าของ มจร. ซึ่งทำให้พวกท่านมีความเข้าใจในระบบการบริหารคณะสงฆ์ไทย ภาษาไทย และวัฒนธรรมไทย เป็นอย่างดี กลายเป็น "ทูตทางวัฒนธรรม" ที่เชื่อมประสานสองแผ่นดิน
ทุนการศึกษา: มจร. มีนโยบายมอบทุนการศึกษาแก่พระภิกษุต่างชาติ รวมถึงพระสงฆ์จากรัฐฉาน เพื่อส่งเสริมให้เกิดศาสนทายาทที่มีคุณภาพ
4.3 มหาวิทยาลัยพุทธศาสนารัฐฉาน (SSBU): ความหวังใหม่แห่งรัฐฉาน
SSBU ก่อตั้งขึ้นโดยวิสัยทัศน์ของพระคำหมาย ธัมมสามิ เพื่อเป็นสถาบันอุดมศึกษาทางพุทธศาสนาแห่งแรกในรัฐฉาน ที่มีการเรียนการสอนด้วยระบบสากล (ใช้ภาษาอังกฤษและภาษาไทใหญ่)
การเชื่อมโยงกับโลกตะวันตก: ผ่านเครือข่ายของพระคำหมายที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด SSBU จึงมีความเชื่อมโยงกับมาตรฐานวิชาการตะวันตก ผสมผสานกับจารีตเถรวาท
บทบาทในพิธีมอบพระไตรปิฎก: SSBU ทำหน้าที่เป็น "ผู้รับ" และ "ผู้กระจาย" พระไตรปิฎก 10,000 เล่มนี้ เพื่อนำไปใช้เป็นตำราเรียนหลักในหลักสูตรการศึกษาของมหาวิทยาลัยและเครือข่ายโรงเรียนปริยัติธรรมในสังกัด
ตารางแสดงเปรียบเทียบบทบาทของสองสถาบันหลัก:
| สถาบัน | บทบาทหลักในโครงการ | จุดแข็ง | เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ |
| มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) | ผู้ให้การสนับสนุน, ต้นแบบหลักสูตร, ผู้ประสานงานการพิมพ์ | ทรัพยากร, เทคโนโลยี, การยอมรับระดับรัฐ | เป็นศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนาโลก (World Buddhist Education Hub) |
| มหาวิทยาลัยพุทธศาสนารัฐฉาน (SSBU) | ผู้รับมอบ, ผู้นำไปใช้จริง, ผู้สร้างมาตรฐานอักษร | เครือข่ายท้องถิ่น, ความชอบธรรมทางชาติพันธุ์, เครือข่ายตะวันตก | ยกระดับการศึกษาคณะสงฆ์ไทใหญ่สู่สากล (Internationalization of Shan Sangha) |
5. ตัวแสดงหลัก: พระพรหมบัณฑิต และ พระคำหมาย ธัมมสามิ
ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากโครงสร้างเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "ภาวะผู้นำ" (Leadership) ของบุคคลสำคัญสองท่านที่เป็นสถาปนิกออกแบบความสัมพันธ์นี้
5.1 พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต): นักยุทธศาสตร์ศาสนสัมพันธ์
พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม และประธานสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก (ICDV) ถือเป็นบุคคลสำคัญที่สุดฝ่ายไทยในการผลักดันโครงการนี้
วิสัยทัศน์สากล: ท่านมีบทบาทสำคัญในการนำคณะสงฆ์ไทยเข้าสู่เวทีโลก ผ่านการจัดงานวิสาขบูชาโลก ซึ่งเป็นการเปิดประตูให้ผู้นำชาวพุทธจากทั่วโลก รวมถึงรัฐฉาน ได้มารวมตัวกันที่ประเทศไทย
การสนับสนุนการศึกษา: ในฐานะอดีตอธิการบดี มจร. ท่านมีนโยบายที่ชัดเจนในการเปิดรับนิสิตต่างชาติและสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัยพุทธศาสนา (IABU) ซึ่งพระคำหมายดำรงตำแหน่งเลขาธิการบริหาร
บทบาทในพิธีมอบ: การที่ท่านเข้าร่วมเป็นเกียรติและกล่าวสัมโมทนียกถาในพิธีมอบพระไตรปิฎก ณ วัดอรุณ เป็นการการันตีความสำคัญของโครงการนี้ในระดับนโยบายของคณะสงฆ์ไทย
5.2 ศาสตราจารย์ ดร.พระคำหมาย ธัมมสามิ: สะพานเชื่อมโลก
ศ.ดร.พระคำหมาย ธัมมสามิ (Oxford Sayadaw) คือบุคคลที่เป็นกุญแจสำคัญในการเชื่อมโยงคณะสงฆ์ไทใหญ่เข้ากับโลกภายนอก
เส้นทางการศึกษา: ท่านเป็นพระภิกษุไทใหญ่ที่บุกเบิกการไปศึกษาต่อต่างประเทศ เริ่มจากไทย ศรีลังกา และจบปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด สหราชอาณาจักร เส้นทางนี้เรียกว่า "Ceylon Journey" ซึ่งกลายเป็นต้นแบบให้พระสงฆ์ไทใหญ่รุ่นหลัง
การก่อตั้งสถาบัน: ท่านเป็นผู้ก่อตั้งวัดพุทธวิหารออกซฟอร์ด (OBV) ในอังกฤษ และ SSBU ในรัฐฉาน รวมถึงมีบทบาทสำคัญในสมาคมมหาวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ (IABU)
การทูตวัฒนธรรม: พระคำหมายใช้สถานะทางวิชาการและความสามารถทางภาษาในการยกระดับสถานะของพุทธศาสนาแบบไทใหญ่ให้เป็นที่ยอมรับในเวทีโลก และดึงดูดความช่วยเหลือจากนานาชาติ โดยเฉพาะจากประเทศไทย
6. ภูมิรัฐศาสตร์พุทธศาสนา: Soft Power และการทูตทางวัฒนธรรม
การมอบพระไตรปิฎก 10,000 เล่ม ไม่สามารถมองข้ามมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ไปได้ ในบริบทที่มหาอำนาจต่างพยายามขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
6.1 ไทยในฐานะศูนย์กลางพุทธศาสนาเถรวาท (Theravada Center)
ประเทศไทยพยายามวางตำแหน่งตัวเองเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาเถรวาทในโลก การสนับสนุนคณะสงฆ์ไทใหญ่ช่วยตอกย้ำสถานะนี้
Soft Power: การใช้พุทธศาสนาเป็นเครื่องมือ Soft Power ช่วยให้ไทยสามารถรักษาอิทธิพลทางวัฒนธรรมและความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมาได้ โดยไม่ต้องเข้าไปแทรกแซงทางการเมืองโดยตรง ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่แยบคายและมีความเสี่ยงต่ำ
ความมั่นคงชายแดน: คณะสงฆ์ที่เข้มแข็งและมีการศึกษาดีในรัฐฉาน ย่อมส่งผลดีต่อเสถียรภาพตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา พระสงฆ์มักเป็นผู้นำชุมชนที่ส่งเสริมสันติภาพและลดปัญหายาเสพติด
6.2 การแข่งขันเพื่อสร้างอิทธิพล (Competition for Influence)
ในขณะที่จีนพยายามใช้นโยบาย "การทูตพุทธศาสนา" (Buddhist Diplomacy) ผ่านนิกายมหายานและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในพุทธสถานเพื่อสนับสนุนโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) และอินเดียพยายามรื้อฟื้นภาษาบาลีและเชื่อมโยงกับพุทธสถานในอินเดีย
ความได้เปรียบของไทย: ไทยมีความได้เปรียบจีนและอินเดียในแง่ของ "ความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม" (Cultural Proximity) กับไทใหญ่ ทั้งด้านภาษา จารีต และนิกายเถรวาท การมอบพระไตรปิฎกอักษรไทใหญ่จึงเป็นการกระชับความสัมพันธ์ที่คู่แข่งอื่นยากจะเลียนแบบได้
7. บทวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์: อนาคตของความสัมพันธ์
จากข้อมูลทั้งหมด สามารถสรุปและวิเคราะห์แนวโน้มในอนาคตได้ดังนี้
7.1 จาก "ผู้รับ" สู่ "หุ้นส่วน"
ความสัมพันธ์กำลังเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบที่คณะสงฆ์ไทใหญ่เป็นเพียง "ผู้รับ" ความช่วยเหลือ มาสู่การเป็น "หุ้นส่วน" ทางยุทธศาสตร์ การมีมหาวิทยาลัยสงฆ์ของตนเอง (SSBU) และมีพระไตรปิฎกฉบับมาตรฐาน จะทำให้คณะสงฆ์ไทใหญ่มีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในอนาคต
7.2 ยุทธศาสตร์ "การทูตผ่านอักษร" (Script Diplomacy)
ความสำเร็จของโครงการพระไตรปิฎกอักษรไทใหญ่อาจนำไปสู่โมเดล "การทูตผ่านอักษร" ที่ขยายผลไปยังกลุ่มชาติพันธุ์ไตอื่น ๆ เช่น ไทลื้อ ไทขึน หรือไทอาหม ซึ่งล้วนต้องการฟื้นฟูอัตลักษณ์ทางภาษาของตน ไทยสามารถใช้ศักยภาพด้านการพิมพ์และวิชาการเป็นศูนย์กลางในการสนับสนุนกลุ่มเหล่านี้ สร้างเครือข่าย "พุทธศาสนาวงศ์ไท" (Pan-Tai Buddhism) ที่เข้มแข็ง
7.3 ความท้าทาย
ความท้าทายในอนาคตอยู่ที่การรักษาความต่อเนื่องของการสนับสนุน และการบริหารจัดการท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมา คณะสงฆ์ไทยต้องระมัดระวังในการวางตัวให้เป็นกลางทางการเมือง แต่ชัดเจนในการสนับสนุนทางศาสนาและมนุษยธรรม
บทสรุป
พิธีมอบพระไตรปิฎกอักษรไทใหญ่ 10,000 เล่ม ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2567 มิใช่จุดสิ้นสุดของโครงการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่แห่งความสัมพันธ์ระหว่างคณะสงฆ์ไทยและคณะสงฆ์ไทใหญ่ เป็นสัญลักษณ์แห่งการผสานพลังระหว่าง "ทุนทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี" ของไทย กับ "ทุนทางศรัทธาและอัตลักษณ์" ของไทใหญ่
ภายใต้การนำของพระพรหมบัณฑิตและพระคำหมาย ธัมมสามิ ความร่วมมือนี้ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดทางพรมแดนและรัฐชาติ สร้างพื้นที่ทางจิตวิญญาณร่วมกันที่เกื้อกูลทั้งสองฝ่าย ไทยได้ยืนยันสถานะความเป็นผู้นำพุทธศาสนาโลก ส่วนไทใหญ่ได้เครื่องมือสำคัญในการธำรงรักษาจิตวิญญาณของบรรพชนไว้อย่างมั่นคงสืบไป
ตารางสรุปข้อมูลสำคัญจากงานวิจัย
| หัวข้อ | รายละเอียด | แหล่งอ้างอิง |
| เหตุการณ์หลัก | พิธีมอบพระไตรปิฎกอักษรไทใหญ่ 10,000 เล่ม | |
| วันที่ | 27 มกราคม 2567 (ค.ศ. 2024) | |
| สถานที่ | วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร | |
| บุคคลสำคัญ (ไทย) | พระพรหมบัณฑิต, พระพรหมวัชรเมธี | |
| บุคคลสำคัญ (ไทใหญ่) | พระคำหมาย ธัมมสามิ (Oxford Sayadaw) | |
| สถาบันที่เกี่ยวข้อง | มจร. (MCU) และ มหาวิทยาลัยพุทธศาสนารัฐฉาน (SSBU) | |
| แนวคิดหลัก | พุทธสันถวไมตรี (Buddhist Diplomacy) | |
| นวัตกรรม | การพิมพ์พระไตรปิฎกด้วยอักษรไทใหญ่มาตรฐาน (Standardized Shan Script) |


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น