วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

คณะสงฆ์ไทย–ไทใหญ่ ผนึกพลัง “พุทธสันถวไมตรี” ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาอุษาคเนย์

 


จารึกประวัติศาสตร์พุทธศาสนาอุษาคเนย์ คณะสงฆ์ไทย–ไทใหญ่ ผนึกพลัง “พุทธสันถวไมตรี” มอบพระไตรปิฎกอักษรไทใหญ่ 10,000 เล่ม ณ วัดอรุณฯ



เมื่อวันที่ 27 มกราคม พุทธศักราช 2567 ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อคณะสงฆ์ไทย นำโดยพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ ประกอบพิธีมอบคัมภีร์พระไตรปิฎกฉบับอักษรไทใหญ่ (Shan Script Tipitaka) จำนวน 10,000 เล่ม ให้แก่คณะสงฆ์ไทใหญ่จากรัฐฉาน สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา


เหตุการณ์ดังกล่าวมิได้เป็นเพียงการถวายทานทางวัตถุ หากแต่ถือเป็น “หมุดหมายเชิงยุทธศาสตร์” ที่สะท้อนพัฒนาการขั้นสูงของความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันสงฆ์ข้ามพรมแดน หรือที่นักวิชาการเรียกว่า “พุทธสันถวไมตรี” (Buddhist Diplomacy) ซึ่งเชื่อมโยงมิติศาสนา วัฒนธรรม การศึกษา และภูมิรัฐศาสตร์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลึกซึ้ง


“วัดอรุณ” สัญลักษณ์รุ่งอรุณแห่งอัตลักษณ์ไทใหญ่

การเลือกวัดอรุณราชวราราม พระอารามหลวงชั้นเอก เป็นสถานที่จัดพิธี มีนัยยะเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง ในฐานะ “รุ่งอรุณ” แห่งการเข้าถึงพระพุทธวจนะด้วยภาษาแม่ของชาวไทใหญ่ วันที่ 27 มกราคม 2567 จึงมิใช่เพียงวันประกอบพิธี หากแต่เป็นวันที่อักษรไทใหญ่ได้รับการยอมรับในฐานะพาหนะศักดิ์สิทธิ์ของพระธรรมวินัยในระดับนานาชาติ เทียบเคียงกับอักษรบาลี อักษรสิงหล อักษรพม่า และอักษรไทย

จำนวนคัมภีร์ที่มอบมากถึง 10,000 เล่ม ยังสะท้อนยุทธศาสตร์ “การกระจายเชิงมวลชน” เพื่อให้พระไตรปิฎกเข้าถึงวัดชนบท โรงเรียนปริยัติธรรม และศูนย์การศึกษาพุทธศาสนาทั่วรัฐฉาน แก้ปัญหาการขาดแคลนตำราศาสนาที่ดำรงอยู่มานานหลายทศวรรษ


จากสายสัมพันธ์ล้านนา–ไทใหญ่ สู่ความร่วมมือเชิงสถาบัน

นักวิชาการชี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคณะสงฆ์ไทยและคณะสงฆ์ไทใหญ่มีรากฐานยาวนานตั้งแต่ยุคล้านนา–เชียงตุง ก่อนการกำเนิดรัฐชาติสมัยใหม่ ทั้งสองฝ่ายใช้ “วัฒนธรรมธรรม” ร่วมกัน มีการเดินทางแลกเปลี่ยนพระธรรมวินัยอย่างเสรี โดยมีศูนย์กลางสำคัญที่วัดสวนดอกและวัดป่าแดง จังหวัดเชียงใหม่

หลักฐานเชิงประจักษ์คือ “วัดป่าเป้า” จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์กลางจิตวิญญาณของชาวไทใหญ่ในแผ่นดินไทย ซึ่งยังคงทำหน้าที่ธำรงอัตลักษณ์ภาษา ศิลปะ และประเพณีปอยส่างลองมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การสร้างรัฐชาติและการรวมศูนย์การศึกษาพระปริยัติธรรมในศตวรรษที่ 20 ทำให้เกิดรอยแยกด้านอักษรและการศึกษา ก่อนจะกลับมาเชื่อมต่ออีกครั้งผ่านการศึกษาของพระสงฆ์ไทใหญ่ในประเทศไทย โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)


“อักษรไทใหญ่” กับเอกราชทางจิตวิญญาณ

หัวใจสำคัญของโครงการคือการพิมพ์พระไตรปิฎกด้วย อักษรไทใหญ่มาตรฐาน ซึ่งช่วยแก้ปัญหาความคลาดเคลื่อนของระบบอักขระเดิม ลดข้อจำกัดของคัมภีร์ใบลาน และเสริมความถูกต้องในการถ่ายทอดภาษาบาลี

นักวิชาการมองว่า การมีพระไตรปิฎกในภาษาของตนเอง เปรียบเสมือนการประกาศ “เอกราชทางจิตวิญญาณ” ของคณะสงฆ์ไทใหญ่ ไม่ต้องพึ่งพาอักษรของรัฐส่วนกลางหรือภาษาอื่นในการเข้าถึงแก่นธรรมอีกต่อไป เป็นการฟื้นฟูอัตลักษณ์ผ่านพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม


มจร.–SSBU กลไกหลักของความร่วมมือ

โครงการนี้เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือเชิงสถาบันระหว่าง

  • มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และ

  • มหาวิทยาลัยพุทธศาสนารัฐฉาน (SSBU)

ซึ่งได้ลงนามบันทึกความเข้าใจตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 โดยมีพระพรหมบัณฑิต และ ศ.ดร.พระคำหมาย ธัมมสามิ เป็นแกนกลางการขับเคลื่อน

มจร. ทำหน้าที่เป็นสถาบันพี่เลี้ยงด้านวิชาการ เทคโนโลยีการพิมพ์ และการผลิตบุคลากร ขณะที่ SSBU ทำหน้าที่เป็นผู้รับและกระจายพระไตรปิฎกสู่เครือข่ายการศึกษาทั่วรัฐฉาน ยกระดับคณะสงฆ์ไทใหญ่สู่ความเป็นสากล


Soft Power ทางศาสนา กับภูมิรัฐศาสตร์ลุ่มน้ำโขง

ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์มองว่า การมอบพระไตรปิฎกครั้งนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้ Soft Power ทางศาสนา ของไทย ในการสร้างเสถียรภาพทางวัฒนธรรมตามแนวชายแดน โดยไม่แทรกแซงการเมืองโดยตรง ท่ามกลางการแข่งขันอิทธิพลของมหาอำนาจในภูมิภาค

ความได้เปรียบของไทยอยู่ที่ความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม ภาษา และนิกายเถรวาทกับชาวไทใหญ่ ซึ่งเป็นทุนที่ประเทศอื่นยากจะทดแทนได้


ก้าวสู่อนาคต: จากผู้รับสู่หุ้นส่วน

บทวิเคราะห์ชี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคณะสงฆ์ไทยและไทใหญ่กำลังเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบ “ผู้ให้–ผู้รับ” สู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” และอาจต่อยอดสู่โมเดล “การทูตผ่านอักษร” กับกลุ่มชาติพันธุ์ไตอื่น ๆ ในอนาคต

พิธีมอบพระไตรปิฎกอักษรไทใหญ่ 10,000 เล่ม ณ วัดอรุณราชวราราม จึงมิใช่จุดสิ้นสุด หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่แห่งความร่วมมือทางจิตวิญญาณ ที่ก้าวข้ามพรมแดนรัฐชาติ และตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางพุทธศาสนาเถรวาทของโลก

รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์: พลวัตความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์และศาสนไมตรีระหว่างคณะสงฆ์ไทยกับคณะสงฆ์ไทใหญ่: กรณีศึกษาพิธีมอบพระไตรปิฎกอักษรไทใหญ่ 10,000 เล่ม ณ วัดอรุณราชวราราม

บทคัดย่อผู้บริหาร

เมื่อวันที่ 27 มกราคม พุทธศักราช 2567 ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร ได้เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งในวงการพุทธศาสนาเถรวาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อคณะสงฆ์ไทย โดยการนำของพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ ได้ประกอบพิธีมอบคัมภีร์พระไตรปิฎกฉบับอักษรไทใหญ่ (Shan Script Tipitaka) จำนวน 10,000 เล่ม ให้แก่คณะสงฆ์ไทใหญ่ (Shan Sangha) จากรัฐฉาน สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เหตุการณ์นี้มิใช่เพียงการบริจาคทานทางวัตถุธรรมเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงพัฒนาการขั้นสูงสุดของ "พุทธสันถวไมตรี" (Buddhist Diplomacy) และความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันสงฆ์ของทั้งสองชาติพันธุ์ที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมและภาษาร่วมกันมาอย่างยาวนาน

รายงานการวิจัยฉบับนี้ นำเสนอการวิเคราะห์เจาะลึกถึงโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคณะสงฆ์ไทยและคณะสงฆ์ไทใหญ่ โดยครอบคลุมมิติทางประวัติศาสตร์ ศาสนศึกษา ภาษาศาสตร์ และภูมิรัฐศาสตร์ โดยใช้กรณีศึกษาการมอบพระไตรปิฎกดังกล่าวเป็นจุดศูนย์กลางในการอธิบายปรากฏการณ์ การวิจัยพบว่าความสัมพันธ์นี้ได้วิวัฒนาการจากความผูกพันเชิงจารีตในระนาบวัฒนธรรมล้านนา-ไทใหญ่ มาสู่ความร่วมมือเชิงสถาบันที่เป็นระบบ ผ่านกลไกของมหาวิทยาลัยสงฆ์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และ มหาวิทยาลัยพุทธศาสนารัฐฉาน (SSBU) ภายใต้การนำของบุคคลสำคัญอย่าง พระพรหมบัณฑิต และ ศ.ดร.พระคำหมาย ธัมมสามิ รายงานฉบับนี้ยังชี้ให้เห็นถึงนัยยะเชิงยุทธศาสตร์ของการใช้ "Soft Power" ทางศาสนาของไทยในการสร้างเสถียรภาพทางวัฒนธรรมในภูมิภาค และการฟื้นฟูอัตลักษณ์ทางภาษาของชาวไทใหญ่ผ่านการพิมพ์พระไตรปิฎกด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่


1. บทนำ: ปรากฏการณ์วัดอรุณ 2567 และนัยยะทางประวัติศาสตร์

การทำความเข้าใจความสำคัญของพิธีมอบพระไตรปิฎกอักษรไทใหญ่จำนวน 10,000 เล่ม จำเป็นต้องพิจารณาบริบทที่กว้างกว่าภาพข่าวพิธีกรรม แต่ต้องมองลึกลงไปถึงพลวัตที่ขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จทางโลจิสติกส์และวิชาการในครั้งนี้

1.1 สัญญะแห่งสถานที่และกาลเวลา

พิธีการดังกล่าวจัดขึ้น ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรมหาวิหาร ซึ่งมีความผูกพันกับประวัติศาสตร์กรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์อย่างแนบแน่น การเลือกสถานที่นี้มีนัยยะเชิงสัญลักษณ์ที่สื่อถึง "รุ่งอรุณ" แห่งการตื่นรู้และการเข้าถึงพระธรรมวินัยของชาวไทใหญ่ในยุคสมัยใหม่ วันที่ 27 มกราคม 2567 จึงมิใช่เพียงวันในปฏิทิน แต่เป็นวันที่จารึกการยอมรับสถานะของ "อักษรไทใหญ่" ในฐานะพาหนะศักดิ์สิทธิ์ที่รองรับพระพุทธวจนะอย่างเป็นทางการในระดับสากล เทียบเท่าอักษรอื่นๆ ในโลกพุทธศาสนาเถรวาท

จำนวนคัมภีร์ที่มอบให้มีมากถึง 10,000 เล่ม ตัวเลขนี้บ่งชี้ถึงยุทธศาสตร์ "การกระจายตัว" (Mass Distribution) อย่างทั่วถึง เป้าหมายมิใช่เพียงการเก็บรักษาไว้ในหอสมุดกลางของวัดใหญ่ในเมืองเชียงตุงหรือตองจีเท่านั้น แต่คือการส่งต่อไปยังวัดในชนบท โรงเรียนปริยัติธรรม และศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาทั่วรัฐฉาน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนตำราเรียนที่เรื้อรังมานาน

1.2 วัตถุประสงค์และพันธกิจ

วัตถุประสงค์หลักของโครงการตามที่ระบุในเอกสารชั้นต้น คือ เพื่อเจริญศาสนสัมพันธ์อันดีงามระหว่างคณะสงฆ์ไทยและคณะสงฆ์ไทใหญ่ แต่เมื่อวิเคราะห์ในเชิงลึก จะพบวัตถุประสงค์แฝงเร้นที่มีน้ำหนักทางยุทธศาสตร์ศาสนา ได้แก่:

  1. การสร้างมาตรฐานทางอักขระ (Standardization): การพิมพ์พระไตรปิฎกด้วยระบบการพิมพ์สมัยใหม่ จำเป็นต้องมีการชำระอักษรและอักขรวิธีให้เป็นมาตรฐานเดียว ซึ่งช่วยแก้ปัญหาความลักลั่นของระบบการเขียนภาษาไทใหญ่ที่มีมาในอดีต

  2. การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ: การมีพระไตรปิฎกฉบับภาษาแม่ (Mother Tongue) ช่วยให้พระภิกษุสามเณรไทใหญ่สามารถศึกษาพุทธธรรมได้ลึกซึ้งขึ้น โดยลดอุปสรรคทางภาษาที่ต้องผ่านภาษาเมียนมาหรือภาษาไทย

  3. การแสดงบทบาทผู้นำของคณะสงฆ์ไทย: การที่คณะสงฆ์ไทยเป็นผู้ดำเนินการจัดพิมพ์และมอบให้ แสดงถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี รวมถึงบทบาทในฐานะ "พี่ใหญ่" ทางธรรมในภูมิภาคอุษาคเนย์

1.3 กรอบแนวคิดในการวิเคราะห์

รายงานฉบับนี้ใช้กรอบแนวคิด "พุทธสันถวไมตรี" (Buddhist Diplomacy) หรือการทูตวิถีพุทธ ผสมผสานกับแนวคิดเรื่อง "Soft Power" เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น การทูตวิถีพุทธในที่นี้หมายถึงการสร้างความสัมพันธ์ข้ามพรมแดนรัฐชาติโดยใช้กลไกของสถาบันสงฆ์ (Sangha-to-Sangha Relations) ซึ่งมีความยืดหยุ่นและลึกซึ้งกว่าการทูตแบบรัฐต่อรัฐ (State-to-State) โดยเฉพาะในบริบทของเมียนมาที่มีความซับซ้อนทางชาติพันธุ์สูง การเข้าถึงผ่านช่องทางศาสนาจึงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความร่วมมือที่ยั่งยืน


2. บริบททางประวัติศาสตร์: สายสัมพันธ์ล้านนา-ไทใหญ่ และรอยแยกของรัฐชาติ

ความสัมพันธ์ระหว่างคณะสงฆ์ไทยและไทใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานนับศตวรรษ ผ่านพลวัตของการอพยพ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการแบ่งแยกดินแดนในยุคอาณานิคม

2.1 รากเหง้าทางวัฒนธรรมร่วม: ล้านนาและไทเขิน

ในอดีต ก่อนการขีดเส้นพรมแดนรัฐชาติสมัยใหม่ พื้นที่ภาคเหนือของไทย (ล้านนา) และรัฐฉาน (โดยเฉพาะเชียงตุง) มีความสัมพันธ์แนบแน่นในลักษณะเครือญาติทางวัฒนธรรมที่เรียกว่า "วัฒนธรรมธรรม" (Dhamma Culture) ซึ่งใช้อักษรธรรมล้านนาหรืออักษรตัวเมืองในการบันทึกคัมภีร์ทางศาสนาเหมือนกัน พระสงฆ์จากเชียงตุงและล้านนาเดินทางไปมาหาสู่กันเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเสรี โดยมีศูนย์กลางการศึกษาสำคัญอยู่ที่วัดสวนดอกและวัดป่าแดงในเชียงใหม่ ซึ่งเป็นตักศิลาทางธรรมที่พระสงฆ์ไทใหญ่และไทเขินให้ความเคารพสูงสุด

ความสัมพันธ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า คณะสงฆ์ไทย (โดยเฉพาะฝ่ายเหนือ) และคณะสงฆ์ไทใหญ่ ไม่ได้เป็น "คนอื่น" ต่อกัน แต่เป็น "คนใน" วงวัฒนธรรมเดียวกันที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน

2.2 วัดป่าเป้า: ศูนย์กลางจิตวิญญาณไทใหญ่ในแผ่นดินไทย

หลักฐานเชิงประจักษ์ที่สำคัญที่สุดของความสัมพันธ์นี้ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ คือ "วัดป่าเป้า" ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2404 (ค.ศ. 1883) ในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ โดยกลุ่มชาวไทใหญ่ (เงี้ยว) ที่เข้ามาทำสัมปทานป่าไม้

  • สถาปัตยกรรมแห่งอัตลักษณ์: วัดป่าเป้าเป็นวัดศิลปะไทใหญ่ที่สมบูรณ์แบบ แสดงถึงการดำรงอยู่ของชุมชนไทใหญ่ที่เข้มแข็งในเชียงใหม่

  • บทบาททางการศึกษา: วัดป่าเป้าทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ "ลิกไท" (อักษรไทใหญ่) และวรรณกรรมไทใหญ่ (Lik Long) มาอย่างต่อเนื่อง เป็นพื้นที่ที่พระสงฆ์ไทใหญ่พลัดถิ่นใช้ในการธำรงรักษาอัตลักษณ์ทางภาษาและศาสนาท่ามกลางกระแสการกลืนกลายทางวัฒนธรรม

  • ประเพณีปอยส่างลอง: วัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการจัดงานประเพณีบวชลูกแก้ว หรือ "ปอยส่างลอง" ตามแบบแผนไทใหญ่แท้ๆ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าคณะสงฆ์ไทย (ในพื้นที่) ได้เปิดพื้นที่ทางศาสนาให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์อย่างกว้างขวาง

2.3 รอยแยกและการกลับมาเชื่อมต่อ

เมื่อเข้าสู่ยุคการสร้างรัฐชาติ (Nation-State Building) ประเทศไทย (สยาม) ได้ปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์และรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่กรุงเทพฯ มีการบังคับใช้อักษรไทยในการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม ขณะที่รัฐฉานตกอยู่ภายใต้อาณานิคมอังกฤษและต่อมาเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพเมียนมา ทำให้เกิด "รอยแยก" ทางการศึกษาและอักษรธรรม พระสงฆ์ไทใหญ่เริ่มหันไปใช้อักษรพม่าหรืออักษรไทใหญ่ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ในขณะที่พระสงฆ์ล้านนาใช้อักษรไทย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยการคมนาคมที่สะดวกขึ้นและปัญหาความไม่สงบในเมียนมา ทำให้พระภิกษุสามเณรไทใหญ่จำนวนมากเดินทางข้ามพรมแดนเข้ามาศึกษาต่อในประเทศไทย โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) วิทยาเขตเชียงใหม่ และส่วนกลาง ซึ่งกลายเป็นการ "กลับมาเชื่อมต่อ" (Reconnection) ครั้งสำคัญที่นำไปสู่โครงการมอบพระไตรปิฎกในครั้งนี้


3. วิกฤตการณ์ทางอักขระและวรรณกรรม: จาก "ลิกไท" สู่พระไตรปิฎกฉบับพิมพ์

หัวใจสำคัญของโครงการมอบพระไตรปิฎก 10,000 เล่ม คือตัว "อักษรไทใหญ่" (Lik Tai) การทำความเข้าใจความสำคัญของเรื่องนี้ ต้องพิจารณาถึงวิกฤตการณ์ทางภูมิปัญญาที่คณะสงฆ์ไทใหญ่เผชิญ

3.1 ปัญหาของคัมภีร์ใบลานและระบบจารีต

ในอดีต การสืบทอดพระธรรมคำสอนในรัฐฉานกระทำผ่าน "ลิกลอง" (Lik Long) หรือคัมภีร์ใบลาน/กระดาษสาที่คัดลอกด้วยมือโดย "จเร" (Zare) หรือผู้รู้หนังสือ ระบบนี้มีข้อจำกัดสำคัญคือ:

  1. ความไม่ทั่วถึง: คัมภีร์มีจำนวนจำกัด ไม่สามารถผลิตซ้ำจำนวนมากได้ ทำให้การเข้าถึงความรู้จำกัดอยู่ในวงแคบของพระเถระชั้นผู้ใหญ่หรือจเร

  2. ความผันแปรของอักขระ: อักษรไทใหญ่ในอดีต (Lik Tai Mao, Lik Tai Kao) มีข้อจำกัดในการแทนเสียงภาษาบาลี (Pali Phonetics) อย่างแม่นยำ ทำให้การออกเสียงพระพุทธวจนะอาจคลาดเคลื่อน

  3. ความเสี่ยงต่อการสูญหาย: คัมภีร์ใบลานเสื่อมสภาพตามกาลเวลาและเสียหายจากภัยสงคราม

3.2 การปฏิรูปอักษรและการพิมพ์

ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ได้มีความพยายามในการปฏิรูปอักษรไทใหญ่ (New Shan Script) ให้มีวรรณยุกต์ครบถ้วนและสามารถเขียนคำบาลีได้อย่างถูกต้อง การพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับอักษรไทใหญ่ 10,000 เล่มในครั้งนี้ จึงเป็นการรับรองสถานะของ "อักษรไทใหญ่มาตรฐาน" (Standardized Shan Script) อย่างเป็นทางการ

  • นวัตกรรมการพิมพ์: การจัดพิมพ์ครั้งนี้ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์สมัยใหม่จากประเทศไทย ซึ่งมีความพร้อมด้านแท่นพิมพ์และกระดาษคุณภาพสูง แตกต่างจากข้อจำกัดในรัฐฉานที่ขาดแคลนทรัพยากร

  • การถอดอักษร (Transliteration): กระบวนการจัดทำต้องอาศัยการเทียบเคียงจากพระไตรปิฎกฉบับสากล (Roman Script) หรือฉบับสยามรัฐ เพื่อถอดเป็นอักษรไทใหญ่ให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์บาลี ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของนักวิชาการจากทั้งสองฝั่ง

3.3 นัยยะของการมีพระไตรปิฎกฉบับภาษาตนเอง

สำหรับชาวไทใหญ่ การมีพระไตรปิฎกเป็นอักษรของตนเองเปรียบเสมือนการประกาศ "เอกราชทางจิตวิญญาณ" (Spiritual Sovereignty) พวกเขาไม่ต้องพึ่งพาอักษรพม่า (ซึ่งเป็นตัวแทนของอำนาจรัฐส่วนกลางที่ทับซ้อนกับความขัดแย้งทางชาติพันธุ์) หรืออักษรไทยในการเข้าถึงแก่นแท้ของศาสนาอีกต่อไป นี่คือการกู้คืนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านพุทธศาสนา (Cultural Retrieval through Buddhism)


4. สถาปัตยกรรมทางการศึกษา: บทบาทของ มจร. และ SSBU

ความสัมพันธ์ระหว่างคณะสงฆ์ไทยและไทใหญ่ในปัจจุบัน มีลักษณะเป็นความร่วมมือเชิงสถาบัน (Institutional Cooperation) ที่เข้มแข็ง โดยมีแกนกลางอยู่ที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และ มหาวิทยาลัยพุทธศาสนารัฐฉาน (Shan State Buddhist University - SSBU)

4.1 บันทึกความเข้าใจ (MoU) และกรอบความร่วมมือ

ในปี พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018) ได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่าง มจร. และ SSBU ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากความสัมพันธ์ส่วนตัวสู่ความสัมพันธ์ระดับองค์กร

  • คู่สัญญา: ลงนามโดย พระพรหมบัณฑิต (อธิการบดี มจร. ในขณะนั้น) และ ศ.ดร.พระคำหมาย ธัมมสามิ (อธิการบดี SSBU)

  • ขอบเขตความร่วมมือ: ครอบคลุมการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ การวิจัยร่วม การจัดประชุมสัมมนา และกิจกรรมทางพุทธศาสนา

  • ผลสัมฤทธิ์: MoU นี้ทำให้ SSBU สามารถพัฒนาหลักสูตรโดยถอดแบบมาตรฐานจาก มจร. และเปิดโอกาสให้นิสิตจาก SSBU สามารถโอนหน่วยกิตหรือเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษาที่ มจร. ได้อย่างราบรื่น

4.2 มจร. ในฐานะ "พี่เลี้ยง" ทางการศึกษา

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ดำเนินบทบาทเป็นสถาบันพี่เลี้ยง (Mentor Institution) ให้แก่คณะสงฆ์ไทใหญ่มาอย่างต่อเนื่อง

  • แหล่งผลิตบุคลากร: พระภิกษุไทใหญ่ระดับผู้นำจำนวนมากเป็นศิษย์เก่าของ มจร. ซึ่งทำให้พวกท่านมีความเข้าใจในระบบการบริหารคณะสงฆ์ไทย ภาษาไทย และวัฒนธรรมไทย เป็นอย่างดี กลายเป็น "ทูตทางวัฒนธรรม" ที่เชื่อมประสานสองแผ่นดิน

  • ทุนการศึกษา: มจร. มีนโยบายมอบทุนการศึกษาแก่พระภิกษุต่างชาติ รวมถึงพระสงฆ์จากรัฐฉาน เพื่อส่งเสริมให้เกิดศาสนทายาทที่มีคุณภาพ

4.3 มหาวิทยาลัยพุทธศาสนารัฐฉาน (SSBU): ความหวังใหม่แห่งรัฐฉาน

SSBU ก่อตั้งขึ้นโดยวิสัยทัศน์ของพระคำหมาย ธัมมสามิ เพื่อเป็นสถาบันอุดมศึกษาทางพุทธศาสนาแห่งแรกในรัฐฉาน ที่มีการเรียนการสอนด้วยระบบสากล (ใช้ภาษาอังกฤษและภาษาไทใหญ่)

  • การเชื่อมโยงกับโลกตะวันตก: ผ่านเครือข่ายของพระคำหมายที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด SSBU จึงมีความเชื่อมโยงกับมาตรฐานวิชาการตะวันตก ผสมผสานกับจารีตเถรวาท

  • บทบาทในพิธีมอบพระไตรปิฎก: SSBU ทำหน้าที่เป็น "ผู้รับ" และ "ผู้กระจาย" พระไตรปิฎก 10,000 เล่มนี้ เพื่อนำไปใช้เป็นตำราเรียนหลักในหลักสูตรการศึกษาของมหาวิทยาลัยและเครือข่ายโรงเรียนปริยัติธรรมในสังกัด

ตารางแสดงเปรียบเทียบบทบาทของสองสถาบันหลัก:

สถาบันบทบาทหลักในโครงการจุดแข็งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)ผู้ให้การสนับสนุน, ต้นแบบหลักสูตร, ผู้ประสานงานการพิมพ์ทรัพยากร, เทคโนโลยี, การยอมรับระดับรัฐเป็นศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนาโลก (World Buddhist Education Hub)
มหาวิทยาลัยพุทธศาสนารัฐฉาน (SSBU)ผู้รับมอบ, ผู้นำไปใช้จริง, ผู้สร้างมาตรฐานอักษรเครือข่ายท้องถิ่น, ความชอบธรรมทางชาติพันธุ์, เครือข่ายตะวันตกยกระดับการศึกษาคณะสงฆ์ไทใหญ่สู่สากล (Internationalization of Shan Sangha)

5. ตัวแสดงหลัก: พระพรหมบัณฑิต และ พระคำหมาย ธัมมสามิ

ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากโครงสร้างเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "ภาวะผู้นำ" (Leadership) ของบุคคลสำคัญสองท่านที่เป็นสถาปนิกออกแบบความสัมพันธ์นี้

5.1 พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต): นักยุทธศาสตร์ศาสนสัมพันธ์

พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม และประธานสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก (ICDV) ถือเป็นบุคคลสำคัญที่สุดฝ่ายไทยในการผลักดันโครงการนี้

  • วิสัยทัศน์สากล: ท่านมีบทบาทสำคัญในการนำคณะสงฆ์ไทยเข้าสู่เวทีโลก ผ่านการจัดงานวิสาขบูชาโลก ซึ่งเป็นการเปิดประตูให้ผู้นำชาวพุทธจากทั่วโลก รวมถึงรัฐฉาน ได้มารวมตัวกันที่ประเทศไทย

  • การสนับสนุนการศึกษา: ในฐานะอดีตอธิการบดี มจร. ท่านมีนโยบายที่ชัดเจนในการเปิดรับนิสิตต่างชาติและสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัยพุทธศาสนา (IABU) ซึ่งพระคำหมายดำรงตำแหน่งเลขาธิการบริหาร

  • บทบาทในพิธีมอบ: การที่ท่านเข้าร่วมเป็นเกียรติและกล่าวสัมโมทนียกถาในพิธีมอบพระไตรปิฎก ณ วัดอรุณ เป็นการการันตีความสำคัญของโครงการนี้ในระดับนโยบายของคณะสงฆ์ไทย

5.2 ศาสตราจารย์ ดร.พระคำหมาย ธัมมสามิ: สะพานเชื่อมโลก

ศ.ดร.พระคำหมาย ธัมมสามิ (Oxford Sayadaw) คือบุคคลที่เป็นกุญแจสำคัญในการเชื่อมโยงคณะสงฆ์ไทใหญ่เข้ากับโลกภายนอก

  • เส้นทางการศึกษา: ท่านเป็นพระภิกษุไทใหญ่ที่บุกเบิกการไปศึกษาต่อต่างประเทศ เริ่มจากไทย ศรีลังกา และจบปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด สหราชอาณาจักร เส้นทางนี้เรียกว่า "Ceylon Journey" ซึ่งกลายเป็นต้นแบบให้พระสงฆ์ไทใหญ่รุ่นหลัง

  • การก่อตั้งสถาบัน: ท่านเป็นผู้ก่อตั้งวัดพุทธวิหารออกซฟอร์ด (OBV) ในอังกฤษ และ SSBU ในรัฐฉาน รวมถึงมีบทบาทสำคัญในสมาคมมหาวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ (IABU)

  • การทูตวัฒนธรรม: พระคำหมายใช้สถานะทางวิชาการและความสามารถทางภาษาในการยกระดับสถานะของพุทธศาสนาแบบไทใหญ่ให้เป็นที่ยอมรับในเวทีโลก และดึงดูดความช่วยเหลือจากนานาชาติ โดยเฉพาะจากประเทศไทย


6. ภูมิรัฐศาสตร์พุทธศาสนา: Soft Power และการทูตทางวัฒนธรรม

การมอบพระไตรปิฎก 10,000 เล่ม ไม่สามารถมองข้ามมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ไปได้ ในบริบทที่มหาอำนาจต่างพยายามขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

6.1 ไทยในฐานะศูนย์กลางพุทธศาสนาเถรวาท (Theravada Center)

ประเทศไทยพยายามวางตำแหน่งตัวเองเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาเถรวาทในโลก การสนับสนุนคณะสงฆ์ไทใหญ่ช่วยตอกย้ำสถานะนี้

  • Soft Power: การใช้พุทธศาสนาเป็นเครื่องมือ Soft Power ช่วยให้ไทยสามารถรักษาอิทธิพลทางวัฒนธรรมและความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมาได้ โดยไม่ต้องเข้าไปแทรกแซงทางการเมืองโดยตรง ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่แยบคายและมีความเสี่ยงต่ำ

  • ความมั่นคงชายแดน: คณะสงฆ์ที่เข้มแข็งและมีการศึกษาดีในรัฐฉาน ย่อมส่งผลดีต่อเสถียรภาพตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา พระสงฆ์มักเป็นผู้นำชุมชนที่ส่งเสริมสันติภาพและลดปัญหายาเสพติด

6.2 การแข่งขันเพื่อสร้างอิทธิพล (Competition for Influence)

ในขณะที่จีนพยายามใช้นโยบาย "การทูตพุทธศาสนา" (Buddhist Diplomacy) ผ่านนิกายมหายานและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในพุทธสถานเพื่อสนับสนุนโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) และอินเดียพยายามรื้อฟื้นภาษาบาลีและเชื่อมโยงกับพุทธสถานในอินเดีย

  • ความได้เปรียบของไทย: ไทยมีความได้เปรียบจีนและอินเดียในแง่ของ "ความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม" (Cultural Proximity) กับไทใหญ่ ทั้งด้านภาษา จารีต และนิกายเถรวาท การมอบพระไตรปิฎกอักษรไทใหญ่จึงเป็นการกระชับความสัมพันธ์ที่คู่แข่งอื่นยากจะเลียนแบบได้


7. บทวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์: อนาคตของความสัมพันธ์

จากข้อมูลทั้งหมด สามารถสรุปและวิเคราะห์แนวโน้มในอนาคตได้ดังนี้

7.1 จาก "ผู้รับ" สู่ "หุ้นส่วน"

ความสัมพันธ์กำลังเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบที่คณะสงฆ์ไทใหญ่เป็นเพียง "ผู้รับ" ความช่วยเหลือ มาสู่การเป็น "หุ้นส่วน" ทางยุทธศาสตร์ การมีมหาวิทยาลัยสงฆ์ของตนเอง (SSBU) และมีพระไตรปิฎกฉบับมาตรฐาน จะทำให้คณะสงฆ์ไทใหญ่มีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในอนาคต

7.2 ยุทธศาสตร์ "การทูตผ่านอักษร" (Script Diplomacy)

ความสำเร็จของโครงการพระไตรปิฎกอักษรไทใหญ่อาจนำไปสู่โมเดล "การทูตผ่านอักษร" ที่ขยายผลไปยังกลุ่มชาติพันธุ์ไตอื่น ๆ เช่น ไทลื้อ ไทขึน หรือไทอาหม ซึ่งล้วนต้องการฟื้นฟูอัตลักษณ์ทางภาษาของตน ไทยสามารถใช้ศักยภาพด้านการพิมพ์และวิชาการเป็นศูนย์กลางในการสนับสนุนกลุ่มเหล่านี้ สร้างเครือข่าย "พุทธศาสนาวงศ์ไท" (Pan-Tai Buddhism) ที่เข้มแข็ง

7.3 ความท้าทาย

ความท้าทายในอนาคตอยู่ที่การรักษาความต่อเนื่องของการสนับสนุน และการบริหารจัดการท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมา คณะสงฆ์ไทยต้องระมัดระวังในการวางตัวให้เป็นกลางทางการเมือง แต่ชัดเจนในการสนับสนุนทางศาสนาและมนุษยธรรม

บทสรุป

พิธีมอบพระไตรปิฎกอักษรไทใหญ่ 10,000 เล่ม ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2567 มิใช่จุดสิ้นสุดของโครงการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่แห่งความสัมพันธ์ระหว่างคณะสงฆ์ไทยและคณะสงฆ์ไทใหญ่ เป็นสัญลักษณ์แห่งการผสานพลังระหว่าง "ทุนทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี" ของไทย กับ "ทุนทางศรัทธาและอัตลักษณ์" ของไทใหญ่

ภายใต้การนำของพระพรหมบัณฑิตและพระคำหมาย ธัมมสามิ ความร่วมมือนี้ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดทางพรมแดนและรัฐชาติ สร้างพื้นที่ทางจิตวิญญาณร่วมกันที่เกื้อกูลทั้งสองฝ่าย ไทยได้ยืนยันสถานะความเป็นผู้นำพุทธศาสนาโลก ส่วนไทใหญ่ได้เครื่องมือสำคัญในการธำรงรักษาจิตวิญญาณของบรรพชนไว้อย่างมั่นคงสืบไป


ตารางสรุปข้อมูลสำคัญจากงานวิจัย

หัวข้อรายละเอียดแหล่งอ้างอิง
เหตุการณ์หลักพิธีมอบพระไตรปิฎกอักษรไทใหญ่ 10,000 เล่ม
วันที่27 มกราคม 2567 (ค.ศ. 2024)
สถานที่วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร
บุคคลสำคัญ (ไทย)พระพรหมบัณฑิต, พระพรหมวัชรเมธี
บุคคลสำคัญ (ไทใหญ่)พระคำหมาย ธัมมสามิ (Oxford Sayadaw)
สถาบันที่เกี่ยวข้องมจร. (MCU) และ มหาวิทยาลัยพุทธศาสนารัฐฉาน (SSBU)
แนวคิดหลักพุทธสันถวไมตรี (Buddhist Diplomacy)
นวัตกรรมการพิมพ์พระไตรปิฎกด้วยอักษรไทใหญ่มาตรฐาน (Standardized Shan Script)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทางสองแพร่งหลังเลือกตั้ง “ดร.มหานิยม เวชกามา” ผู้พิทักษ์พุทธศาสนา

หลังเลือกตั้ง 2569  “ดร.นิยม เวชชากามา” กับโจทย์ใหญ่การเมืองเชิงพุทธในยุคศรัทธาถดถอยและ AI ครองเมือง ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8...