วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เพลง : อนาถปิณฑิกสูตรบริสุทธิ์ด้วยธรรม


เพลง : อนาถปิณฑิกสูตร
บริสุทธิ์ด้วยธรรม

(อินโทร)

ใต้ร่มไม้แห่งเชตวัน
เสียงธรรมยังดังกังวาน
ผู้แสวงคุณมาพบกัน
ในแสงธรรมแห่งพระศาสดา


(ท่อนที่ 1)

ค่ำคืนสงบกลางดวงดาว
เทวบุตรผู้เปล่งรัศมีมา
กราบลงแทบบาทพระศาสดา
ด้วยศรัทธาอันเต็มหัวใจ

กล่าวถึงสวนพระเชตวัน
สถานแห่งธรรมอันยิ่งใหญ่
มีพระธรรมราชาประทับไว้
เป็นสุขใจเหนือสิ่งใดปาน


(พรีฮุค)

มิใช่ชาติกำเนิด
มิใช่ทรัพย์สินเงินทอง
ที่จะทำใจผ่องใส
แต่คือธรรมในหัวใจ


(ฮุค)

คนจะงดงาม เพราะกรรมที่ดี
เพราะศีล เพราะธรรม เพราะชีวีที่งาม
มิใช่เพราะโคตรตระกูลสูงศักดิ์เลิศล้ำ
แต่เพราะใจที่กระทำ ด้วยปัญญาและเมตตา

จงเลือกทางธรรม ด้วยใจแยบคาย
ขัดเกลาหัวใจ ให้พ้นทุกข์โศกา
เหมือนดังพระสารีบุตร ผู้เลิศด้วยปัญญา
นำทางผู้ศรัทธา ข้ามพ้นห้วงทุกข์ไป


(ท่อนที่ 2)

เมื่อรุ่งอรุณส่องฟ้าไกล
พระพุทธองค์ตรัสแก่สงฆ์ทั้งหลาย
เรื่องเทวบุตรผู้มาด้วยแสงประกาย
แล้วหายไปในราตรี

พระอานนท์จึงกราบทูล
ด้วยใจผูกพันในความดี
“เทวบุตรนั้นคงเป็นอนาถบิณฑิกเศรษฐี”
ผู้ศรัทธาในพระสารีบุตรยิ่งนัก


(บริดจ์)

ชีวิตคนไม่ยั่งยืน
ทรัพย์สินก็คืนสู่ดิน
แต่บุญและธรรมที่เคยได้ยิน
จะยังโบยบินอยู่ในใจ

ผู้ให้ทานด้วยศรัทธา
ย่อมงดงามเหนือสิ่งไหน
แม้จากโลกนี้ไป
ธรรมยังส่องแสงไม่เลือนราง


(ฮุคซ้ำ)

คนจะงดงาม เพราะกรรมที่ดี
เพราะศีล เพราะธรรม เพราะชีวีที่งาม
มิใช่เพราะโคตรตระกูลสูงศักดิ์เลิศล้ำ
แต่เพราะใจที่กระทำ ด้วยปัญญาและเมตตา

จงเลือกทางธรรม ด้วยใจแยบคาย
ขัดเกลาหัวใจ ให้พ้นทุกข์โศกา
เหมือนดังพระสารีบุตร ผู้เลิศด้วยปัญญา
นำทางผู้ศรัทธา ข้ามพ้นห้วงทุกข์ไป


(เอาต์โทร)

ใต้แสงธรรมแห่งเชตวัน
ยังมีเสียงแห่งศรัทธา
สอนว่าความบริสุทธิ์นั้น
เกิดจากธรรม…ภายในใจเรา

คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง  

อนาถปิณฑิกสูตรที่ ๑๐
             [๒๗๕] อนาถบิณฑิกเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้
กล่าวคาถาเหล่านี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า
                          ก็พระเชตวันนี้นั้น อันหมู่แห่งท่านผู้แสวงคุณพำนักอยู่
                          พระธรรมราชาก็ประทับอยู่แล้ว เป็นที่ให้เกิดปีติแก่ข้า
                          พระองค์ ฯ
                          สัตว์ทั้งหลาย ย่อมบริสุทธิ์ด้วยส่วน ๕ นี้ คือ กรรม
                          วิชชา ธรรม ศีล และชีวิตอันอุดม หาใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตร
                          หรือทรัพย์ไม่ ฯ
                          เพราะเหตุนั้นแหละ บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์
                          ของตน พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคายอย่างนี้ จึงจะบริสุทธิ์
                          ในธรรมนั้น พระสารีบุตรรูปเดียวเท่านั้น เป็นผู้ประเสริฐ
                          ด้วยปัญญา ศีล และธรรมเครื่องสงบระงับ ภิกษุใดเป็นผู้
                          ถึงซึ่งฝั่ง ภิกษุนั้นก็มีท่านพระสารีบุตรนั้นเป็นอย่างเยี่ยม ฯ
             อนาถบิณฑิกเทวบุตร ครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มี-
*พระภาค ทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ
             [๒๗๖] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค เมื่อล่วงราตรีนั้นแล้ว จึงตรัส
เรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้เทวบุตรองค์หนึ่ง เมื่อราตรี
ปฐมยามสิ้นไปแล้ว มีวรรณงามยิ่งนัก ยังวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้ามาหา
เราถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ก็อภิวาทเราแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
เทวบุตรนั้น ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ในสำนัก
เราว่า
                          ก็พระเชตวันนี้นั้น อันหมู่แห่งท่านผู้แสวงคุณพำนักอยู่
                          พระธรรมราชาก็ประทับอยู่แล้ว เป็นที่ให้เกิดปีติแก่ข้า
                          พระองค์ ฯ
                          สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ด้วยส่วน ๕ นี้ คือ กรรม วิชชา
                          ธรรม ศีล และชีวิตอันอุดม หาใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือ
                          ทรัพย์ไม่ ฯ
                          เพราะเหตุนั้นแหละ บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์
                          ของตน พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคายอย่างนี้ จึงจะบริสุทธิ์
                          ในธรรมนั้น พระสารีบุตรรูปเดียวเท่านั้น เป็นผู้ประเสริฐ
                          ด้วยปัญญา ศีล และธรรมเครื่องสงบระงับ ภิกษุใดเป็นผู้
                          ถึงซึ่งฝั่ง ภิกษุนั้นก็มีท่านพระสารีบุตรนั้นเป็นอย่างเยี่ยม ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวบุตรนั้นครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว ก็อภิวาทเรา ทำ
ประทักษิณแล้ว อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ
             [๒๗๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ได้กราบ-
*ทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เทวบุตรนั้นเห็นจะเป็นอนาถบิณฑิก
เทวบุตรแน่ อนาถบิณฑิกคฤหบดีได้เลื่อมใสยิ่งนักในท่านพระสารีบุตร ฯ
             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ถูกละๆ ดูกรอานนท์ ข้อที่จะพึง
ถึงด้วยการนึกคิดมีประมาณเพียงใดนั้น เธอถึงแล้ว ดูกรอานนท์ ก็เทวบุตรนั้น
คือ อนาถบิณฑิกเทวบุตร ฯ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เปิดมิติ “สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๔” ชี้พระวินัยพุทธกาลวางกลไกป้องกัน “Spiritual Grooming” ไว้แล้วกว่า 2,500 ปี

นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาและนิติศาสตร์ วิเคราะห์ “สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๔” ว่าด้วยการกล่าวสรรเสริญการบำเรอกามของตน ชี้เป็นกฎหมายทางศาสนาที่...