เพลง: ปริญเญยยสูตรรู้ขันธ์ เห็นธรรม
[บทที่ 1]
รูปเกิดขึ้นแล้วก็แปรเปลี่ยน
เวทนาหมุนเวียนไม่เที่ยงแท้
สัญญาจำหมายแล้วผันแปร
สังขารปรุงแต่งไม่หยุดลง
วิญญาณรับรู้สิ่งทั้งหลาย
เกิดขึ้นแล้วคลายตามเหตุผล
หากรู้ขันธ์ห้าอย่างแยบยล
ย่อมเห็นความจริงแห่งชีวิต
[ท่อนก่อนฮุก]
อย่ายึดรูปว่าเป็นตัวเรา
อย่ายึดเวทนาเป็นของเรา
รู้ทันสัญญาและความคิด
ปล่อยจิตให้เห็นตามความจริง
[ฮุก]
รู้ขันธ์ห้า แล้ววางความยึด
รู้ให้ถึงที่สุดแห่งธรรม
สิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ
จิตก็พ้นจากเครื่องครอบงำ
รู้ขันธ์ห้า ด้วยสติและปัญญา
เห็นทุกอย่างเกิดดับตามเหตุ
เมื่อไม่ยึดถือ ไม่หลงในโลก
หนทางแห่งธรรมย่อมนำสู่เสรี
[บทที่ 2]
ความรักความชังล้วนเกิดดับ
ความหลงนั้นทำใจให้มืดมน
เมื่อรู้ทันอารมณ์ของใจตน
ปัญญาย่อมเกิดขึ้นภายใน
ไม่ต้องหนีโลก ไม่ต้องหนีตน
เพียงรู้ทุกข์ทนตามความเป็นจริง
เห็นกายและใจไม่ใช่สิ่งเที่ยงจริง
ความยึดก็คลายจากใจเรา
[ท่อนก่อนฮุก]
รู้เมื่อสุข รู้เมื่อทุกข์
รู้เมื่อรัก รู้เมื่อโกรธ
รู้เมื่อคิด รู้เมื่อหลง
แล้วกลับมามองด้วยปัญญา
[ฮุก]
รู้ขันธ์ห้า แล้ววางความยึด
รู้ให้ถึงที่สุดแห่งธรรม
สิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ
จิตก็พ้นจากเครื่องครอบงำ
รู้ขันธ์ห้า ด้วยสติและปัญญา
เห็นทุกอย่างเกิดดับตามเหตุ
เมื่อไม่ยึดถือ ไม่หลงในโลก
หนทางแห่งธรรมย่อมนำสู่เสรี
[สะพานเพลง]
สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมเปลี่ยน
สิ่งใดหมุนเวียน ย่อมไม่เที่ยงแท้
เพียงรู้ตามจริง ไม่ยึดไม่แปร
ปัญญาจะพาใจสู่ความสงบ
[ฮุกสุดท้าย]
รู้ขันธ์ห้า แล้ววางความยึด
รู้จนถึงที่สุดแห่งธรรม
สิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ
เปิดประตูสู่ความหลุดพ้น
ปริญเญยยธรรม คือสิ่งควรรู้
ปริญญาคือรู้จนกิเลสดับ
ผู้รู้แจ้งคือผู้วางทุกสิ่งลง
ก้าวสู่ความสงบด้วยปัญญา
ปริญเญยยสูตร ชี้ขันธ์ ๕ เป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ หนทางสู่ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ
พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลัก “ปริญเญยยธรรม” แก่พระราธะ ชี้รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็นสิ่งที่ควรทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ขณะที่ “ปริญญา” คือการสิ้นราคะ โทสะ และโมหะ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ปริญเญยยสูตร ว่าด้วยธรรมที่ควรกำหนดรู้ นำเสนอหลักธรรมสำคัญเกี่ยวกับการทำความเข้าใจ “ขันธ์ ๕” และการกำหนดรู้ตามแนวทางพระพุทธศาสนา
เนื้อหาในพระสูตรกล่าวว่า ครั้งหนึ่ง ณ พระนครสาวัตถี ท่านพระราธะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควร พระพุทธเจ้าจึงตรัสกับพระราธะว่า จะทรงแสดง “ปริญเญยยธรรม” คือธรรมอันบุคคลควรกำหนดรู้ “ปริญญา” คือความกำหนดรู้ และ “ปริญญาตาวีบุคคล” คือบุคคลผู้กำหนดรู้
พระราธะรับพระดำรัสแล้ว พระพุทธเจ้าจึงทรงอธิบายว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ล้วนเป็น “ปริญเญยยธรรม” หรือธรรมที่ควรกำหนดรู้
หลักธรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การปฏิบัติธรรมไม่ได้มุ่งให้มนุษย์หลีกหนีหรือปฏิเสธประสบการณ์ของชีวิต แต่เป็นการเรียนรู้ความจริงของสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นประสบการณ์ ได้แก่ รูปหรือส่วนที่เป็นกายและวัตถุ เวทนาหรือความรู้สึก สัญญาหรือการจำหมาย สังขารหรือสภาวะปรุงแต่ง และวิญญาณหรือการรับรู้อารมณ์
เมื่อพิจารณาขันธ์ ๕ อย่างมีสติ ย่อมช่วยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงและสภาพตามความเป็นจริงของสิ่งต่าง ๆ แทนการเข้าไปยึดมั่นว่าเป็น “ตัวเรา” หรือ “ของเรา”
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายต่อไปว่า “ปริญญา” คือความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ และความสิ้นโมหะ กล่าวได้ว่า การกำหนดรู้ในทางธรรมมิใช่เพียงการรู้ข้อมูลหรือการเข้าใจด้วยความคิดเท่านั้น แต่เป็นการรู้จนสามารถคลายเครื่องร้อยรัดของจิตได้
ราคะ หมายถึงความกำหนัด ความติดข้องหรือความอยากยึดถือ
โทสะ หมายถึงความขัดเคือง ความไม่พอใจ หรือความผลักไส
โมหะ หมายถึงความหลง ความไม่รู้ตามความเป็นจริง
ดังนั้น การกำหนดรู้ขันธ์ ๕ จึงมีเป้าหมายลึกไปกว่าการศึกษาองค์ประกอบของชีวิต เพราะเป็นกระบวนการที่นำไปสู่การเห็นความจริงและคลายความยึดมั่น จนกระทั่งราคะ โทสะ และโมหะลดน้อยและสิ้นไป
ส่วน “ปริญญาตาวีบุคคล” พระพุทธเจ้าทรงหมายถึงบุคคลผู้กำหนดรู้ ซึ่งพระสูตรระบุถึง พระอรหันต์ ผู้มีชื่อและโคตรตามสมมติของโลก แต่เป็นผู้ถึงความรู้แจ้งในธรรมจนกิเลสเครื่องเศร้าหมองสิ้นไป
ในมุมมองร่วมสมัย ปริญเญยยสูตรจึงสามารถนำมาเป็นหลักในการพัฒนาสติและปัญญา โดยเริ่มจากการสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในกายและจิตอย่างไม่รีบด่วนตัดสิน เมื่อมีความรู้สึกเกิดขึ้น ก็รู้ว่าเป็นเวทนา เมื่อมีความจำหมายเกิดขึ้น ก็รู้ว่าเป็นสัญญา เมื่อมีความคิดและการปรุงแต่งเกิดขึ้น ก็รู้ว่าเป็นสังขาร และเมื่อมีการรับรู้อารมณ์ ก็รู้ว่าเป็นวิญญาณ
การเห็นเช่นนี้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติแยก “การรู้” ออกจาก “การยึด” และค่อย ๆ ลดการตอบสนองด้วยความอยาก ความโกรธ และความหลง
สาระสำคัญของ ปริญเญยยสูตร จึงอยู่ที่การเปลี่ยนจาก “การรู้จักชีวิต” ไปสู่ “การรู้ชีวิตตามความเป็นจริง” เพราะเมื่อรู้ขันธ์ ๕ อย่างถูกต้อง การยึดมั่นย่อมมีโอกาสคลายลง และเมื่อความยึดมั่นคลายลง จิตย่อมมีหนทางไปสู่ความสงบและความหลุดพ้น
หลักธรรมจากพระสูตรนี้จึงเป็นข้อเตือนใจว่า สิ่งที่ควรรู้ไม่ใช่เพียงสิ่งที่อยู่ภายนอก แต่รวมถึงกาย ความรู้สึก การจำหมาย การปรุงแต่ง และการรับรู้ที่เกิดขึ้นภายในตนเอง และการรู้ที่สมบูรณ์ที่สุด คือรู้จนสามารถดับราคะ โทสะ และโมหะได้
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๔. ปริญเญยยสูตร ว่าด้วยธรรมที่ควรกำหนดรู้ [๓๖๙] พระนครสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท่านพระราธะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคได้ตรัส กะท่านพระราธะว่า ดูกรราธะ เราจักแสดงปริญเญยยธรรม ธรรมอันบุคคลควรกำหนดรู้ ปริญญา ความกำหนดรู้ และปริญญาตาวีบุคคล บุคคลผู้กำหนดรู้ เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว. ท่านพระราธะ รับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรราธะ ปริญเญยย- *ธรรมเป็นไฉน? ดูกรราธะ รูปแลเป็นปริญเญยยธรรม เวทนาเป็นปริญเญยยธรรม สัญญาเป็น ปริญเญยยธรรม สังขารเป็นปริญเญยยธรรม วิญญาณเป็นปริญเญยยธรรม. ดูกรราธะ ธรรม เหล่านี้เรากล่าวว่า ปริญเญยยธรรม: ดูกรราธะ ปริญญาเป็นไฉน? ความสิ้นราคะ ความสิ้น โทสะ ความสิ้นโมหะ. นี้เรากล่าวว่าปริญญา. ดูกรราธะ ปริญญาตาวีบุคคลเป็นไฉน? ผู้ที่เขา พึงเรียกกันว่า พระอรหันต์ คือ ท่านผู้มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้. ดูกรราธะ ผู้นี้เรากล่าวว่า ปริญญาตาวีบุคคล.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น