วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เพลง : สมณพราหมณสูตรเห็นคุณ เห็นโทษ ปล่อยวาง



เพลง : สมณพราหมณสูตรเห็นคุณ เห็นโทษ ปล่อยวาง

[บทที่ 1]
รูปคือกายที่เราเฝ้ายึดถือ
เวทนาคือความรู้สึกในใจ
สัญญาจำหมายสิ่งต่าง ๆ ไว้
สังขารปรุงไปไม่หยุดยั้ง

วิญญาณรับรู้เรื่องราวทั้งหลาย
แล้วใจกลับหมายว่าเป็นของฉัน
เมื่อยึดขันธ์ห้าไว้ทุกคืนวัน
ความทุกข์ก็พลันเกิดขึ้นในใจ

[ท่อนก่อนฮุก]
ลองมองให้เห็นคุณของสิ่งนั้น
ลองมองให้เห็นโทษที่ตามมา
แล้วค้นหาทางออกด้วยปัญญา
ค่อยปล่อยวางความยึดมั่นลง

[ฮุก]
เห็นคุณ เห็นโทษ แล้วรู้ทางออก
ปล่อยสิ่งที่หลอกให้ใจหลงใหล
ไม่ยึดรูป เวทนา สัญญาใด ๆ
ไม่ยึดสังขาร ไม่ยึดวิญญาณ

ผู้มีปัญญาย่อมรู้ตามจริง
ไม่หลงในสิ่งที่ใจต้องการ
เมื่อสลัดอุปาทานจากใจพ้นผ่าน
ความสงบเบิกบานย่อมเกิดขึ้นมา

[บทที่ 2]
มิใช่เพียงชื่อ มิใช่เพียงยศ
มิใช่เพียงปรากฏในโลกภายนอก
ความเป็นสมณะไม่ได้อยู่เพียงเปลือก
แต่อยู่ที่การรู้แจ้งภายใน

ผู้ใดรู้ขันธ์ตามความเป็นจริง
รู้สิ่งที่ยิ่งรู้แล้วปล่อยวางได้
เห็นคุณ เห็นโทษ เห็นทางออกในใจ
ผู้นั้นก้าวไกลบนหนทางธรรม

[ท่อนก่อนฮุก]
เมื่อความยึดเกิดขึ้น จงรู้ทัน
เมื่อความอยากนั้นเกิดขึ้น จงมอง
เมื่อความโกรธเกิดขึ้น จงประคอง
เมื่อความหลงครอบครอง จงใช้ปัญญา

[ฮุก]
เห็นคุณ เห็นโทษ แล้วรู้ทางออก
ปล่อยสิ่งที่หลอกให้ใจหลงใหล
ไม่ยึดรูป เวทนา สัญญาใด ๆ
ไม่ยึดสังขาร ไม่ยึดวิญญาณ

ผู้มีปัญญาย่อมรู้ตามจริง
ไม่หลงในสิ่งที่ใจต้องการ
เมื่อสลัดอุปาทานจากใจพ้นผ่าน
ความสงบเบิกบานย่อมเกิดขึ้นมา

[สะพานเพลง]
ถ้ารู้แต่คุณ แต่ไม่เห็นโทษ
จิตยังหลงโกรธและหลงใหล
ถ้าเห็นทั้งคุณและโทษภายใน
ย่อมเห็นทางไปสู่การปล่อยวาง

[ฮุกสุดท้าย]
สมณะผู้รู้ คือผู้รู้ความจริง
พราหมณ์ผู้ยิ่ง คือผู้สิ้นความหลง
รู้ขันธ์ห้า ไม่ยึดมั่นถือครอง
ปัญญานำครองหัวใจเป็นอิสระ

เห็นคุณ เห็นโทษ เห็นทางสลัด
รู้ชัดตามธรรมไม่หวั่นไหว
เมื่ออุปาทานคลายจากจิตใจ
หนทางแห่งธรรมก็สว่างไสว

สมณพราหมณสูตร ชี้ผู้ควรได้รับการยกย่องต้องรู้เท่าทันอุปาทานขันธ์ ๕

พระพุทธเจ้าทรงสอนพระราธะว่า ผู้สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์ มิใช่เพียงอาศัยเพศหรือชื่อเรียก แต่ต้องรู้ชัดคุณ โทษ และธรรมเครื่องสลัดออกจากอุปาทานขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สมณพราหมณสูตรที่ ๑ ว่าด้วยผู้ควรยกย่องและไม่ควรยกย่องว่าเป็นสมณพราหมณ์ นำเสนอหลักธรรมสำคัญเกี่ยวกับการรู้เท่าทัน “อุปาทานขันธ์ ๕” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการคลายความยึดมั่นในชีวิต

พระสูตรระบุว่า ณ พระนครสาวัตถี พระผู้มีพระภาคทรงตรัสกับท่านพระราธะว่า อุปาทานขันธ์มี ๕ ประการ ได้แก่ อุปาทานขันธ์คือรูป อุปาทานขันธ์คือเวทนา อุปาทานขันธ์คือสัญญา อุปาทานขันธ์คือสังขาร และอุปาทานขันธ์คือวิญญาณ

สาระสำคัญของคำสอนอยู่ที่คำว่า “อุปาทาน” ซึ่งหมายถึงความยึดมั่นถือมั่น เมื่อขันธ์ทั้ง ๕ ถูกยึดว่าเป็นตัวตน เป็นของตน หรือเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ตามปรารถนา ย่อมกลายเป็นฐานให้เกิดความทุกข์และความหวั่นไหวทางจิต

พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่า ผู้ที่ต้องการได้รับการยกย่องว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์อย่างแท้จริง ต้องรู้ชัดถึง คุณ โทษ และธรรมเครื่องสลัดออก แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง

คำว่า “คุณ” ในบริบทของพระสูตร หมายถึงการมองเห็นประโยชน์หรือความน่าพอใจที่ทำให้มนุษย์เข้าไปยึดถือขันธ์ ขณะที่ “โทษ” คือการเห็นข้อเสีย ผลกระทบ และความทุกข์ที่เกิดจากการยึดมั่น ส่วน “ธรรมเครื่องสลัดออก” หมายถึงการรู้แนวทางที่นำไปสู่การปล่อยวางและออกจากความยึดติดนั้น

พระพุทธเจ้าทรงแสดงอย่างชัดเจนว่า หากสมณะหรือพราหมณ์ผู้ใด ไม่รู้ชัดถึงคุณ โทษ และธรรมเครื่องสลัดออกของอุปาทานขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง บุคคลนั้นย่อมไม่ควรได้รับการยกย่องว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ และไม่สามารถทำให้แจ้งถึงประโยชน์แห่งความเป็นสมณะหรือพราหมณ์ด้วยปัญญาอันยิ่งได้ในปัจจุบัน

ในทางกลับกัน หากสมณะหรือพราหมณ์ผู้ใด รู้ชัดถึงคุณ โทษ และธรรมเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง บุคคลนั้นย่อมได้รับการยกย่องว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ และเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ อีกทั้งสามารถทำให้แจ้งถึงประโยชน์แห่งความเป็นสมณะและพราหมณ์ด้วยปัญญาอันยิ่งได้ในปัจจุบัน

หลักธรรมนี้จึงสะท้อนว่า สถานะทางจิตวิญญาณไม่ได้วัดกันเพียงเครื่องแต่งกาย ตำแหน่ง ชื่อเรียก หรือคำประกาศของบุคคล แต่ต้องวัดจากการรู้และการปฏิบัติจริง

สำหรับการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน หลักจากสมณพราหมณสูตรสามารถนำมาประยุกต์ใช้ด้วยการหมั่นพิจารณาว่า สิ่งที่เรากำลังยึดถืออยู่นั้นมีคุณอย่างไร มีโทษอย่างไร และมีวิธีใดที่จะคลายความยึดมั่นลงได้

เมื่อเกิดความยึดมั่นในร่างกาย ก็ให้พิจารณารูปตามความเป็นจริง เมื่อเกิดความยึดติดในความสุขหรือความทุกข์ ก็พิจารณาเวทนา เมื่อยึดติดกับความทรงจำและการให้ความหมาย ก็พิจารณาสัญญา เมื่อยึดติดกับความคิด ความปรุงแต่ง และเจตนาต่าง ๆ ก็พิจารณาสังขาร และเมื่อยึดติดกับการรับรู้ ก็พิจารณาวิญญาณตามความเป็นจริง

หัวใจของพระสูตรจึงมิใช่เพียงการถามว่า “ใครเป็นสมณะหรือพราหมณ์” แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่า บุคคลควรพัฒนาปัญญาจนรู้เท่าทันสิ่งที่ตนเองยึดถือ เพราะเมื่อเห็นคุณ เห็นโทษ และเห็นทางออกจากความยึดมั่นได้อย่างถูกต้อง ย่อมเป็นหนทางไปสู่ความเป็นอิสระทางจิตใจ

สมณพราหมณสูตรจึงฝากข้อคิดสำคัญว่า ผู้ควรได้รับการยกย่องมิใช่ผู้มีเพียงสถานะภายนอก แต่คือผู้มีปัญญาเห็นความจริงของอุปาทานขันธ์ ๕ และสามารถสลัดความยึดมั่นออกจากจิตได้

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๕. สมณพราหมณสูตรที่ ๑
ว่าด้วยผู้ควรยกย่องและไม่ควรยกย่องว่าเป็นสมณพราหมณ์
[๓๗๐] พระนครสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระราธะว่า ดูกรราธะ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้. ๕ ประการเป็นไฉน? คือ อุปาทานขันธ์คือรูป ๑ อุปาทานขันธ์คือ เวทนา ๑ อุปาทานขันธ์ คือสัญญา ๑ อุปาทานขันธ์คือสังขาร ๑ อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ ๑ ดูกรราธะ ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่รู้ชัดซึ่งคุณ โทษ และธรรมเครื่องสลัด ออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่ได้ รับยกย่องว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือไม่ได้รับยกย่องว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ อนึ่ง ท่านเหล่านั้นจะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ไม่ได้เลย. [๓๗๑] ดูกรราธะ ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ชัดซึ่งคุณ โทษ และ ธรรมเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ประการ ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น แล ย่อมได้รับยกย่องว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ และได้รับยกย่องว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ อนึ่ง ท่านเหล่านั้นย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ และประโยชน์แห่งความเป็น พราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ได้ด้วย.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพลง: ฉันทราคสูตรตัดรากความยึดมั่น

 [ บทที่ ๑] รูปที่เห็น เวทนาที่เกิด สัญญาที่เปิด เรื่องราวในใจ สังขารปรุงแต่ง วิญญาณรับรู้ไป หากใจยึดไว้ ทุกข์ก็เกิดตามมา ความพอใจ ความกำหนั...