[บทที่ ๑]
รูปที่เห็น เวทนาที่เกิด
สัญญาที่เปิด เรื่องราวในใจ
สังขารปรุงแต่ง วิญญาณรับรู้ไป
หากใจยึดไว้ ทุกข์ก็เกิดตามมา
ความพอใจ ความกำหนัดเพลิดเพลิน
ความอยากที่เพิ่ม ยิ่งเติมปัญหา
จงรู้เท่าทัน ทุกสิ่งที่เข้ามา
อย่าให้ตัณหา ครอบครองหัวใจ
[ก่อนฮุก]
สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น แล้วก็แปรเปลี่ยน
อย่ายึดอย่าเวียนอยู่ในความหลง
เมื่อเห็นตามจริง จิตจะมั่นคง
ค่อย ๆ ปลดปลง ความยึดถือทั้งปวง
[ฮุก]
ตัดรากความยึดมั่น
ตัดรากความอยากในใจ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณทั้งหลาย
รู้แล้วปล่อยไป ไม่ยึดเอามาครอง
ตัดรากความกำหนัด
ไม่ให้ความทุกข์งอกขึ้นอีกครั้ง
เหมือนตาลยอดด้วน ถูกตัดรากจนสิ้นพลัง
ไม่เกิดซ้ำอีกดัง ความยึดมั่นในใจ
[บทที่ ๒]
อย่าให้จิตเข้าไปพักพิง
อย่าให้ความจริง กลายเป็นของเรา
สิ่งที่พบเห็น เพียงเกิดแล้วดับไป
เมื่อใจเข้าใจ ก็คลายความยึดถือ
ความเข้าถึง ความตั้งอยู่ ความอาศัย
หากจิตยังไป ยึดไว้ไม่ห่าง
จงมีสติ มองทุกอย่างตามทาง
เกิดขึ้นแล้วจาง ไม่เที่ยงยั่งยืน
[สะพานเพลง]
ไม่ต้องหนีโลก ไม่ต้องหนีสิ่งใด
เพียงดูหัวใจ เมื่อความอยากเกิดขึ้น
รู้ว่า “นี่คือความอยาก” แล้วไม่เดินตามมัน
สติคือแสงสว่าง นำใจให้พ้นทุกข์
[ฮุกสุดท้าย]
ตัดรากความยึดมั่น
ตัดรากความอยากในใจ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณทั้งหลาย
รู้แล้วปล่อยไป ไม่ยึดเอามาครอง
เมื่อรากแห่งตัณหา
ถูกตัดด้วยปัญญาและสติ
ความทุกข์ย่อมคลาย จิตย่อมเป็นอิสระ
ก้าวสู่ความสงบ ด้วยธรรมแห่งพระพุทธองค์
ฉันทราคสูตร ชี้ทางพ้นทุกข์ด้วยการละความพอใจและความยึดมั่นในขันธ์ ๕
กรุงเทพฯ — หลักธรรมจาก ฉันทราคสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สะท้อนแนวทางสำคัญของพระพุทธศาสนาในการคลายความยึดติดและนำจิตออกจากวงจรแห่งความทุกข์ โดยพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ พระราธะ ณ พระนครสาวัตถี เน้นการละ “ฉันทราคะ” หรือความพอใจและความกำหนัดที่มีต่อขันธ์ ๕
ใน ฉันทราคสูตรที่ ๑ พระพุทธเจ้าทรงสอนพระราธะให้ละความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน และความทะยานอยากใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เมื่อสามารถละสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเด็ดขาด สิ่งที่เคยเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวของจิตก็ย่อมถูกตัดราก ไม่สามารถกลับมาก่อเกิดขึ้นได้อีก เปรียบเสมือน ต้นตาลที่ถูกตัดยอดจนไม่สามารถงอกขึ้นมาใหม่
หลักธรรมดังกล่าวไม่ได้มุ่งหมายเพียงการปฏิเสธสิ่งต่าง ๆ ที่ปรากฏในชีวิต แต่เป็นการเปลี่ยนความสัมพันธ์ของจิตกับสิ่งที่รับรู้ กล่าวคือ มนุษย์ยังคงเห็นรูป ได้ยินเสียง รับรู้ความรู้สึก และมีความคิดตามธรรมชาติ แต่ต้องไม่ปล่อยให้จิตเข้าไปยึดถือว่าเป็น “ตัวเรา” หรือ “ของเรา” จนเกิดความกำหนัด ความเพลิดเพลิน และความทะยานอยาก
ขณะที่ ฉันทราคสูตรที่ ๒ ขยายหลักธรรมให้ลึกยิ่งขึ้น โดยพระพุทธเจ้าทรงสอนให้ละไม่เพียงความพอใจและความกำหนัด แต่รวมถึง ความเข้าถึง ความยึดมั่น อันเป็นที่ตั้ง ที่อยู่ และที่อาศัยแห่งจิต ในขันธ์ ๕ ด้วย
สาระสำคัญจึงอยู่ที่การไม่ปล่อยให้ขันธ์ทั้ง ๕ กลายเป็นฐานที่จิตเข้าไปพักพิงและยึดถือ เมื่อจิตถอนความยึดมั่นออกจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณได้ ความผูกพันที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ก็ย่อมถูกทำลายลง
นักปฏิบัติธรรมสามารถนำหลักจากฉันทราคสูตรมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยเริ่มจากการรู้เท่าทันว่า เมื่อเกิดความชอบ ไม่ชอบ ความเพลิดเพลิน ความอยาก หรือความยึดมั่นขึ้นในใจ ควรมีสติพิจารณาตามความเป็นจริง ไม่รีบเข้าไปเป็นเจ้าของอารมณ์นั้น
หัวใจของฉันทราคสูตรจึงอยู่ที่ “การละเหตุแห่งความยึดติด” มากกว่าการหลีกหนีโลก เพราะสิ่งที่ต้องตัดรากคือความกำหนัดและความยึดมั่นของจิต เมื่อรากถูกตัด ความทุกข์ที่อาศัยรากนั้นเกิดขึ้นก็ย่อมไม่มีโอกาสงอกกลับมาได้อีก
ธรรมบทนี้จึงเป็นข้อเตือนใจร่วมสมัยว่า ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งกระตุ้นความอยากและความพอใจ การมีสติรู้เท่าทันขันธ์ ๕ และไม่ปล่อยให้จิตเข้าไปยึดติด อาจเป็นหนทางสำคัญในการสร้างความสงบภายใน และนำไปสู่การหลุดพ้นจากความทุกข์ตามหลักพระพุทธศาสนา
๙. ฉันทราคสูตรที่ ๑ ว่าด้วยการละฉันทราคะในขันธ์ ๕ [๓๗๕] พระนครสาวัตถี พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระราธะว่า ดูกรราธะ เธอ จงสละความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากในรูปเสีย ด้วยอาการอย่างนี้ รูปนั้นจักเป็นของอันเธอละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เธอจงละความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยาน อยาก ในเวทนา ... ในสัญญา ... ในสังขาร ... ในวิญญาณเสีย ด้วยอาการอย่างนี้ วิญญาณนั้น จักเป็นธรรมชาติอันเธอละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา.๑๐. ฉันทราคสูตรที่ ๒ ว่าด้วยการละฉันทราคะในขันธ์ ๕ [๓๗๖] พระนครสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคตรัสกะท่านพระราธะว่า ดูกรราธะ เธอจงละ ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก ความเข้าถึง ความยึดมั่น อันเป็น ที่ตั้ง ที่อยู่ ที่อาศัยแห่งจิตในรูปเสีย ด้วยอาการอย่างนี้ รูปนั้น จักเป็นของอันเธอละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา. เธอจงละความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก ความเข้าถึง ความยึดมั่น อันเป็นที่ตั้ง ที่อยู่ ที่อาศัยแห่งจิตในเวทนา ... ในสัญญา ... ในสังขาร ... ในวิญญาณเสีย ด้วยอาการอย่างนี้ วิญญาณนั้น จักเป็นธรรมชาติอันเธอละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็น เหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น