วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เน้นพุทธธรรมกับสันติภาพโลก! “ณพลเดช” ชู Walk for Peace นำพุทธธรรมสู่เวทีโลก มอบ World Peace Award “พระปัญญากร” ย้ำสันติภาพเริ่มจากจิตใจ


 

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง จ.เชียงราย และอดีตอนุกรรมาธิการพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า วันนี้ตนได้เข้าร่วมงาน World Peace Award International Conference 2026 ณ Stockholm Concert Hall กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน และมีโอกาสร่วมมอบโล่รางวัลแก่ พระภิกษุปัญญากร หรือ Venerable Bhikkhu Paññākāra (Sư Tuệ Nhân) พระสงฆ์เถรวาทเชื้อสายเวียดนาม-อเมริกัน ผู้นำโครงการ Walk for Peace ซึ่งเป็นพระรูปสำคัญที่นำคณะพระสงฆ์เดินเท้าระยะทางประมาณ 2,300 ไมล์ หรือราว 3,700 กิโลเมตร จากเมือง Fort Worth รัฐเท็กซัส ไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อเผยแพร่แนวคิดเรื่องสันติภาพ เมตตา กรุณา การไม่ใช้ความรุนแรง และการเจริญสติ โดยนายณพลเดชกล่าวว่า การมอบรางวัลครั้งนี้มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่พระปัญญากรและคณะพระสงฆ์ Walk for Peace ทำ ไม่ใช่เพียงการพูดถึง “สันติภาพ” แต่เป็นการนำคำสอนทางพระพุทธศาสนามาสู่การปฏิบัติจริงผ่านการเดินจงกรม เดินอย่างมีสติ และพบปะผู้คนต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา และต่างวัฒนธรรมตลอดเส้นทาง



“สิ่งที่น่าสนใจคือ พระสงฆ์กลุ่มนี้ไม่ได้เดินเพื่อแข่งขันกับใคร ไม่ได้เดินเพื่อแสดงอำนาจ และไม่ได้เดินเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง แต่เดินเพื่อทำให้ผู้คนกลับมามองเห็นว่า สันติภาพต้องเริ่มจากจิตใจของแต่ละคนก่อน จึงจะขยายไปสู่ครอบครัว ชุมชน ประเทศ และสังคมโลกได้” นายณพลเดชกล่าว พร้อมระบุว่า โครงการ Walk for Peace เริ่มออกเดินทางจากรัฐเท็กซัสเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 และเดินทางถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยเส้นทางครอบคลุมหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา ระยะทางประมาณ 2,300 ไมล์ และได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชนและสื่อมวลชนระดับนานาชาติ มีผู้คนจำนวนมากออกมาต้อนรับคณะพระสงฆ์ตลอดเส้นทาง จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ผู้คนยังคงแสวงหาความหมายของคำว่า “สันติภาพ” และพร้อมเปิดใจรับแนวทางที่นำเสนอผ่านความสงบ เมตตา และการไม่เบียดเบียน



นายณพลเดชกล่าวต่อว่า ปรากฏการณ์ Walk for Peace สะท้อนว่าโลกกำลังต้องการ “สันติภาพที่สัมผัสได้” มากกว่าการประกาศสันติภาพบนเวทีการเมือง เพราะปัจจุบันโลกกำลังเผชิญทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเหลื่อมล้ำ การแย่งชิงทรัพยากร การเอารัดเอาเปรียบระหว่างกลุ่มคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน ตลอดจนปัญหายาเสพติด อาชญากรรม ความเครียด และการเสื่อมถอยของศีลธรรมในสังคม “เมื่อคนจำนวนหนึ่งอยู่ในภาวะขาดแคลน ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมีทรัพยากรและโอกาสมากกว่า ช่องว่างทางสังคมก็เพิ่มขึ้น หากไม่มีหลักธรรมและระบบคุณธรรมเข้ามาช่วยกำกับ สังคมย่อมเกิดความขัดแย้ง ดังนั้นสันติภาพจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการหยุดยิง แต่หมายถึงการทำให้มนุษย์รู้จักเคารพกัน มีเมตตาต่อกัน และรู้จักควบคุมความโลภ ความโกรธ และความหลงของตนเองด้วย”

นายณพลเดชกล่าวว่า อีกบุคคลหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อเวทีครั้งนี้คือ พระวิเทศปุญญาภรณ์ ดร. หรือพระมหาบุญทิน เทาศิริ ประธานสงฆ์วัดพุทธาราม ประเทศสวีเดน และผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน World Peace Award และงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุโรปอย่างต่อเนื่อง โดยแนวคิดสำคัญของเวทีสันติภาพดังกล่าวคือ “World Peace begins within ourselves” หรือ “สันติภาพของโลกเริ่มต้นจากภายในตัวเราเอง” ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับหลักพระพุทธศาสนาที่มองว่าการสร้างสันติภาพภายนอกต้องเริ่มจากการฝึกจิตใจภายในของมนุษย์ สำหรับการจัดงาน World Peace Award 2026 ระหว่างวันที่ 21–25 สิงหาคม 2569 ที่กรุงสตอกโฮล์ม ยังมีกิจกรรมการประชุม การเดิน Walk for Peace กิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม และกิจกรรมต่อเนื่องในกรุงสตอกโฮล์มและกรุงทาลลินน์ ประเทศเอสโตเนีย ซึ่งสะท้อนความพยายามเชื่อมโยงพระพุทธศาสนา ศาสนาอื่น ๆ ศิลปวัฒนธรรม และภาคประชาชนเข้าด้วยกันภายใต้แนวคิดเรื่องสันติภาพ

นายณพลเดชมองว่า ประวัติของพระวิเทศปุญญาภรณ์มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะเส้นทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุโรปของท่านมีรากฐานเชื่อมโยงกับวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร โดยข้อมูลประวัติระบุว่า พระมหาบุญทินเคยเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ และต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระวิเทศปุญญาภรณ์” ขณะปฏิบัติศาสนกิจเป็นประธานสงฆ์วัดพุทธาราม เมืองวาร์มเดอร์ ประเทศสวีเดน ขณะเดียวกัน ประวัติของวัดพุทธารามยังระบุถึงความเกี่ยวข้องกับสายงานพระธรรมทูตของวัดสระเกศ ทำให้เมื่อพิจารณาในมิติประวัติศาสตร์การเผยแผ่พระพุทธศาสนา จะเห็นเส้นทางที่น่าสนใจจากวัดสระเกศในประเทศไทย สู่พระธรรมทูตไทย วัดพุทธารามในสวีเดน และต่อยอดมาสู่เวที World Peace Award ซึ่งนำพระพุทธศาสนาเข้าไปมีส่วนร่วมในเครือข่ายสันติภาพนานาชาติ

นายณพลเดชกล่าวว่า สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือการนำ “หนังสือประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) และบันทึกว่าด้วยคดีความพระเถระวัดสระเกศ” มาเผยแพร่และแจกจ่ายแก่ผู้เข้าร่วมงานบางส่วน ซึ่งตนเห็นว่าเป็นการนำประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาไทยไปสื่อสารกับผู้คนในเวทีนานาชาติ เพราะสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นพระมหาเถระที่มีบทบาทสำคัญต่อการพระธรรมทูตไปต่างประเทศและการวางรากฐานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไทยในต่างแดน การนำหนังสือดังกล่าวมาแจกในงานสันติภาพโลกจึงไม่ได้มีความหมายเพียงการเผยแพร่หนังสือ แต่เป็นการบอกเล่าให้ชาวต่างประเทศได้เห็นว่า แนวคิดเรื่องการนำพระธรรมออกไปสร้างประโยชน์แก่สังคมโลกนั้นมีรากฐานอยู่ในงานพระพุทธศาสนาไทยมาอย่างยาวนาน

“ผมเห็นว่าหนังสือประวัติสมเด็จเกี่ยวและบันทึกคดีวัดสระเกศมีความหมายกับงานนี้ เพราะหนังสือไม่ได้พูดเฉพาะเรื่องความสำเร็จของพระมหาเถระ แต่ยังบันทึกช่วงเวลาที่พระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ต้องเผชิญกับปัญหาและความขัดแย้งด้วย การนำเรื่องราวเหล่านี้มาเผยแพร่จึงเป็นบทเรียนว่า แม้สถาบันพระพุทธศาสนาจะต้องเผชิญกับวิกฤตและความขัดแย้ง แต่สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้จากอดีต การฟื้นฟู และการนำหลักธรรมกลับมาทำหน้าที่เพื่อสังคม” นายณพลเดชกล่าว

นายณพลเดชยังกล่าวว่า หากมองภาพใหญ่ของบทบาทพระสงฆ์ไทยในยุคปัจจุบัน ก็สามารถเห็นแนวคิดที่สอดคล้องกันกับบทบาทของสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี หรือ “สมเด็จธงชัย” พระเถระผู้มีบทบาทสำคัญในงานคณะสงฆ์และการส่งเสริมคุณธรรมในสังคม โดยเฉพาะแนวทางการนำหลักศีลธรรมไปสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในระดับชุมชน ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวคิดของ World Peace Award ที่มองว่าสันติภาพต้องเริ่มจากตัวมนุษย์เอง อย่างไรก็ตาม นายณพลเดชย้ำว่า จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ในขณะนี้ ยังไม่พบหลักฐานว่า สมเด็จธงชัยเป็นผู้จัดงานหรือมีบทบาทโดยตรงใน World Peace Award 2026 ดังนั้นไม่ควรกล่าวให้เกิดความเข้าใจว่าเป็นองค์กรเดียวกันหรือมีความสัมพันธ์โดยตรง แต่สามารถมองในเชิงหลักการได้ว่า แนวคิดเรื่อง “ศีลธรรม–สันติสุข–การเผยแผ่พระพุทธศาสนา” มีจุดร่วมที่สำคัญในการนำหลักธรรมมาใช้แก้ไขปัญหาของสังคม

นายณพลเดชกล่าวอีกว่า หากย้อนกลับไปดูเครือข่ายพระธรรมทูตและงานสันติภาพในยุโรป ก็พบว่ามีพระเถระและพระธรรมทูตไทยหลายรูปที่เข้ามามีบทบาทในเวทีดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพระพรหมสิทธิซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับสายงานวัดสระเกศ และเคยได้รับรางวัล Peace Ambassador Award ในปี 2561 จากงานประชุมสันติภาพโลกที่ประเทศสวีเดนจากผลงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ จึงสะท้อนให้เห็นว่าการนำหลักพุทธธรรมไปสร้างความเข้าใจระหว่างศาสนาและสร้างสันติสุขในระดับนานาชาติไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นภารกิจที่มีพัฒนาการต่อเนื่อง

“ผมอยากให้สังคมมองเรื่องนี้ในเชิงหลักการมากกว่ามองเพียงตัวบุคคล เพราะภารกิจของพระสงฆ์ที่ทำงานด้านสันติภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศมีจุดร่วมเดียวกัน คือการนำหลักศีลธรรมกลับมาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาสังคม และสิ่งที่ Walk for Peace ทำให้เห็นอย่างชัดเจนก็คือ สันติภาพไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเวทีใหญ่หรือโต๊ะเจรจาระหว่างประเทศ แต่อาจเริ่มจากพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งที่เดินอย่างสงบ มีสติ และพบปะผู้คนด้วยเมตตา”

นายณพลเดชกล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ทำให้ Walk for Peace มีความน่าสนใจคือการทำให้แนวคิดเรื่องสันติภาพ “เดินได้จริง” เพราะพระสงฆ์ไม่ได้เพียงกล่าวคำว่าสันติภาพ แต่ใช้ร่างกาย เวลา ความอดทน และการปฏิบัติธรรมเป็นเครื่องมือสื่อสารกับสังคม พระปัญญากรและคณะพระสงฆ์เดินจากเท็กซัสถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ผ่านความเหน็ดเหนื่อยและพบผู้คนมากมาย แต่สิ่งที่นำเสนอคือเมตตา สติ และการไม่เบียดเบียน ซึ่งเป็นพลังทางศาสนาที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินหรืออาวุธ แต่สามารถทำให้คนแปลกหน้าหยุดมาพบกัน และทำให้คนต่างศาสนาสามารถยืนอยู่ข้างกันได้

“การมอบ World Peace Award แก่พระปัญญากรจึงไม่ควรมองเพียงว่าเป็นการมอบโล่ให้แก่พระสงฆ์รูปหนึ่ง แต่ควรมองว่าเป็นการให้กำลังใจแก่พระสงฆ์ผู้ทำคุณงามความดีและนำพระธรรมมาสู่การปฏิบัติจริง ขณะเดียวกัน การนำหนังสือประวัติสมเด็จเกี่ยวและบันทึกคดีวัดสระเกศมาเผยแพร่ในเวทีเดียวกัน ก็เป็นการเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน จากพระมหาเถระผู้วางรากฐานงานพระธรรมทูตไทย ไปสู่พระสงฆ์รุ่นใหม่ที่กำลังนำหลักธรรมออกไปสื่อสารกับโลกผ่านการเดินเพื่อสันติภาพ”

นายณพลเดชกล่าวว่า ภาพที่เกิดขึ้นในกรุงสตอกโฮล์มจึงมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง เพราะด้านหนึ่งคือพระปัญญากรและคณะ Walk for Peace ซึ่งแสดงให้เห็นว่า “สันติภาพต้องเดินได้” ส่วนอีกด้านหนึ่งคือการนำหนังสือประวัติสมเด็จเกี่ยวและเรื่องราวของวัดสระเกศมาเผยแพร่ ซึ่งสะท้อนว่า “สันติภาพมีรากฐานทางประวัติศาสตร์และคุณธรรม” เมื่อสองสิ่งนี้มาพบกันบนเวทีเดียวกัน จึงเกิดเป็นภาพของการเชื่อมต่อระหว่างรากฐานพระพุทธศาสนาไทย งานพระธรรมทูตในต่างประเทศ และขบวนการสันติภาพร่วมสมัยของโลก

ทั้งนี้ World Peace Award 2026 จัดขึ้นที่ Stockholm Concert Hall ระหว่างวันที่ 21–25 สิงหาคม 2569 โดยมีการประชุมหลักในวันที่ 22 สิงหาคม และมีกิจกรรม Walk for Peace รวมถึงกิจกรรมด้านวัฒนธรรมและการเดินทางต่อไปยังกรุงทาลลินน์ ประเทศเอสโตเนีย โดยนายณพลเดชมองว่า เวทีดังกล่าวไม่เพียงเป็นพื้นที่สำหรับมอบรางวัล แต่ยังเป็นพื้นที่ที่พระพุทธศาสนาและแนวคิดเรื่องคุณธรรมสามารถเข้าไปมีบทบาทในการสนทนากับปัญหาของโลกยุคใหม่ และย้ำเตือนว่า ท่ามกลางสงคราม ความเหลื่อมล้ำ และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั่วโลก สันติภาพที่ยั่งยืนอาจต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจของมนุษย์ ก่อนที่จะขยายออกไปสู่ครอบครัว ชุมชน ประเทศ และประชาคมโลก


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เน้นพุทธธรรมกับสันติภาพโลก! “ณพลเดช” ชู Walk for Peace นำพุทธธรรมสู่เวทีโลก มอบ World Peace Award “พระปัญญากร” ย้ำสันติภาพเริ่มจากจิตใจ

  เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง จ.เชียงราย และอดีตอนุกรรมาธิการพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า วั...