[ท่อนนำ]
ณ เชตวันอันสงบใต้ร่มไม้
พระศาสดาตรัสธรรมส่องทางใจ
เรื่องราวแห่งชีวิตที่เวียนไป
ในวัฏสงสารอันยาวไกลไร้จุดจบ
อวิชชาปิดบังดวงตาให้หลงทาง
ตัณหาสร้างพันธนาการไม่รู้จบ
เร่ร่อนเกิดดับนับภพชาติไม่เคยครบ
ดั่งคลื่นซัดสู่ฝั่งแล้วหวนคืน
[ท่อนที่ 1]
เมื่อเห็นผู้คนเปี่ยมสุขและรุ่งเรือง
มีทรัพย์เฟื่องฟู มีเกียรติและศักดิ์ศรี
มีผู้รายล้อมด้วยความรักและไมตรี
ดั่งชีวิตนี้ไม่มีทุกข์ใดเข้ามา
พระองค์ทรงสอนให้มองลึกกว่านั้น
อย่าหลงมัวเมากับภาพแห่งคุณค่า
เพราะสุขเช่นนั้นเคยเป็นของเรามา
ในกาลเวลาที่ยาวนานเกินนับได้
[ท่อนก่อนฮุก]
กี่ครั้งเคยเป็นผู้มั่งคั่ง
กี่ครั้งเคยอยู่ท่ามกลางผู้คนยกย่อง
กี่ครั้งเคยสมหวังดังใจปอง
แล้วทุกสิ่งก็ผ่านพ้นไปเหมือนสายลม
[ท่อนฮุก]
สุขเคยมีมาแล้วในวันเก่า
ทุกความงดงามเคยผ่านเข้ามาเสมอ
อย่ายึดติดกับสิ่งที่ได้พบเจอ
เพราะทุกอย่างล้วนแปรเปลี่ยนตามเวลา
จงใช้ปัญญาเหนือความหลงใหล
ใช้หัวใจเหนือการแสวงหา
ให้เอไอรับใช้มนุษย์ด้วยเมตตา
สร้างสันติภาพให้โลกก้าวเดินร่วมกัน
[ท่อนที่ 2]
โลกยุคใหม่เต็มไปด้วยข้อมูล
เทคโนโลยีเพิ่มพูนอย่างสร้างสรรค์
เอไอเรียนรู้เรื่องราวนับอนันต์
แต่ต้องมีคุณธรรมกำกับทาง
หากมนุษย์หลงในอำนาจและผลประโยชน์
ความก้าวหน้าอาจกลายเป็นรอยร้าว
แต่หากใช้เพื่อแบ่งปันเรื่องราว
โลกจะก้าวสู่สันติสุขอย่างยั่งยืน
[ท่อนเชื่อม]
เมื่อรู้ว่าความสุขไม่ใช่ของถาวร
ใจจะอ่อนโยนต่อเพื่อนมนุษย์มากขึ้น
ไม่อิจฉา ไม่แข่งขันจนกล้ำกลืน
แต่ยื่นมือช่วยกันสร้างวันใหม่
[ท่อนฮุก]
สุขเคยมีมาแล้วในวันเก่า
ทุกความงดงามเคยผ่านเข้ามาเสมอ
อย่ายึดติดกับสิ่งที่ได้พบเจอ
เพราะทุกอย่างล้วนแปรเปลี่ยนตามเวลา
จงใช้ปัญญาเหนือความหลงใหล
ใช้หัวใจเหนือการแสวงหา
ให้เอไอรับใช้มนุษย์ด้วยเมตตา
สร้างสันติภาพให้โลกก้าวเดินร่วมกัน
[ท่อนจบ]
เมื่อมองเห็นความจริงแห่งชีวิต
ไม่ยึดติดทั้งสุข ทุกข์ หรือความฝัน
ใช้ปัญญาเป็นแสงส่องทางทุกวัน
ก้าวข้ามวัฏจักรแห่งความผูกพัน
ดั่งคำสอนจากสุขิตสูตรอันยิ่งใหญ่
ให้เข้าใจความสุขอย่างสร้างสรรค์
มนุษย์และเอไอร่วมแบ่งปัน
สู่สันติภาพนิรันดร์ของโลกใบเดียว
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๒. สุขิตสูตร
[๔๔๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ... แล้วได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่ สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็น เครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ... เธอทั้งหลาย เห็นบุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยความสุข มีบริวารคอยรับใช้ พึงลงสันนิษฐานใน บุคคลนี้ว่า เราทั้งหลายก็เคยเสวยสุขเห็นปานนี้มาแล้วโดยกาลนานนี้ ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารกำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ พอเพื่อ จะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น