เพลง : เวปุลลปัพพตสูตรภูเขาที่เปลี่ยนชื่อ
[ท่อนนำ]
บนยอดคิชฌกูฏกลางสายลมพัดผ่าน
พระศาสดาตรัสธรรมสะท้อนกาลเวลา
มองภูเขาเวปุลละที่ตั้งตระหง่านมา
แล้วชี้ให้เห็นคุณค่าของความเปลี่ยนแปลง
แม้ขุนเขาสูงใหญ่ดั่งนิรันดร์
ยังไม่อาจต้านวันคืนที่หมุนไป
ชื่อเก่าหายไปพร้อมผู้คนรุ่นก่อนใคร
เหลือเพียงบทเรียนฝากไว้แก่โลก
[ท่อนที่ 1]
ครั้งหนึ่งเคยชื่อปาจีนวังสะ
ผู้คนชื่อติวระอายุยืนยาว
สี่หมื่นปีผ่านไปดุจเรื่องราว
วันนี้เหลือเพียงเงาในความทรงจำ
ครั้งหนึ่งเคยชื่อวงกฏ
ชาวโรหิตัสสะเคยอยู่ในยุคนั้น
สามหมื่นปีผ่านพ้นตามคืนวัน
ไม่มีสิ่งใดหยุดกาลเวลาได้เลย
[ท่อนก่อนฮุก]
สุปัสสะเคยงดงามในอดีต
ชาวสุปปิยาเคยมีชีวิตรุ่งเรือง
แต่ทุกสิ่งล้วนดับไปตามกฎของเมือง
แห่งสังขารที่ไม่อาจยืนยง
[ท่อนฮุก]
ภูเขาที่เปลี่ยนชื่อยังสอนเรา
ว่าไม่มีสิ่งใดเป็นของเราอย่างแท้จริง
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปทุกสิ่ง
คือความจริงที่โลกหมุนเวียน
เมื่อเข้าใจความไม่เที่ยงแห่งชีวิต
จะไม่หลงติดในอำนาจและชื่อเสียง
ใช้เอไอด้วยปัญญาและสำเนียง
แห่งเมตตาที่หล่อเลี้ยงสันติภาพ
[ท่อนที่ 2]
วันนี้คือยุคของข้อมูลและเครือข่าย
เอไอเรียนรู้ได้ไกลกว่าที่เคยฝัน
แต่แม้เทคโนโลยีจะก้าวทัน
ก็ยังเปลี่ยนแปลงทุกวันไม่ต่างกัน
ซอฟต์แวร์ใหม่แทนที่ของเมื่อวาน
นวัตกรรมกลายเป็นตำนานในวันหน้า
ดั่งชื่อภูเขาที่เปลี่ยนไปตามเวลา
เตือนให้รู้ว่าความยั่งยืนอยู่ที่คุณธรรม
[ท่อนเชื่อม]
สารีบุตร โมคคัลลานะผู้เลิศล้ำ
ยังเป็นเพียงบทหนึ่งของกาลเวลา
พระพุทธองค์ยังตรัสถึงวันที่ล่วงมา
และวันที่แม้พระองค์ก็ปรินิพพาน
ไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่เหนือความจริง
ไม่มีสิ่งใดหลีกพ้นความแปรผัน
เมื่อเข้าใจธรรมชาติอันสำคัญ
ใจจะคลายจากการยึดมั่นถือมั่น
[ท่อนฮุก]
ภูเขาที่เปลี่ยนชื่อยังสอนเรา
ว่าไม่มีสิ่งใดเป็นของเราอย่างแท้จริง
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปทุกสิ่ง
คือความจริงที่โลกหมุนเวียน
เมื่อเข้าใจความไม่เที่ยงแห่งชีวิต
จะไม่หลงติดในอำนาจและชื่อเสียง
ใช้เอไอด้วยปัญญาและสำเนียง
แห่งเมตตาที่หล่อเลี้ยงสันติภาพ
[ท่อนจบ]
ปาจีนวังสะ วงกฏ และสุปัสสะ
เหลือเพียงเสียงสะท้อนจากวันเก่า
เวปุลละในวันนี้ก็ไม่ต่างจากเรื่องราว
ที่จะผ่านไปตามกาลเวลา
แต่ความดีงามและปัญญาที่เข้าใจ
ยังส่องทางให้โลกก้าวเดินข้างหน้า
มนุษย์และเอไอร่วมรักษาคุณค่า
แห่งเมตตา ความจริง และสันติธรรม
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงแท้
เกิดแล้วดับไปเป็นธรรมดา
เมื่อใจสงบจากการยึดติดทั้งปวงนา
สันติสุขจะปรากฏเหนือกาลเวลา
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๑๐. เวปุลลปัพพตสูตร
[๔๕๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขต พระนครราชคฤห์ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร- *ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ดังนี้ ฯ [๔๕๗] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้ กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มี ตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว เวปุลลบรรพตนี้ได้ชื่อว่า ปาจีนวังสะ สมัยนั้นแล หมู่มนุษย์ได้ชื่อว่า ติวรา หมู่มนุษย์ชื่อติวรา มีอายุประมาณสี่หมื่นปี หมู่มนุษย์ชื่อติวราขึ้นปาจีนวังสบรรพตเป็นเวลา ๔ วัน ลงก็เป็นเวลา ๔ วัน สมัย พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า กกุสันธ เสด็จอุบัติขึ้น ในโลก พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธ มีพระสาวก คู่หนึ่ง เป็นคู่เลิศ เป็นคู่เจริญ ชื่อว่าวิธูระ และสัญชีวะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงดูเถิด ชื่อแห่งภูเขานี้นั้นแล อันตรธานไปแล้ว มนุษย์เหล่านั้นกระทำ กาละไปแล้ว และพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นก็ปรินิพพานแล้ว สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยงอย่างนี้ ไม่ยั่งยืนอย่างนี้ ไม่น่าชื่นใจอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุ เพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ [๔๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ภูเขาเวปุลละนี้มีชื่อว่า วงกฏ สมัยนั้นแล หมู่มนุษย์มีชื่อว่า โรหิตัสสะ มีอายุประมาณสามหมื่นปี มนุษย์ชื่อว่าโรหิตัสสะขึ้นวงกฏบรรพตเป็นเวลา ๓ วัน ลงก็เป็นเวลา ๓ วัน สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโกนาคมนะ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โกนา- *คมนะ มีพระสาวกคู่หนึ่ง เป็นคู่เลิศ เป็นคู่เจริญ ชื่อว่าภิยโยสและอุตตระ ดูกร- *ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงดูเถิด ชื่อแห่งภูเขานี้นั้นแลอันตรธานไปแล้ว มนุษย์ เหล่านั้นทำกาละไปแล้ว และพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นก็ปรินิพพานแล้ว สังขาร ทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้ ฯลฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ [๔๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว เวปุลลบรรพตนี้มีชื่อว่า สุปัสสะ สมัยนั้นแล หมู่มนุษย์มีชื่อว่าสุปปิยา หมู่มนุษย์ชื่อสุปปิยามีอายุประมาณ สองหมื่นปี หมู่มนุษย์ที่ชื่อว่าสุปปิยาขึ้นสุปัสสบรรพต เป็นเวลา ๒ วัน ลงก็เป็น เวลา ๒ วัน สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า กัสสป เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนาม ว่ากัสสป ได้มีพระสาวกคู่หนึ่ง เป็นคู่เลิศ เป็นคู่เจริญ ชื่อว่าติสสและภารทวาชะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงดูเถิด ชื่อแห่งภูเขานี้นั้นแลอันตรธานไปแล้ว มนุษย์เหล่านั้นกระทำกาละไปแล้ว และพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นก็ปรินิพพาน แล้ว สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้ ฯลฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ [๔๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บัดนี้แล ภูเขาเวปุลละนี้มีชื่อเวปุลละทีเดียว ก็บัดนี้หมู่มนุษย์เหล่านี้มีชื่อว่ามาคธ หมู่มนุษย์ที่ชื่อมาคธมีอายุน้อย นิดหน่อย ผู้ใด มีชีวิตอยู่นาน ผู้นั้นมีอายุเพียงร้อยปี น้อยกว่าก็มี เกินกว่าก็มี หมู่มนุษย์ชื่อมาคธ ขึ้นเวปุลลบรรพตเพียงครู่เดียว ลงก็เพียงครู่เดียว และบัดนี้ พระอรหันตสัมมา- *สัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ก็เราแลมีสาวกคู่หนึ่ง เป็นคู่ เลิศ เป็นคู่เจริญ ชื่อสารีบุตรและโมคคัลลานะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยนั้นก็ จักมี และชื่อแห่งบรรพตนี้จักอันตรธาน หมู่มนุษย์เหล่านี้จักทำกาละ และเราก็ จักปรินิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้ ไม่ยั่งยืนอย่างนี้ ไม่น่าชื่นใจอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อ หน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ [๔๖๑] พระผู้มีพระภาค ผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้ จบลงแล้ว จึงตรัสพระคาถาประพันธ์ต่อไปว่า ปาจีนวังสบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อติวระ วงกฏบรรพตของหมู่ มนุษย์ชื่อโรหิตัสสะ สุปัสสบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อสุปปิยา และเวปุลลบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อมาคธ สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ มีอันเกิดขึ้นแลเสื่อมไปเป็นธรรมดา ครั้นเกิด ขึ้นแล้วย่อมดับไป ความที่สังขารเหล่านั้นสงบระงับไป เป็นสุข ดังนี้ ฯ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น