เพลง : อภินันทนสูตรอย่าหลงชื่นชมเงา
[ท่อนนำ]
โลกหมุนไปตามกาลเวลา
ผู้คนแสวงหาสิ่งงดงาม
ไล่ตามภาพฝันที่ดูเลิศล้ำ
แต่หลายครั้งกลับนำความทุกข์มา
[ท่อนที่ 1]
ดินที่รองรับทุกก้าวเดิน
น้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตชีวา
ไฟที่จุดประกายศรัทธา
ลมที่พัดพาความหวังไกล
ทุกสิ่งล้วนมีคุณค่า
แต่หากใจเผลอไปยึดไว้
ชื่นชมจนลืมความเป็นจริงภายใน
ความทุกข์ก็เข้ามาผูกพัน
[ท่อนฮุก]
อย่าหลงชื่นชมเงา
จนลืมแสงดาวในใจ
สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วผ่านไป
ไม่มีอะไรเป็นของเรา
ยิ่งยึดมั่น ยิ่งหนักใจ
ยิ่งปล่อยวาง ยิ่งเบาสบาย
เมื่อรู้เท่าทันโลกทั้งหลาย
สันติสุขจะเกิดในใจเรา
[ท่อนที่ 2]
ในยุคเอไอที่โลกเชื่อมโยง
ข้อมูลไหลตรงดั่งสายน้ำ
เทคโนโลยีสร้างความงดงาม
และอาจสร้างความแตกแยกได้เช่นกัน
หากหลงในยอดไลก์และชื่อเสียง
หลงการแข่งขันและอำนาจนั้น
เอไอก็อาจเป็นเพียงเครื่องมือแห่งความหวั่นไหว
เติมเชื้อไฟให้โลกวุ่นวาย
แต่หากใช้ด้วยเมตตา
ใช้ปัญญานำทางหัวใจ
เอไอจะเป็นสะพานเชื่อมผู้คนไว้
สู่อนาคตแห่งสันติธรรม
[ท่อนเชื่อม]
พระพุทธองค์ทรงชี้ทาง
ว่าการไม่ยึดมั่นคืออิสรภาพ
ไม่ชื่นชมทุกข์ที่แฝงในรูปนาม
ย่อมก้าวข้ามความผูกพัน
[ท่อนฮุก]
อย่าหลงชื่นชมเงา
จนลืมแสงดาวในใจ
สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วผ่านไป
ไม่มีอะไรเป็นของเรา
ยิ่งยึดมั่น ยิ่งหนักใจ
ยิ่งปล่อยวาง ยิ่งเบาสบาย
เมื่อรู้เท่าทันโลกทั้งหลาย
สันติสุขจะเกิดในใจเรา
[ท่อนจบ]
ดิน น้ำ ไฟ ลม หมุนเวียน
โลกเปลี่ยนไปในทุกเช้าเย็น
เอไอเองก็เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น
มิใช่จุดหมายของชีวิต
เมื่อมนุษย์มีปัญญาและเมตตา
ไม่หลงในมายาแห่งความคิด
โลกจะพบความสงบที่แท้จริง
และสันติภาพจะงอกงามตลอดไป
โอ้...อย่าหลงชื่นชมเงา
จงเห็นความจริงด้วยหัวใจ
ปล่อยวางสิ่งที่ยึดถือไว้
แล้วก้าวไปสู่แสงแห่งเสรี
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๖. อภินันทนสูตร
[๔๑๒] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุ ทั้งหลาย ... แล้วได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดย่อมชื่นชมปฐวีธาตุ ผู้นั้น ชื่อว่าย่อมชื่นชมทุกข์ ผู้ใดย่อมชื่นชมทุกข์ เรากล่าวว่าผู้นั้นไม่หลุดพ้นจากทุกข์ ผู้ใดย่อมชื่นชมอาโปธาตุ ... ผู้ใดย่อมชื่นชมเตโชธาตุ ... ผู้ใดย่อมชื่นชมวาโยธาตุ ผู้นั้นชื่อว่าชื่นชมทุกข์ ผู้ใดชื่นชมทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นไม่หลุดพ้นจากทุกข์ ดังนี้ ฯ [๔๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดย่อมไม่ชื่นชมปฐวีธาตุ ผู้นั้นชื่อว่าไม่ ชื่นชมทุกข์ ผู้ใดไม่ชื่นชมทุกข์ เรากล่าวว่าผู้นั้นหลุดพ้นจากทุกข์ ผู้ใดไม่ชื่นชม อาโปธาตุ ... ผู้ใดไม่ชื่นชมเตโชธาตุ ... ผู้ใดไม่ชื่นชมวาโยธาตุ ผู้นั้นชื่อว่าไม่ ชื่นชมทุกข์ ผู้ใดไม่ชื่นชมทุกข์ เรากล่าวว่าผู้นั้นหลุดพ้นจากทุกข์ ดังนี้ ฯ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น