เพลง : ทัณฑสูตรท่อนไม้กลางวัฏสงสาร
[ท่อนนำ]
โลกหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไม่รู้จบ
ดุจสายลมพัดพาชีวิตล่องลอย
เกิดแล้วดับ หลับแล้วตื่น คอย
เดินตามรอยแห่งกรรมทุกคืนวัน
อวิชชาปิดบังดวงใจเอาไว้
ตัณหาผูกพันไม่ให้หลุดพ้น
เวียนว่ายในภพชาติหลายหน
ดุจผู้คนหลงทางกลางสายธาร
[ท่อนที่ 1]
ดังท่อนไม้ถูกโยนสู่เวหา
บางคราวตกโคน บางคราวตกปลาย
บางคราวพลิกผันเปลี่ยนความหมาย
ไร้จุดหมายในห้วงแห่งกาลเวลา
สัตว์โลกก็เป็นเช่นนั้นแล
เดินทางไม่แน่ในทุกทิศา
จากโลกนี้สู่โลกหน้า
แล้วกลับมาหมุนวนอีกครั้งหนึ่ง
[ท่อนฮุก]
โอ้...วัฏสงสารยาวไกลเกินนับ
ไม่มีต้น ไม่มีปลายให้ถึง
เมื่อใจยังถูกตัณหาดึง
ก็ยังต้องเดินทางไม่สิ้นสุด
ปล่อยความยึดมั่นลงจากใจ
ให้ปัญญาส่องทางมนุษย์
แม้โลกจะเปลี่ยนด้วยเทคโนโลยีสูงสุด
ความหลุดพ้นยังอยู่ที่ใจ
[ท่อนที่ 2]
วันนี้โลกมีปัญญาประดิษฐ์
ช่วยคิด ช่วยสร้าง สิ่งยิ่งใหญ่
แต่หากมนุษย์ยังหลงอัตตาในใจ
AI ก็อาจกลายเป็นเงาแห่งความกลัว
เมื่อใช้เทคโนโลยีด้วยเมตตา
นำปัญญามาสร้างสันติทั่วหล้า
ลดความเกลียดชัง ลดการเข่นฆ่า
ให้คุณค่าความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน
[ท่อนเชื่อม]
AI เปรียบดั่งเครื่องมือในมือเรา
มิใช่เจ้าของเส้นทางความฝัน
หากใจเต็มไปด้วยกรุณาธรรม
โลกจะก้าวล้ำพร้อมความงดงาม
ปัญญาจากธรรมและวิทยาการ
ประสานกันสร้างสะพานแห่งสันติภาพ
ให้ผู้คนข้ามพ้นความแตกแยกหยาบ
สู่โลกที่อาบด้วยความเข้าใจ
[ท่อนฮุก]
โอ้...วัฏสงสารยาวไกลเกินนับ
ไม่มีต้น ไม่มีปลายให้ถึง
เมื่อใจยังถูกตัณหาดึง
ก็ยังต้องเดินทางไม่สิ้นสุด
ปล่อยความยึดมั่นลงจากใจ
ให้ปัญญาส่องทางมนุษย์
ใช้ AI เคียงคู่คุณธรรมบริสุทธิ์
เพื่อหยุดวงจรแห่งความทุกข์ร่วมกัน
[ท่อนจบ]
ดั่งท่อนไม้ที่เคยล่องลอย
วันหนึ่งย่อมหยุดเมื่อพบฝั่งฝัน
เมื่ออวิชชาถูกแทนด้วยแสงธรรม
ตัณหาถูกคลายด้วยปัญญามั่น
โลกยุค AI จะงดงามเพียงใด
ขึ้นอยู่กับใจของเราทุกคน
หากเมตตานำทางเหนือเหตุผลสับสน
สันติภาพจะบังเกิดบนโลกนี้นิรันดร์
[Outro]
วัฏสงสารยาวไกลเพียงไหน
ปัญญานำใจให้พ้นทางวน
เทคโนโลยีก้าวไกลคู่คุณธรรมของคน
สู่สันติภาพสากล...และการตื่นรู้ภายใน
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๙. ทัณฑสูตร
[๔๓๘] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัส เรียกภิกษุทั้งหลาย ... แล้วได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุด เบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่อง ประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ฯลฯ [๔๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่อนไม้ที่บุคคลโยนขึ้นบนอากาศ บางคราว ก็ตกลงทางโคน บางคราวก็ตกลงทางขวาง บางคราวก็ตกลงทางปลาย แม้ฉันใด สัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยว ไปมาอยู่ ก็ฉันนั้นแล บางคราวก็จากโลกนี้ไปสู่ปรโลก บางคราวก็จากปรโลกมา สู่โลกนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลาย ไม่ได้ ฯลฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น