[Intro]
โอ้ชีวิตที่เวียนวน
เพราะใจคนยังยึดมั่น
ดั่งเปลวไฟที่ลุกลั่น
ด้วยเชื้อแห่งตัณหาในใจ
[Verse 1]
เมื่อใจยังเพลิดเพลิน
ในสิ่งที่ชวนให้หลงใหล
สังโยชน์ร้อยรัดดวงใจ
ไม่รู้ภัยที่ซ่อนเร้นมา
ความอยากจึงค่อยเติบโต
เป็นตัณหาเผาใจเรื่อยไป
เกิดยึดมั่นถือมั่นภายใน
ก่อภพชาติไม่รู้จบลง
[Pre-Chorus]
จากตัณหาสู่อุปาทาน
จากอุปาทานสู่ภพมั่นคง
จากภพนำพาชาติยืนยง
แล้วทุกข์ก็ดำรงในวัฏฏะกาล
[Chorus]
เหมือนประทีปที่ลุกโชติช่วง
เพราะน้ำมันยังเติมไม่สร่าง
ไฟตัณหาจึงเผาหนทาง
ให้ใจหลงกลางความมืดมน
ชรา มรณะ โศกเศร้าทั้งหลาย
ทุกข์โทมนัสมากมายเหลือล้น
ล้วนเกิดจากเหตุแห่งกมล
ที่ดิ้นรนตามกระแสตัณหา
[Verse 2]
เมื่อใจเห็นโทษชัดเจน
ในสิ่งที่เคยหลงศรัทธา
รู้เท่าทันความอยากนานา
ปัญญาพาให้ใจเบาสบาย
ตัณหาค่อยดับลับไป
อุปาทานสลายหายสูญ
ภพและชาติหมดแรงเกื้อกูล
วงจรพอกพูนก็สิ้นลง
[Bridge]
ไม่เติมน้ำมันแห่งความหลง
ไม่ส่งเชื้อใหม่สู่เปลวไฟ
เชื้อเก่าหมดไปตามกาลไกล
ประทีปนั้นย่อมดับเอง
ดังผู้เห็นธรรมตามความจริง
ปล่อยทุกสิ่งตามเหตุบรรเลง
ไม่ยึดมั่นในโลกครื้นเครง
ใจจึงเป็นอิสระจากพันธนา
[Chorus]
เหมือนประทีปที่ค่อยดับแสง
เมื่อหมดแรงแห่งเชื้อปรารถนา
ไฟตัณหาไม่ย้อนคืนมา
เหลือเพียงค่าปัญญานำทาง
ชรา มรณะ โศกเศร้าทั้งหลาย
ดับสลายตามเหตุทุกอย่าง
กองทุกข์สิ้นสุดปลายทาง
เมื่อใจวางจากสังโยชน์ทั้งปวง
[Outro]
ดับเชื้อแห่งความยึดมั่น
ดับตัณหาที่ผูกพันใจ
เห็นธรรมตามความเป็นไป
พบอิสระอันยิ่งใหญ่ภายใน
ประทีปดับ...แต่ใจสว่าง
วัฏสงสารเลือนรางห่างไกล
เหลือเพียงสันติอันอำไพ
สู่ทางพ้นทุกข์นิรันดร์เอย
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๓. ปฐมสังโยชนสูตร [๒๐๐] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัย แห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมเจริญ เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะ อุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [๒๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประทีปน้ำมันพึงติด เพราะอาศัยน้ำมันและ ไส้ บุรุษพึงเติมน้ำมันและใส่ไส้ในประทีปน้ำมันทุกๆ ระยะ ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ ประทีปน้ำมันนั้น มีอาหารอย่างนั้น มีเชื้ออย่างนั้น พึงลุกโพลงตลอดกาลนาน แม้ ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็น ปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมเจริญ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [๒๐๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและ มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [๒๐๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประทีปน้ำมันพึงติด เพราะอาศัยน้ำมันและ ไส้ บุรุษไม่พึงเติมน้ำมัน ไม่ใส่ไส้ในประทีปน้ำมันนั้นทุกๆ ระยะ ก็เมื่อเป็น อย่างนี้ ประทีปน้ำมันนั้น ไม่มีอาหารพึงดับไป เพราะสิ้นเชื้อเก่า และเพราะไม่ เติมเชื้อใหม่ แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมดับ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น