วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เพลง : ปฐมสังโยชนสูตรดับเชื้อแห่งสังโยชน์

เพลง : ปฐมสังโยชนสูตรดับเชื้อแห่งสังโยชน์

[Intro]
โอ้ชีวิตที่เวียนวน
เพราะใจคนยังยึดมั่น
ดั่งเปลวไฟที่ลุกลั่น
ด้วยเชื้อแห่งตัณหาในใจ

[Verse 1]
เมื่อใจยังเพลิดเพลิน
ในสิ่งที่ชวนให้หลงใหล
สังโยชน์ร้อยรัดดวงใจ
ไม่รู้ภัยที่ซ่อนเร้นมา

ความอยากจึงค่อยเติบโต
เป็นตัณหาเผาใจเรื่อยไป
เกิดยึดมั่นถือมั่นภายใน
ก่อภพชาติไม่รู้จบลง

[Pre-Chorus]
จากตัณหาสู่อุปาทาน
จากอุปาทานสู่ภพมั่นคง
จากภพนำพาชาติยืนยง
แล้วทุกข์ก็ดำรงในวัฏฏะกาล

[Chorus]
เหมือนประทีปที่ลุกโชติช่วง
เพราะน้ำมันยังเติมไม่สร่าง
ไฟตัณหาจึงเผาหนทาง
ให้ใจหลงกลางความมืดมน

ชรา มรณะ โศกเศร้าทั้งหลาย
ทุกข์โทมนัสมากมายเหลือล้น
ล้วนเกิดจากเหตุแห่งกมล
ที่ดิ้นรนตามกระแสตัณหา

[Verse 2]
เมื่อใจเห็นโทษชัดเจน
ในสิ่งที่เคยหลงศรัทธา
รู้เท่าทันความอยากนานา
ปัญญาพาให้ใจเบาสบาย

ตัณหาค่อยดับลับไป
อุปาทานสลายหายสูญ
ภพและชาติหมดแรงเกื้อกูล
วงจรพอกพูนก็สิ้นลง

[Bridge]
ไม่เติมน้ำมันแห่งความหลง
ไม่ส่งเชื้อใหม่สู่เปลวไฟ
เชื้อเก่าหมดไปตามกาลไกล
ประทีปนั้นย่อมดับเอง

ดังผู้เห็นธรรมตามความจริง
ปล่อยทุกสิ่งตามเหตุบรรเลง
ไม่ยึดมั่นในโลกครื้นเครง
ใจจึงเป็นอิสระจากพันธนา

[Chorus]
เหมือนประทีปที่ค่อยดับแสง
เมื่อหมดแรงแห่งเชื้อปรารถนา
ไฟตัณหาไม่ย้อนคืนมา
เหลือเพียงค่าปัญญานำทาง

ชรา มรณะ โศกเศร้าทั้งหลาย
ดับสลายตามเหตุทุกอย่าง
กองทุกข์สิ้นสุดปลายทาง
เมื่อใจวางจากสังโยชน์ทั้งปวง

[Outro]
ดับเชื้อแห่งความยึดมั่น
ดับตัณหาที่ผูกพันใจ
เห็นธรรมตามความเป็นไป
พบอิสระอันยิ่งใหญ่ภายใน

ประทีปดับ...แต่ใจสว่าง
วัฏสงสารเลือนรางห่างไกล
เหลือเพียงสันติอันอำไพ

สู่ทางพ้นทุกข์นิรันดร์เอย 

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๓. ปฐมสังโยชนสูตร
[๒๐๐] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัย แห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมเจริญ เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะ อุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [๒๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประทีปน้ำมันพึงติด เพราะอาศัยน้ำมันและ ไส้ บุรุษพึงเติมน้ำมันและใส่ไส้ในประทีปน้ำมันทุกๆ ระยะ ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ ประทีปน้ำมันนั้น มีอาหารอย่างนั้น มีเชื้ออย่างนั้น พึงลุกโพลงตลอดกาลนาน แม้ ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็น ปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมเจริญ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [๒๐๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและ มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [๒๐๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประทีปน้ำมันพึงติด เพราะอาศัยน้ำมันและ ไส้ บุรุษไม่พึงเติมน้ำมัน ไม่ใส่ไส้ในประทีปน้ำมันนั้นทุกๆ ระยะ ก็เมื่อเป็น อย่างนี้ ประทีปน้ำมันนั้น ไม่มีอาหารพึงดับไป เพราะสิ้นเชื้อเก่า และเพราะไม่ เติมเชื้อใหม่ แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมดับ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

อัคคัญญสูตรกับสันติภาพโลกยุคเอไอ: เมื่อคุณค่าของมนุษย์วัดที่คุณธรรม ไม่ใช่ชาติกำเนิดหรืออำนาจเทคโนโลยี

 อัคคัญญสูตรกับสันติภาพโลกยุคเอไอ: เมื่อคุณค่าของมนุษย์วัดที่คุณธรรม ไม่ใช่ชาติกำเนิดหรืออำนาจเทคโนโลยี ท่ามกลางยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที...