วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เพลง : ตรุณรุกขสูตรถอนกล้าแห่งตัณหา



เพลง : ตรุณรุกขสูตรถอนกล้าแห่งตัณหา 

[Intro]
เมล็ดเล็กๆ กลางผืนดิน
ดูเหมือนไม่มีพิษภัย
แต่หากปล่อยไว้ในใจ
อาจเติบใหญ่เกินควบคุม

ดั่งกิเลสเพียงน้อยนิด
ที่แอบติดในใจมนุษย์
หากไม่รู้และไม่หยุด
วันหนึ่งสุดจะถอนคืน

[Verse 1]
ต้นอ่อนยืนกลางสายลม
ยังไม่ข่มแผ่นดินกว้าง
แต่เมื่อได้รับทุกหนทาง
ทั้งน้ำและปุ๋ยหล่อเลี้ยง

มันค่อยเติบโตขึ้นมา
แผ่กิ่งก้านอย่างต่อเนื่อง
ดั่งความอยากที่รุ่งเรือง
เมื่อใจยังคอยยินดี

ตัณหาค่อยงอกงาม
ตามอารมณ์ที่พึงมี
ก่ออุปาทานทุกที
สร้างวิถีแห่งภพชาติ

[Pre-Chorus]
จากสิ่งเล็กๆ ในดวงใจ
กลายเป็นสายใยไม่อาจขาด
กองทุกข์จึงตามประกาศ
ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย

[Chorus]
ถอนกล้าแห่งตัณหา
ก่อนเติบใหญ่เกินแก้ไข
ถอนเสียตั้งแต่ในใจ
ก่อนจะสายเกินเยียวยา

อย่ารดน้ำด้วยความหลง
อย่าส่งปุ๋ยแห่งตัณหา
จงใช้ธรรมเป็นแสงปัญญา
มองเห็นค่าความเป็นจริง

[Verse 2]
เมื่อใจเห็นโทษชัดเจน
ในสิ่งเคยเป็นที่พักพิง
รู้ว่าทุกอย่างไม่เที่ยงจริง
ย่อมไม่วิ่งตามอารมณ์

ตัณหาจึงค่อยอ่อนแรง
เหมือนต้นแห้งไร้ฝนผสม
อุปาทานไม่สะสม
ภพไม่บ่มให้เกิดใหม่

[Bridge]
ผู้มีปัญญาจึงลงมือ
ไม่ปล่อยถือไว้ในใจ
ขุดถอนรากออกทันใด
แม้รากใยเพียงเล็กน้อย

สับเป็นชิ้น เผาเป็นเถ้า
ปล่อยความเศร้าค่อยเลื่อนลอย
ไม่เหลือหน่อแม้เพียงรอย
ให้ค่อยๆ งอกขึ้นมา

[Chorus]
ถอนกล้าแห่งตัณหา
ก่อนเติบใหญ่เกินแก้ไข
ดับเหตุแห่งทุกข์ภายใน
ก่อนลุกไหม้ทั่วดวงมาน

เมื่อรากทุกข์ถูกถอนสิ้น
ใจย่อมบินพ้นสังสาร
พบความสงบเบิกบาน
เหนือวันวานแห่งความยึดมั่น

[Outro]
ต้นอ่อนแม้ดูเล็กน้อย
แต่หากปล่อยอาจยิ่งใหญ่
กิเลสก็ไม่ต่างไป
หากเก็บไว้ย่อมเพิ่มพูน

จงถอนเสียแต่วันนี้
ก่อนชีวีจะสูญคุณ
ให้ใจพบทางเกื้อหนุน
สู่ความพ้นแห่งนิพพาน

ถอนกล้าแห่งตัณหา
ด้วยศรัทธาและปัญญาญาณ
ก้าวพ้นทุกข์อันยาวนาน
สู่แดนธรรมอันสงบเย็น


[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๗. ตรุณรุกขสูตร
[๒๑๒] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรม ทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมเจริญ เพราะตัณหาเป็น ปัจจัย จึงมีอุปาทาน ฯลฯ ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการ อย่างนี้ ฯ [๒๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้อ่อนยืนต้นอยู่ บุรุษพึงพรวนดิน ใส่ปุ๋ย รดน้ำเสมอๆ ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้นไม้อ่อนนั้น มีอาหารอย่างนั้น มีเชื้อ อย่างนั้น พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุ เห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหา- *ย่อมเจริญ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ฯลฯ ความ เกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [๒๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [๒๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้อ่อนยืนต้นอยู่อย่างนั้น ทีนั้นบุรุษเอา จอบและภาชนะมา ฯลฯ หรือลอยในแม่น้ำมีกระแสอันเชี่ยว ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้นไม้อ่อนนั้น ถูกตัดเอารากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี ไม่เกิดอีกต่อไป แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ในธรรม ทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมดับ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมี ด้วยประการอย่างนี้ ฯ
จบสูตรที่ ๗

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

อัคคัญญสูตรกับสันติภาพโลกยุคเอไอ: เมื่อคุณค่าของมนุษย์วัดที่คุณธรรม ไม่ใช่ชาติกำเนิดหรืออำนาจเทคโนโลยี

 อัคคัญญสูตรกับสันติภาพโลกยุคเอไอ: เมื่อคุณค่าของมนุษย์วัดที่คุณธรรม ไม่ใช่ชาติกำเนิดหรืออำนาจเทคโนโลยี ท่ามกลางยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที...