เพลง : ทุติยสังโยชนสูตรเมื่อเชื้อไฟไม่ถูกเติม
[Intro]
เปลวไฟยังส่องแสง
เพราะมีแรงแห่งเชื้อเกื้อหนุน
ใจคนยังเวียนว่ายหมุน
เพราะความคุ้นในความยินดี
[Verse 1]
ดั่งประทีปที่ลุกโพลง
น้ำมันส่งเปลวไฟทุกที
เติมเชื้อใหม่ไม่มีวันหนี
แสงนั้นมีตราบนานเท่านาน
ใจที่ยังพอใจอยู่
ในโลกชูความอยากต้องการ
ตัณหาค่อยเติบโตเบ่งบาน
สานสังสารไม่รู้จบลง
[Pre-Chorus]
ตัณหาพาให้อุปาทาน
ยึดถือมั่นในรูปและนาม
อุปาทานก่อภพติดตาม
ภพก่อความเกิดแก่เวียนวน
[Chorus]
เมื่อเชื้อไฟยังถูกเติม
ทุกข์ก็เพิ่มไม่รู้สิ้นสุด
ชรา มรณะ คอยรั้งฉุด
ใจมนุษย์ให้หมุนเวียนไป
โศกเศร้า คร่ำครวญ อาลัย
ทุกข์ในใจยังตามเผาไหม้
ตราบยังหลงในสิ่งทั้งหลาย
ไฟตัณหายังไม่ดับลง
[Verse 2]
แต่เมื่อใจเริ่มมองเห็น
ความลำเค็ญที่ซ่อนมั่นคง
เห็นโทษแห่งความลุ่มหลง
เห็นทุกข์ตรงตามความเป็นจริง
ไม่เติมเชื้อแห่งความอยาก
ไม่ฝากใจไว้กับทุกสิ่ง
ปล่อยวางตามทางแห่งธรรมยิ่ง
ใจจึงนิ่งและเบาสบาย
[Bridge]
เมื่อไม่มีน้ำมันเติม
เปลวไฟเริ่มอ่อนแรงหาย
เชื้อเก่าหมดไปตามความหมาย
เชื้อใหม่คลายไม่ต่อเติม
ตัณหาดับ อุปาทานดับ
ภพก็ดับไม่เริ่มเสริม
ชาติย่อมดับไม่ก่อเพิ่ม
ทุกข์ก็เริ่มสูญสลายไป
[Chorus]
เมื่อเชื้อไฟไม่ถูกเติม
ทุกข์ก็เริ่มเลือนหายจากใจ
ชรา มรณะยังมีไป
แต่ไม่อาจเผาใจผู้รู้ธรรม
โศกเศร้า คร่ำครวญ อาลัย
ค่อยจางไปตามทางอันล้ำ
เหลือเพียงจิตที่งดงาม
ในความสงบแห่งนิพพาน
[Outro]
ประทีปดับเพราะหมดเชื้อ
ไม่เหลือเยื่อแห่งความยึดมั่น
ผู้เห็นโทษแห่งสังโยชน์นั้น
ย่อมพ้นพันธน์แห่งวัฏสงสาร
เมื่อเชื้อไฟไม่ถูกเติม
ใจก็เริ่มพบแสงสว่าง
ไม่ใช่แสงแห่งโลกกว้าง
แต่คือทางแห่งการหลุดพ้น
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๔. ทุติยสังโยชนสูตร [๒๐๔] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประทีปน้ำมันพึงติด เพราะอาศัยน้ำมันและไส้ บุรุษเติมน้ำมัน และใส่ไส้ในประทีปน้ำมันนั้นทุกๆ ระยะ ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ ประทีปน้ำมันนั้น มีอาหารอย่างนั้น มีเชื้ออย่างนั้น พึงลุกโพลงตลอดกาลแม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมเจริญ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [๒๐๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประทีปน้ำมันพึงติด เพราะอาศัยน้ำมันและ ไส้ บุรุษไม่เติมน้ำมัน ไม่ใส่ไส้ในประทีปน้ำมันนั้นทุกๆ ระยะ ก็เมื่อเป็น อย่างนี้ ประทีปน้ำมันนั้น ไม่มีอาหาร พึงดับไป เพราะสิ้นเชื้อเก่า และเพราะ ไม่เติมเชื้อใหม่ แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ในธรรม ทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมดับ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะ ตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วย ประการอย่างนี้ ฯจบสูตรที่ ๔

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น