เพลง : ทุติยมหารุกขสูตรตาลยอดด้วน
[Intro]
ต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้า
ยืนท้ากาลเวลายาวไกล
ใครจะรู้ลึกลงไป
รากนั้นไซร้คือแรงค้ำจุน
ดั่งใจคนในโลกนี้
ที่ยังมีความอยากเกื้อหนุน
กิเลสคอยเพิ่มพอกพูน
ให้หมุนเวียนในวัฏฏะกาล
[Verse 1]
รากหยั่งลึกลงใต้ดิน
แผ่กิ่งก้านไปทุกสถาน
ดูดโอชารสเนิ่นนาน
เลี้ยงลำต้นให้มั่นคง
ตัณหาก็เป็นเช่นนั้น
คอยผูกพันใจให้ลุ่มหลง
ก่ออุปาทานยืนยง
สร้างภพวงจรไม่รู้คลาย
[Pre-Chorus]
จากความอยากสู่ความยึดมั่น
จากความยึดมั่นสู่เกิดใหม่
กองทุกข์จึงตามเผาใจ
ไม่รู้จบไม่รู้วาง
[Chorus]
โอ้ตาลยอดด้วนในวันหน้า
คือภาพแห่งการปล่อยวาง
เมื่อถอนรากจนหมดทาง
ไม่เหลือกิ่งก้านให้เติบโต
เมื่อไฟตัณหามอดดับ
เมื่อใจลับจากความโง่เขลา
อุปาทานที่เคยบรรเทา
ย่อมสลายเบาไปตามธรรม
[Verse 2]
ผู้มีปัญญามองเห็น
เหตุทุกข์เป็นดังรากลึกล้ำ
จึงตัดตรงที่ต้นแห่งกรรม
แล้วขุดซ้ำถึงรากทุกเส้น
แม้รากเล็กเท่าก้านหญ้า
ก็ไม่ปล่อยให้เหลือซ่อนเร้น
ถอนจนหมดทุกประเด็น
ไม่ให้เป็นเชื้อแห่งภพใหม่
[Bridge]
ผ่าเป็นชิ้น สับเป็นท่อน
ตากแดดลมจนหมดความหมาย
เผาเป็นเถ้าปลิวกระจาย
ลอยหายไปกับสายธาร
ดั่งกิเลสที่ถูกเผา
ด้วยปัญญาอันเบิกบาน
ไม่เหลือเชื้อแห่งสังสาร
ให้ย้อนผ่านกลับมาอีกเลย
[Chorus]
โอ้ตาลยอดด้วนในวันหน้า
คือภาพแห่งชัยชนะอันเปิดเผย
เมื่อรากทุกข์สิ้นไปดังเคย
ก็ไม่เคยมีหน่อใหม่งอกงาม
เมื่อความอยากหมดสิ้นลง
ใจมั่นคงในความงดงาม
สงบเย็นเหนือรูปนาม
พ้นเขตคามแห่งความยึดมั่น
[Outro]
ต้นไม้ใหญ่เคยสูงส่ง
แต่ยังคงล้มลงได้เช่นกัน
กิเลสใหญ่ที่ผูกพัน
ย่อมดับพลันด้วยปัญญา
ตาลยอดด้วนไม่งอกอีก
ดั่งผู้หลีกพ้นตัณหา
กองทุกข์ดับไม่หวนมา
เหลือศรัทธาในทางหลุดพ้น
สู่ความสงบอันนิรันดร์
เหนือคืนวันและสับสน
สิ้นการเกิด สิ้นเวียนวน
ถึงฝั่งพ้นแห่งนิพพาน
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๖. ทุติยมหารุกขสูตร [๒๑๐] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ- *บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุ ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้ใหญ่มีรากหยั่งลงและแผ่ไปข้างๆ ราก ทั้งหมดนั้นย่อมดูดโอชารสไปเบื้องบน เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้นไม้ใหญ่นั้น มีอาหาร อย่างนั้น มีเชื้ออย่างนั้น พึงเป็นอยู่ตลอดกาลนาน แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมเจริญ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [๒๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นอยู่อย่างนั้น ทีนั้นบุรุษ เอาจอบและภาชนะมา ตัดต้นไม้นั้นที่โคนต้นแล้ว ขุดลงไป ครั้นขุดลงไปแล้ว คุ้ยเอารากใหญ่เล็กแม้เท่าก้านแฝกขึ้น ฯลฯ หรือลอยในแม่น้ำมีกระแสอันเชี่ยว เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้นไม้ใหญ่นั้นถูกตัดเอารากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี ไม่เกิดอีกต่อไป แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นโทษ เนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมดับ ฉันนั้น เหมือนกัน เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น